วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550

วันนี้เป็นวันพุธของกลางสัปดาห์ที่ 26 นับถอยหลังไปก็จะเหลือ 6 วันแล้วพ่อคุณเอ๋ย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อคืน เอ๊ะไม่ใช่สิ ต้องเมื่อหัวรุ่งนี้ ฝนตกหนักตั้งแต่ราวตี 4 กว่าๆ ฟ้าร้องฟ้าลั่นโครมๆจนผมต้องตื่น ฝนตกลมแรง ละอองฝนฝ่าม่านมุ้งลวดเข้ามารดหน้าผมเล็กน้อย ผมไม่ลุกขึ้นไปปิดหน้าต่าง เพราะว่ามีความสุขที่ฝนสาดหน้าบ้าง ไม่ใช่สาดตูมๆเหมือนฝักบัวหรอกครับ แค่พอรู้สึกเท่านั้น เออแฮะ นี่เราตื่นแล้วนอนไม่หลับนี่หว่า ลุกขึ้นไปฉี่หนึ่งรอบแล้วมานอนเล่นให้ฝนสาดต่อ มาหลับเอาเกือบ 6 โมงได้มั้ง แล้วก็ตื่นตอน 6.30 น. ทำธุระส่วนตัว อาบน้ำอาบท่าเสร็จก็ปลุกพี่พิชัย วันนี้เดินไปทำงาน แม้ว่าฝนลงละอองหน่อยๆ ผมชอบแบบนี้จริงๆครับ อากาศดีชะมัด ฝนที่นี่สะอาด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ครูหาญลาไปออสเตรเลียตั้งแต่วันนี้จนถึงวันเสาร์ ผมจึงว่างตั้งแต่หัววัน ส่งจดหมายไปหารัศมีเพื่อให้เขาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยให้เพิ่มเติม แล้วก็นั่งรอ ก็ผมทำไม่เป็นนี่นา ผมเกลียดวิชาสถิติมาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ เมื่อก่อนมักจะแขวะคนอื่นว่า นักสถิติคือ คนที่ทำเรื่องที่ควรจะรู้เรื่องให้เป็นเรื่องที่ไม่รู้เรื่อง เพราะทุกครั้งที่เขานั่งคุยนั่งวิเคราะห์กันนั้น ผมไม่เคยรู้เรื่องเลย ฮ่า ฮ่า ผมนี่มันเลวจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ใกล้ๆเที่ยงอาร์เธอก็เรียกเข้าไปช่วยเขาผ่าตัด อาร์เธอเขาจบมาจาก King’s College ภายใต้การดูแลของ Linda Cardozo เขาจึงภูมิใจมากเป็นพิเศษ และเขาก็สอนอะไรๆผมตั้งหลายอย่างเกี่ยวกับวิธีการผ่าตัดของครูเขา ผมก็เป็นนักเรียนที่ดีครับ เชื่อฟัง ตักตวงความรู้ให้มากๆ เถียงบ้างถามบ้าง อาร์เธอบอกว่าเขาชอบผมเพราะว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยเชื่อฟังเขาเลย แย้งเก่ง ถามเก่ง แชร์เก่ง (ไม่ใช่เล่นด้วยเงินนะขอรับ) ต่างกับหมอคนอื่นที่จะรับฟังอย่างเดียว ผมเลยย้อนไปว่า ถ้าเลิกด่าเขา ก็คงมีคนกล้าแย้งบ้างล่ะ ฮา.. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ช่วงบ่ายผมต้องอยู่ที่ห้องยูโรพลศาสตร์ แต่เนื่องจากอยากให้พี่พิชัยดู ผมเลยขึ้นมานั่งทำงานข้างบนสำนักงาน (ไอ้ขี้เกียจเอ๊ย) จริงๆไม่ได้ขี้เกียจหรอก ผมน่ะเข้าไปห้องตรวจเพื่อช่วยครูลี เห็นว่ามีคนอยู่น้อย เหลือแค่ครู อาร์ลีน และแคโรไลน์น้องใหม่ แต่ปรากฏว่าไม่มีผู้ช่วยคลินิกครับ เขาสามารถเปิดห้องได้แค่ 3 ห้องเท่านั้น แทมมี่ลาป่วย ลินดาอยู่อียิปต์ ผมเลยแอบสบายอยู่คนเดียว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                วันนี้ตอนเย็นเรามีนัดกันว่าจะไปเลี้ยงส่งผม (อีกแล้ว) งานนี้แทมมี่เป็นคนจัดการตั้งแต่สัปดาห์ก่อนนู้น