ในการปฏิรูปการศึกษา หรือการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ เรามักจะมุ่งเน้นเทคนิคหรือวิธีการต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนคิดเอง ทำเอง และแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง ที่เรียกกันว่า Child centered ซึ่งวิธีการดังกล่าว เป็นวิธีการที่น่าจะเหมาะสมกับผู้เรียนที่มี Self Esteem สูง (มีความภาคภูมิใจในตนเอง เป็นตัวของตัวอง มีสุขภาพจิตดี กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก) ซึ่งในความเป็นจริง โรงเรียนต่างๆในชนบท ก็มักจะพบกับเด็กที่มี Self Esteem ต่ำเป็นส่วนใหญ๋ หรือบางครั้งโรงเรียนในเมือง ก็อาจจะมีเด็กที่มี Self Esteem ต่ำอยู่บ้าง ซึ่งเด็กจำพวกนี้ มักจะไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง ขี้อาย หวาดระแวง ก้าวร้าว ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ ดังนั้น ก่อนที่จะจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบ Child Centered ก็ควรที่จะสร้างเด็กให้มี Self Esteem เสียก่อน สำหรับวิธีการช่วยเหลือเด็กจำพวกนี้ คุณชลอศักดิ์ ลักษณะวงศ์ศรี จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ได้บอกวิธีการช่วยเหลือไว้ 5 ประการ คือ 1. การให้เด็กมีส่วนรับผิดชอบ 2. ฝึกการตัดสินใจ 3.ให้กำลังใจ 4.การสร้างวินัยในจนเอง 5. เสริมความอบอุ่นและความมั่นใจ..หลังจากที่พัฒนาเด็กให้มี Self Esteem จนน่าพอใจแล้ว ผมว่า Child Centered ก็คงไม่ยากนะครับ แต่ว่าถ้ายังไม่ได้พัฒนา Self Esteem แล้วข้ามขั้นไปสอนแบบ Child Centered ก็คงจะเครียดทั้งครูทั้งเด็ก..เฮ้อ..งานครูนี่มันเหนื่อยจริงๆนะครับ
Child Centered คงเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่ใส่ใจ Self Esteem
Self Esteem คือหัวใจของการพัฒนาผู้เรียนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
สวัสดีค่ะ
sasinanda
ดิฉันสนใจเรื่องการเลี้ยงดูเด็กและพัฒนาการของเขาค่ะ
ดิฉันก็มีความเห็นอย่างคุณ small manว่า
เด็กที่มีสุขภาพจิตดีคือเด็กที่รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร และจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่ชอบหรือไม่ทำให้ตัวเองมีความสุข
เด็กเหล่านี้จะสามารถพัฒนาตัวตนได้ดี มีสิ่งที่ตัวเองสนใจ หรือมีงานอดิเรกที่ทำให้ตัวเองเพลิดเพลิน รู้สึกและยอมรับในคุณค่าของตัวเอง และเหนือสิ่งอื่นใดดูแลตัวเองได้ นอกจากนี้เด็กที่รู้จักเป็นตัวของตัวเองจะสามารถบริหารจัดการตัวเองได้
เด็กที่มีความรู้สึกในความเป็นตัวตน (sense of self) จะมีความกล้าในการยืนยันความคิดของตัวเอง
ดิฉันคิดว่า เราต้องทำให้เด็กมีความมั่นใจว่า พ่อแม่รักเขา และเคารพในสิทธิเขาด้วย เขาจึงจะกล้าคิดหรือตัดสินใจกระทำกิจกรรมที่อาจจะแตกต่างจากความคาดหวังของผู้ปกครอง
พ่อแม่ ไม่ควรเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของลูกมากเกินไป
ช่วงวัยรุ่น เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการสร้างเอกลักษณ์ (identity) ซึ่งเป็นงานที่ยากลำบาก และต้องการความช่วยเหลือจากผู้ปกครองที่ไม่ใช่การไปเจ้ากี้เจ้าการ หากเป็นการให้โอกาสในการสร้างความเป็นตัวตน ของเขา
ดิฉันมีประสบการณ์จากการเลี้ยงลูก ที่ให้เขาตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิต ครั้งสำคัญๆด้วยตนเองมาหลายครั้งแล้วค่ะ และดีใจที่ตัวเองตัดสินใจถูก
ขอขอบคุณ คุณ Sasinanda เป็นอย่างสูงครับ ที่ร่วมแสดงความคิดเห็น และกรุณามอบองค์ความรู้ดีๆเอาไว้ให้ด้วย ผมขออนุญาตจัดเก็บและนำไปใช้ในโอกาสต่อไปครับ