คิดย้อนรอยชีวิตไปที่เรื่องกองไฟ ทำให้ผมระลึกถึงการคั่วข้าวตอกสมัยเด็กๆ โดยใช้กองไฟที่ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง บ้านผมมีโรงสีเล็กๆ เราจึงมีแกลบเหลือเฟือ พอเข้าหน้าหนาวเราก็นิยมทำกิจกรรมนี้กัน เป็นการเอาสนุก ได้ความอบอุ่น และได้กินเล่นด้วย
เริ่มด้วยการก่อไฟแล้วเอาแกลบมาสุมเป็นกอง พอแกลบส่วนหนึ่งไหม้ดำเป็นถ่านแล้ว เอาไม้เขี่ยให้ป็นหลุม เอาเมล็ดข้าวโพดใส่ลงไป ๒ – ๓ เมล็ด เอาไม้เขี่ยให้พลิกไปมา สักครู่เมล็ดข้าวโพดก็จะแตกเป็นข้าวตอก ก็ใช้ไม้เขี่ยออกมา และกินได้ทันที คั่วข้าวตอกกันหลายๆ คนรอบกองไฟแกลบสนุกมาก การเล่นสนุกแบบนี้เด็กกรุงไม่มีโอกาสเลย
ที่จริงถ้าอยากกินข้าวตอกจริงๆ เขามีวิธีคั่วด้วยกระทะทราย คั่วข้าวตอกได้มากและเร็ว แต่นั่นมันเรื่องของผู้ใหญ่ พวกเด็กๆ ไม่ได้ความสนุก ได้กินอย่างเดียว
การคั่วด้วยกองไฟแกลบ เป็นการผิงไฟแก้หนาว และเป็นการเล่นสนุกร่วมกัน ระหว่างนั้นมีการพูดคุยหยอกล้อกันด้วย เป็นการฝึกสังคม และการฝึกฝนทักษะทางการเคลื่อนไหวอีกหลายอย่าง เด็กบ้านนอกได้เรียนรู้จากการลงมือทำมากกว่าเด็กกรุง ถือเป็นข้อได้เปรียบในชีวิต
วิจารณ์ พานิช
๗ ต.ค. ๕๐
น่าจะมีการนำมาแสดงให้เด็กรุ่นหลังได้ชมกันนะครับ
เป็นกิจกรรมที่น่าอนุรักษ์ไว้ให้เด็กรุ่นหลังได้รับรู้
การทำความดีเพื่อนายหลวง
หมายความถึงเรื่องใดบ้าง อย่างไร
ขอจงรักพักดีต่อในหลวง
ดี
เยี่ยมครับ น่าสนใจมาก
นึกถึงการตำข้าวเม่า ตอนกลางคืนสมัยก่อน
ในหลวง ทรงมีแนวคิดที่กว้างไกลมาก
ความคิดเห็นของผม คือการคั่วข้าวตอกโดยใช้แกลบเป็นเชื้อเพริงเป็นการประหยัดและใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านและเข้ากับหลัก (ชีวิตที่พอเพียงที่ในหลวงสอน)
เป็นการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของเด็กในชนบทสมัยก่อนว่ามีการรู้จากธรรมชาติ
ทำให้นึกถึงวิถีชีวิตสมัยก่อนว่าการดำรงชีวิตอยู่กันแบบเรียบง่าย