มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐต้องพัฒนาระบบ accountability ของตนขึ้นมาในหลายระดับ เพื่อให้เอื้อต่อการได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากสังคม เอื้อต่อการกระจายอำนาจ เอื้อต่อความยืดหยุ่นในการบริหารงานและการทำงาน เอื้อต่อความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันภายในองค์กร เอื้อต่อการใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์ รวมทั้งเอื้อต่อการเรียนรู้ขององค์กร

Accountability

  • ในระบบราชการ เรื่องการรับผิดรับชอบ (accountability) ไม่ชัดเจน     และมักจะเน้นที่ระดับกรม หรือหน่วยงานขนาดใหญ่    และเรามักเน้นที่ตัวคนมากกว่าระบบ     คิดว่าถ้าผู้บริหารเป็นคนดีก็จะเกิดการทำงานที่มีการรับผิดรับชอบสูง     แต่ในการบริหารสมัยใหม่เน้นที่ระบบมากกว่าที่ตัวบุคคล     และเน้นดูที่ผลประกอบการเป็นอันดับแรก     ดูที่วิธีการหรือกระบวนการทำงานเป็นอันดับรอง
  • มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจึงต้องพัฒนาระบบ accountability ของตนขึ้นมาในหลายระดับ     เพื่อให้เอื้อต่อการได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากสังคม    เอื้อต่อการกระจายอำนาจ     เอื้อต่อความยืดหยุ่นในการบริหารงานและการทำงาน     เอื้อต่อความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันภายในองค์กร   เอื้อต่อการใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์     รวมทั้งเอื้อต่อการเรียนรู้ขององค์กร
  • ในการออกแบบโครงสร้างขององค์กร และในแผนยุทธศาสตร์   ต้องมีระบบ accountability บูรณาการอยู่ด้วยเสมอ ในทุกระดับของหน่วยงานและแผนงาน
  • ระบบ accountability ไม่ใช่ระบบคานอำนาจ    ไม่ใช่ระบบที่อยู่บนฐานของความระแวงหรือไม่ไว้วางใจ    ควรเป็นระบบที่ให้อำนาจสูงต่อการตัดสินใจเชิงบริหาร     ควบคู่กับการตรวจสอบอย่างจริงจังเข้มงวด
  • accountability ของราชการเน้น pre-audit  เน้นตรวจสอบด้วยกฎระเบียบ    แต่มหาวิทยาลัยในกำกับฯ ควรเน้น post-audit     เน้นการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์มากกว่ากฎระเบียบตายตัว
  • มหาวิทยาลัยแตกต่างจากองค์กรอื่นๆ ตรงที่ต้องมีทั้ง accountability ต่อสังคมภายนอก    และ accountability ต่อคนภายในองค์กรเอง    เพราะเราใช้ระบบการจัดการแบบระบบ collegial     เราต้องสร้างระบบ accountability ของมหาวิทยาลัยที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานแบบสร้างสรรค์  สร้างการเปลี่ยนแปลง  มองไปข้างหน้า  และกล้าเสี่ยง     
  • ต้องมีมิติของคุณธรรม จริยธรรม ด้วยเสมอ  

วิจารณ์ พานิช
๑ พ.ย. ๕๐

แก้ไขปรับปรุง ๒๔ ธ.ค. ๕๐