อุทยานห้วยหวดอยู่บนเทือกเขาภูพานต่อเนื่องจาก อ.ดงหลวงของมุกดาหารและ อ.สมเด็จ อ.เขาวงของจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้บันทึกเดินทางไปติดต่อเรื่องเต็นท์สำหรับเฮฮาศาสตร์ เมื่อขับรถกลับ และขึ้นภูเขาก็พบเกษตรกรกำลังปลูกมันสำปะหลัง  ซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่เราพบเห็น  

ที่ผู้บันทึกหยิบเรื่องนี้มากล่าวเพราะว่า ปีนี้ราคามันสำปะหลังสูงขึ้นกว่าทุกปี เกษตรกรที่ไหนๆก็รีบลงมือไถที่ดินในที่ดอน แล้วก็ปลูกมันสำปะหลังทันที แม้ในดงหลวงก็ตาม  

เกษตรกรผู้นำเคยบอกกับผู้บันทึกว่า หลังลงมาจากป่าแล้วก็มีเพื่อนบ้านบางคนเอามันสำปะหลังมาปลูก ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้แต่มองแล้วก็วิภาควิจารณ์กันว่า จะดีหรือ พืชที่เราไม่เคยรู้จัก  พอปีที่สองก็มีชาวบ้านปลูกเพิ่มขึ้น และก็เพิ่มขึ้นทุกปี  สัก 4-5 ปีทุกครอบครัวที่มีที่ดอนไม่ได้ทำนา ก็ปลูกมันสำปะหลังกันทั้งนั้นซึ่งเราเรียกว่า Critical Mass   

เมื่อประมาณปี 2526 รัฐบาลมีโครงการลดพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่แล้วก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ มันสำปะหลังก็ยังขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น 

การขยายพื้นที่การปลูกพืชอุตสาหกรรมตัวนี้ ก่อให้เกิดผลกระทบมากมายตามมา สิ่งแรกที่เราทราบกันดีก็คือ มีการหักร้างถางพง ต้นไม้ใหญ้น้อยถูกโค่นลงและเผาทิ้งโดยไร้ประโยชน์จำนวนมากมายมหาศาล และจะให้เข้ายุคสมัยก็ต้องกล่าวอีกว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้นด้วย รัฐไม่มีมาตรการที่ดีพอที่จะแก้ปรากฏการณ์นี้   

เราไม่มีการศึกษาว่าไม้จำนวนกี่ลูกบาศ์เมตร ที่ต้องถูกเผาทิ้งไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆเลย อันเนื่องมาจากการถางพื้นที่เพื่อปลูกมันสำปะหลัง และหากคิดเป็นมูลค่าออกมาเป็นเท่าไหร่  หากคิดเป็นคุณค่าที่สูญเสียไปมีปริมาณเท่าไหร่  หากเทียบกับรายได้จากการปลูกมันสำปะหลังนั้นเป็นเท่าไหร่ ? 

เมื่อนักธุรกิจเกษตรเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ๆ ภาพที่เคยเป็นป่าก็กลายเป็นสวนไม้ผล 

การโค่นต้นไม้ใหญ่ลง โดยการใช้มีดหรือขวานฟันรอบโคนต้นไม้นี้คือการตัดท่อส่งน้ำส่งอาหารของพืชทิ้งไว้ ในที่สุดต้นไม้นี้ก็ยืนต้นตาย ในปีต่อไปเมื่อเก็บมันสำปะหลังแล้วก็โค่นลงมาแล้วก็เผาทั้งต้นทิ้งไป..? 

การที่โคนต้นไม้ถูกกระทำดังกล่าวภาคเหนือเรียกว่า ต้นไม้เป็น โรคเก๊ากิ่ว  โรคนี้ระบาดไปทั่วและรุนแรงมานานมากกว่าโรคไข้หวัดนกอีกครับ 

นี่เป็นอีกมุมหนึ่งของชนบทที่มีภาพนี้มานานแม้ในปัจจุบัน