เย็นวานนี้อากาศดีมาก เพราะเป็นช่วงกลางวันวันแรกที่ฝนไม่ตกเลย (แต่มาตกกลางคืน) ผู้เขียนรีบจัดการ Clear งานในจุด Electrolytes + เตรียมน้ำยาไว้เสร็จอย่างรวดเร็ว และตั้งใจว่าวันนี้จะไปเดินซื้อหากับข้าวในตลาดนัดเกษตร (ชักคิดถึงฝีมือตัวเองบ้างแล้ว)
ระหว่างเดินไปลานจอดรถ ก็นึกเมนูไปด้วยว่าจะทำอะไรกินดี ??? ซื้ออาหารอะไรดี??? แต่เมื่อไปเห็นรถโดนรถอีกคันจอดปิดท้ายอยู่ ไม่สามารถออกได้ เพราะด้านหน้ามีท่อนเหล็กโผล่อยู่ ลองขยับรถคันนั้นดูปรากฏว่าใส่เบรคมืออีกต่างหาก เบอร์โทรก็ไม่ทิ้งไว้ แต่คุ้น ๆ น๊ะว่าเจ้าของรถคันนี้จะเป็นพี่คนที่เรารู้จักแฮะ แต่ไม่แน่ใจนัก มีเบอร์โทรมือถือด้วย เพราะนายดำเคยทำงานรับ Job พิเศษกับพี่ท่านนี้มาก่อน ลองโทรเข้าเบอร์มือถืออยู่หลายครั้งแต่เจ้าของไม่รับ โทรหานายดำให้ช่วยอีกแรงก็ปิดมือถือ...
เอาล่ะเปลี่ยนแผน ไปซื้อของจากบริเวณเซเว่น หรือที่เราเรียกว่า โวค หลังจากเลือกผักบุ้ง ผักคะน้า ปลาทูนึ่ง มา 2 แพค กลับมาที่รถก็ยังไม่มีวี่แววเจ้าของรถ เวลาก็ใกล้ 16.30 น.เฉยอยู่ไม่ได้แล้ว เพราะลองโทรเข้ามือถือกี่ครั้ง ๆ ก็เหมือนเดิม ใกล้ได้เวลาไปรับลูกแล้ว ทำไงดี !!!
ตัดสินใจเดินกลับมายังห้องทำงานอีกครั้ง (หน่วยเคมีคลินิก) เปิดสมุดโทรศัพท์ค้นหารายชื่อหน่วยงานของพี่ท่านนี้ เพราะคุ้น ๆ ว่าเคยได้ยินพี่ท่านบอกว่าอยู่วางแผน ๆ ประมาณนี้ โทรเข้าหน่วยนโยบายวางแผน (ไม่ใช่วางแผนครอบครัว) แต่คนรับบอกว่าไม่มีชื่อนี้ เลยได้แต่บอกปัญหาเขาไป พี่ท่านนั้นขอทราบชื่ออีกครั้ง แล้วแนะนำว่าอาจอยู่เงินรายได้ แต่เขาไม่ทราบเบอร์หรอกน๊ะ เราก็เปิดสมุดโทรศัพท์หาอีกรอบ โทรถามไปน้องเขาบอกว่าย้ายไปอยู่ทันตกรรม ผู้เขียนชักงงแล้วสิ (เพราะแรกเริ่มเดิมทีพี่ท่านนี้เคยอยู่ทันตกรรม แต่โอนย้ายไปที่อื่น ไม่น่าจะกลับไปทำงานที่เดิมได้อีก) แต่ลองโทรดูก็ไม่ได้เสียหลายอะไร พร้อมกับเปิดสมุดโทรศัพท์หาอีกรอบ และก็ไม่ผิดหวังคราวนี้ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริง ๆ เลยขอคุยกับเจ้าตัวซะเลย....
ผู้เขียนรีบถามเมื่อพี่เขารับสายว่า...รถยี่ห้อ..สี....หมายเลขทะเบียน....เป็นของพี่ใช่ไหม ??? พี่เขาบอกว่าใช่ ผู้เขียนโล่งอกเล็ก ๆ และก็บอกให้พี่เขามาถอยรถด่วนมาก ๆ ซึ่งพี่เขาก็ตอบรับทันที
ระหว่างนั้นผู้เขียนก็บ่น + ระบายให้กับพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ในหน่วยเคมีไปด้วย เมื่อเดินกลับมายังรถอีกครั้งรออีกสักเล็กน้อย เพราะนึกเห็นใจเหมือนกันว่าพี่เขาอยู่ในจุดด้านหน้าสุดของโรงพยาบาล ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง
เมื่อพี่เขาก็เดินมา ก็บอกว่า คิดว่ารถเราออกได้ ผู้เขียนเลยลากและชี้มาให้ดูท่อนเหล็กที่ขวางตายอยู่ และบอกพี่ท่านนั้นว่า วันหลังอย่าจอดแบบนี้อีกน๊ะ พร้อมกับคิดในใจว่า จะไม่จอดที่ตรงนี้แล้วเช่นกัน เราคุยกันอีกเล็กน้อยรวมทั้งถามเรื่องโทรศัพท์มือถือ ซึ่งพี่เขาบอกว่าไม่รับเพราะกำลังประชุมอยู่นั่นเอง
เมื่อลองพิจารณาตัวเองก็ยอมรับว่าตัวเองเหนื่อย เพราะเดินไปเดินมาไม่ใช่น้อย โทรแล้วโทรอีกอยู่หลายรอบ เปิดโทรศัพท์อยู่หลายหน (ยิ่งเป็นคนหาอะไรยาก ๆ ไม่ค่อยเจอ) ออกแรงผลักรถอยู่หลายครั้ง แต่พบว่าผู้เขียนไม่ได้รู้สึกอะไรมากมาย อาจจะเป็นเพราะ....
- คิดว่า....เป็นคนที่รู้จัก แม้จะไม่มั่นใจว่าเป็นเจ้าของรถรึเปล่า? ในทีแรก
- มัวแต่คิดแก้ปัญหา ยุ่ง ๆ วุ่น ๆ กับการหาทางแก้ --จะทำอะไรดีน๊ะ และทำอย่างไรต่อไป ??? --รวมทั้งคิดต่อไปด้วยว่าถ้าไม่ใช่รถของพี่ท่านนั้นเราจะโทรไปให้ประชาสัมพันธ์ ประกาศหาเจ้าของ
- ได้บ่น ระบายให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ร่วมงานฟังไปบ้าง หลายสิ่งหลายอย่างเลยเบาบาง
- เมื่อเรื่องราวสงบ วิกฤตกาลผ่านพ้น ก็อดนึกถึง "คาถาระงับโกรธ" จึงไม่โกรธ และไม่รู้จะโกรธไปทำไม ไม่มีประโยชน์สุดท้ายโทษมันก็ตกกับตัวเราเอง และทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว
อ้อ !! บันทึกนี้ยังสอนให้ผู้เขียนคิดได้ว่า...."มันก็เป็นเช่นนั้นเอง" เพราะหลังจากเขียนจนเกือบเสร็จแต่ไม่ได้บันทึก ไฟก็กระชากกระทันหัน ทำให้คิดได้อีกครั้งว่า ...."มันก็เป็นเช่นนั้นเอง"
ครั้งนี้คิดได้นึกได้ คราวหน้าไม่รู้จะเป็นเช่นนี้รึเปล่า ???