อิสรชนปรับการทำงานอีกครั้ง เพื่อส่งเสริมรัฐสวัสดิการที่สอดคล้องกับคนไร้บ้าน
ในงานศึกษาของต่างประเทศ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ท้ายที่สุดงานศึกษาเกี่ยวกับคนไร้บ้านจะเชื่อมโยงถึงวิธีการจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะไร้บ้าน โดยเฉพาะการศึกษาว่า เพราะเหตุใดคนไร้บ้านจึงไม่เต็มใจที่จะอยู่ในที่พักพิง (shelter) ซึ่งทางราชการจัดให้ เช่น เอลเลน แบกซ์เตอร์ และคิม ฮอปเปอร์ (Ellen Baxter and Kim Hopper 1981 อ้างใน Ember and Ember 1990 : 340-341) ตั้งประเด็นว่า หลายคนไม่เข้าใจว่า ทำไมคนไร้บ้านจึงไม่ยอมอยู่ในที่พักที่ทางราชการจัดให้ จากการสังเกตและสัมภาษณ์คนไร้บ้านจึงอธิบายว่า เพราะมีความรุนแรงแผ่ซ่านอยู่ในที่พัก โดยเฉพาะที่พักสำหรับผู้ชาย พวกเขาจึงรู้สึกปลอดภัยกว่าถ้าจะนอนอยู่บนท้องถนน แต่สำหรับที่พักที่จัดการโดยองค์การสาธารณกุศล ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่า มีสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า ที่พักนี้ก็จะมีคนไร้บ้านจำนวนมากอยากใช้บริการ แต่ก็มีขนาดเล็ก ไม่สามารถรองรับได้เพียงพอ แม้แต่ที่พักแบบโรงแรมห้องเดี่ยว (single-room occupancy hotels) ซึ่งควรจะดีกว่า แต่พวกเขาก็รู้สึกถูกรบกวนจากแมลงและคนที่ทำตัวน่ารังเกียจ ห้องน้ำรวมก็สกปรก อนาจาร และเป็นอันตราย คล้ายๆกับการอยู่ในที่พักพิง
สำหรับประเทศไทยนั้นสวัสดิการทางสังคมที่รองรับปัญหาคนไร้บ้านนี้จัดทำขึ้นในรูปแบบขององค์กรหรือมูลนิธิต่างๆที่ให้ความช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ ซึ่งแต่เดิมนั้น กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย (ปัจจุบันเปลื่ยนชื่อเป็น กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ได้อาศัย กฎหมายคำสั่งคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 หรือที่เรียกกันว่า ปว.294 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2515 โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งเพื่อไล่จับ เด็กเกเร เร่ร่อน ขอทานและประพฤติตนไม่สมวัย ส่งเข้าสถานแรกรับเด็กชายบ้านปากเกร็ดและสถานแรกรับเด็กหญิงพญาไท เพื่อสืบหาครอบครัวมารับกลับตามขั้นตอน ส่วนที่ไม่สามารถสอบหาครอบครัวให้มารับกลับได้ เด็กเหล่านี้ก็จะถูกส่งไปอยู่ยังสถานสงเคราะห์อื่นๆต่อไป ซึ่งในสถานสงเคราะห์เหล่านั้น จะมีการบริการ การเลี้ยงดู การศึกษา การฝึกอาชีพ เป็นต้น
นอกจากกรมประชาสงเคราะห์จะมีกองคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ที่มีหน้าที่ไล่จับเด็กเร่ร่อนแล้วยังมีกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสานร่วมในการจับเด็กเร่ร่อน ส่งไปยัง ศาลคดีเด็กและเยาวชน เพื่อพิจารณาโทษตามพระราชกำหนดป้องกันการเสพสารระเหย แล้วส่งต่อเข้าสถานพินิจ เพื่อควบคุมตัวไว้ ตามกำหนดโทษที่มีอยู่
สำหรับองค์กรพัฒนาเอกชนนั้นดำเนินงานให้ความช่วยเหลือและพัฒนาเด็กและคนเร่ร่อนไร้บ้านด้วยรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย ดังนี้
รูปแบบแรก เป็นวิธีการทำงานเชิงรุกในพื้นที่ต่างๆ เพื่อพบปะ คลุกคลี ทำความเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกันระหว่างคนทำงานกับคนไร้บ้าน คนทำงานพัฒนาเหล่านี้มีชื่อเรียกกันว่า “ครูข้างถนน” หรือ “ครูอาสาสอน” ที่ได้รับการคัดเลือก ผ่านการฝึกอบรมเพื่อทำงานกับคนไร้บ้าน มาเป็นอย่างดี พร้อมทั้งมีอุปกรณ์และปัจจัยต่างๆ ลงทำงานเพื่อกระตุ้นความสนใจจากคนไร้บ้าน ข้อดีของการทำงานเชิงรุกนี้คือ เน้นการทำงานเชิงจิตวิทยา เพื่อสร้างความผูกพันและการยอมรับ จนกระทั่งนำเขากลับสู่สังคมได้