เธอชวนไอชิง นาตาลีไว้เรียบร้อยแล้ว ผมมีหน้าที่อย่างเดียวคือไปกิน ผม พี่พิชัย และไอชิง ออกจากโรงพยาบาลเวลา 6 โมงเย็น นั่งรถเมล์ไปยังสถานี City Hallเรากำลังไปยัง Swissotel ที่ที่ผมมางานเลี้ยง D&D ของโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมานั่นแหละ แต่คราวนี้เราต้องขึ้นไปยังชั้น 71 ซึ่งต้องเสียเงินคนละ 15 เหรียญก่อน ทราบมาว่าเขาเพิ่งเก็บเงินค่าขึ้นมา 2 วันนี้นี่เอง ค่าบัตรนี้จะรวมค่าเครื่งดื่มฟรี 1 แก้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ได้ขึ้นมาถึงชั้นบนสุดก็รู้สึกว่าตระการตา ตึกนี้จัดว่าเป็นโรงแรมที่สูงที่สุดในสิงคโปร์ ผมสามารถมองไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา มองเห็นที่พักของผม มองเห็นโรงพยาบาล KKH ด้วย เราพบว่านาตาลีมารออยู่นานมากแล้ว วันนี้เธอว่างตั้งแต่บ่าย ออกชอปปิ้งตั้งแต่ 2 โมงครึ่ง แล้วมานั่งกินที่นี่ราว 4 โมงครึ่ง ผมยังได้เจอเพื่อ MO อีก 2 คน เจซซี่และอีกคนจำชื่อไม่ได้ เป็นผู้ชาย คนนี้ผมเจอบ่อยมากทีเดียว แต่ไม่เคยจำชื่อเขาได้สักที วันนี้เขาเพิ่งไปเลือกแหวนเพชรสำหรับงานหมั้นมา สนนราคาก็ราวๆ 2 หมื่นเหรียญสิงคโปร์ ฮ่าฮ่า มาเทียบกับที่ผมกับจิ๋มหุ้นกันซื้อเมื่อครั้งเราแต่งงานไม่ได้เลย ตอนนี้เธอก็ไม่กล้าใส่แหวนของเรา เก็บไว้ในเซฟนู่น กลัวเพชรหลุดแล้วหาไม่เจอครับ เม็ดมันเล็กกระติ๊ดเดียว แต่เราภูมิใจมากเลยนะครับ เพราะว่าใช้เงินเราทั้งคู่ซื้อมา พ่อแม่ไม่ได้ยุ่งเลย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมดื่มไวน์แดงไปแก้วหนึ่ง แทมมี่ก็ยังมาไม่ถึง เพราะเธอติดธุระที่บ้าน กว่าจะมาก็เกือบ 3 ทุ่ม กินมาการ์เร็ตต้าแก้วเดียวก็แยกย้ายกันกลับ แต่ผมกับพี่พิชัยยังคงรู้สึกว่าหิวนิดๆ เรา 2 คนจึงโบกรถเมล์ไปยัง Chinatown เพื่อกินโจ๊กรอบดึกที่ร้านขากบเจ้าประจำนั่นแหละครับ กว่าจะได้เข้าบ้านก็เที่ยงคืนพอดี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ที่ย่าน Little India คืนนี้วุ่นวายมาก เพราะมีคนอินเดียและนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด เหมือนวันอาทิตย์ไม่มีผิด แต่สับสนวุ่นวายมากกว่าหน่อยหนึ่ง บางคนจุดพลุ จุดไฟแปลกๆเล่นกัน ก็พรุ่งนี้เป็นวันหยุด Deepavali นี่นา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ครั้งก่อนผมถามคนไข้ชาวอินเดียของผม เลยได้ทราบมาว่า Deepavali เป็นงานฉลองของชาวฮินดูให้กับเทพเจ้าแห่งแสงสว่าง ครั้งหนึ่งนานมาแล้วเทพเจ้าแห่งความมืดต้องการครอบครองโลกมนุษย์เลยจะทำให้โลกมืด แต่เทพเจ้าแห่งแสงสว่างได้ออกมาบอกให้ชาวบ้านร่วมกันต่อสู้โดยการใช้แสงสว่างเข้าสู้ ดังนั้นราวๆเดือนหนึ่งที่ผ่านมา ครอบครัวฮินดูจะนอนเปิดไฟหรือจุดเทียนจุดตะเกียงกันทั้งคืน ถนน Serangoon ของผมก็เลยสว่างไสวมาร่วมเดือนก็ประการฉะนี้