รูปแบบที่สอง เป็นการเปิดบ้านสำหรับคนไร้บ้าน โดยบ้านลักษณะนี้ จะเปิดกว้างสำหรับผู้ที่จะเข้าหรือออกจากบ้านเมื่อใดก็ได้ ทั้งนี้ภายในบ้านจะมีครูคอยดูแล คอยจัดกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งปัจจัยและบรรยากาศที่เร้าความสนใจ มีความสนุก มีความสุขที่จะใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านมากกว่าไปอยู่ตามถนนหนทาง ปัจจัยและบรรยากาศเช่นนี้หมายรวมถึง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค มุมกิจกรรม มุมหนังสือ เครื่องกีฬา สถานที่หลับนอน และครูคัดสรรอบรมอย่างดีทั้งในเรื่องของบุคลิกภาพ ความสามารถพิเศษ หลักจิตวิทยา หลักการสอน เป็นต้น
ซึ่งเป้าหมายของการดำเนินงานดังกล่าวก็เพื่อทำให้คนไร้บ้านหันกลับมาใช้ชีวิตในบ้าน ได้เรียนรู้พัฒนาตนไปสู่ทิศทางที่ดี ในส่วนของผู้ที่ติดยาเสพติดหรือขายบริการทางเพศก็ให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวลงและหันมาใช้ชีวิตที่ถูกต้องไม่เป็นพิษภัยต่อตนเองและผู้อื่น มีที่พักพิงทางกายอย่างถาวร มีหลักประกันในด้านพื้นฐานปัจจัยสี่ และที่พึ่งทางจิตใจ รวมไปถึงหยุดพฤติกรรมการเร่ร่อนและกลับคืนสู่สังคม
กล่าวโดยสรุป แนวคิดเกี่ยวกับครอบครัวเร่ร่อนไร้บ้านสามารถใช้เป็นกรอบในการศึกษาสาเหตุ ลักษณะทั่วไปของครอบครัวเร่ร่อนไร้บ้าน รูปแบบในการดำเนินชีวิตและกลยุทธ์การอยู่รอดของครอบครัวเร่ร่อนไร้บ้าน ซึ่งแนวทางที่ใช้ในการศึกษานี้ก็คือ การตระหนักว่า “ครอบครัวเร่ร่อนไร้บ้าน” มีหลายแบบ หลายประเภท พวกเขามีเส้นทางชีวิตที่ต่างกันก่อนจะมาเป็นคนไร้บ้าน และเมื่อเป็นคนไร้บ้านแล้วก็มีวิถีชีวิตที่หลากหลาย มีกลยุทธ์ต่างๆกันเพื่อใช้ชีวิตรอดทั้งในเชิงวัตถุรูปธรรมและคุณค่านามธรรม โดยเฉพาะวิธีการหาเลี้ยงชีพซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้ความหมายแก่ตัวตนของตนเอง รวมถึงมีระดับความพึงพอใจในการใช้ชีวิตข้างถนนต่างกัน มีความต้องการความช่วยเหลือในระดับและรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ความหลากหลายนี้ถูกกดทับ ปิดกั้น ด้วยอคติที่สรุปแบบเหมารวมว่า พวกเขาเป็นคนที่น่าหวาดระแวง ควรปลีกห่าง เป็นสิ่งสกปรก สมควรถูกควบคุมหรือกำจัด
แต่ในมุมกลับกัน สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน(องค์กรสาธารณประโยชน์) เน้นการทำงานเชิงส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างคนที่มีความแตกต่างกันในสังคมที่กล่าวได้ว่า คนละขั้วกันเลยทีเดียวก็ว่าได้ ให้ได้มีโอกาสเปิดพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกัน ในมุมมองที่แตกต่างกันที่ในสภาวะปกติแทบไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ร่วมกันเลย แรกทีเดียว อิสรชนเองก็เข้าใจไปเองว่า การสร้างกระบวนการดังกล่าว ไม่มีต้นทุนอะไรที่ต้องลงทุน เพียง เราเข้าไปในพื้นที่และใช้เวลาส่วนหนึ่งสร้างความคุ้นเคยและเรียนรู้ร่วมกันไปกับเขา แต่พอเอาเข้าจริง ๆ คำตอบที่พบ คือ ทันทีที่เราฝังตัวในพื้นที่และทำงานด้านการเรียนรู้ร่วมกับเขา เราจะพบปัญหามากมายที่ซุกซ่อนอยู่และก็อดไม่ได้ที่จะต้องทำงานด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม ที่เน้นมากที่สุดในระยะหลัง ก็เห็นจะเป็นด้านการส่งเสริมการเข้าถึงรัฐสวัสดิการขั้นพื้นฐาน รวมถึงสิทธิสภาพการเป็นบุคคลของเขาเหล่านั้น ซึ่ง ก็หลีกเลี่ยงการที่จะต้องมีรายจ่ายขึ้นมา แต่ในขณะที่ก่อนหน้านี้เราปฏิเสธที่จะมีรายรับจากคนอื่น ๆ ที่ยังไม่รู้จักเราดีพอ จึงทำให้รายรับไม่สอดคล้องกับรายจ่าย
ถึงเวลานี้ อิสรชนเอง ก็คงต้องปรับตัวเองอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ที่ว่าการทำงานทุกแขนงต้องมีต้นทุนของการทำงาน จำต้องมีรายจ่ายที่ตายตัวและ เป็นหมวดหมู่ชัดเจน ในขณะที่ก็ต้องแสวงหารายรับเข้ามาสนับสนุนรายจ่ายนั้นเช่นกัน การทำงานด้านการระดมทุน จึงจำเป็นต้องทำกันเป็นเรื่องเป็นราวเสียที อย่างน้อยก็เพื่อสนับสนุนการทำงานที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันนี้ และหากใคร อยากจะร่วมสนับสนุนให้เราทำงาน ก็ยินดี นะครับ ขอเพียง เรียนรู้เราให้ไว้ใจว่าเราทำงานจริง ๆ และไม่สงสัยในคนทำงานที่เข้ามาร่วมงานกับเราก็เพียงพอแล้ว ครับ