การคิดอย่างไรให้มีความสุข

     ณ จุดแรกของมนุษย์เมื่อต้องเผชิญกับความสูญเสียนั้นจะเกิดการไม่ยอมรับ
ปฏิเสธความจริง ทำใจไม่ได้ และเมื่ออยู่ในสภาวะมีอารมณ์ซึมเศร้า หรือโกรธแค้น เหตุผลดีๆจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคลายหรือสลายอารมณ์นั้นลงก่อน หลักการสลายอารมณ์ที่ว่าคือ
   
  “ถ้าจิตเคลื่อนไหว กายอยู่นิ่ง ความทุกข์ยิ่งทับถมดังนั้น กายต้องเคลื่อนไหว ให้ใจอยู่นิง”
     “ความทุกข์ที่เกิดจากการสูญเสียนั้น ไม่ว่าใครก็ต้องเคยเผชิญด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ใช่เราคนเดียว และทุกคนที่สูญเสียก็ยังอยู่กันได้ เราทุกคนก็ต้องอยู่ได้เช่นกัน”

การใช้ชีวิตอย่างมีสุขด้วยวิธีคิดของตัวเราเอง

     1. ไม่ติดยึดกับความคิดใดความคิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะวันหนึ่งมนุษย์เราคิดเรื่องราวมากมาย มนุษย์สามารถคิดได้ถึง 60,000 เรื่อง ซึ่งจำนวนเรื่องที่ว่านี้เป็นเชิงปริมาณ แต่ความสุขความทุกข์เกิดจากคุณภาพของเรื่องที่เราคิด ถ้าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเราต้องคุมสัดส่วนความคิดของเราให้ได้ ความคิดมนุษย์จำแนกได้ 6 ประเภทเปรียบเหมือนหมวก 6 ใบคือ
คนเราจะมีความสุขได้ต้องจัดสัดส่วนความคิดของเรา

     เวลาที่เริ่มมีความคิดในแง่ไม่ดีก็ให้รีบเปลี่ยนความคิดให้สร้างสรรค์หรือคิดในเรื่องอื่นที่เป็นประโยชน์แทน และปรับเปลี่ยนวิธีคิดหรือสวมหมวกให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ เวลา สถานที่ และบุคคล เช่น เวลาก็ทำงานสวมหมวกสีเขียว แต่ถ้าอยู่กับลูกต้องเปลี่ยนเป็นหมวกสีแดง แต่เป็นแดงบวกคือเล่นกับลูกเพราะอยากให้ลูกมีความสุข เป็นต้น

     2.เป็นนายเหนือตนในเรื่องของความคิด เวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมนุษย์เรามักจะคิดในด้านลบก่อนเพราะมีธรรมชาติคิดลบ ซึ่งเป็นความคิดเบื้องต้นของมนุษย์ที่อยู่ตื้นมาก แต่ปกติแล้วมนุษย์เราก็มีความคิดดีหรือสร้างสรรค์อยู่ในตัวแต่มันอยู่ลึก

          - คนที่มีธรรมชาติคิดบวกเวลาพูดกับตัวเอง จะช่วยสร้างกำลังใจให้ตัวเอง เวลาล้มเหลวที่จุดใดจุดหนึ่ง ก็จะไม่เชื่อมโยงไปจุดอื่น แต่จะมองหาสิ่งดีๆที่เหลืออยู่ในชีวิต คิดอย่างมีความหวังว่าชีวิตมีมืดมีสว่างเหมือนกลางวันกลางคืน
          - คนที่คิดลบเวลาล้มเหลว จุดใดจุดหนึ่งก็จะเชื่อมโยงความล้มเหลวไปยังจุดอื่นด้วยเวลาพูดกับตัวเองก็จะมีแต่ความท้อแท้ ไม่มีความหวัง จงจำไว้เสมอว่า ครอบครัวยังต้องการความอบอุ่น และยังมีเพื่อนฝูงที่พร้อมจะช่วยเหลือเสมอ และยังมีความรู้อยู่กับตัว ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้มีมืดก็มีสว่างได้

     หากอยากมีความสุขต้องเอาความคิดไม่ดีออกจากตัว ฝึกคิดเชิงบวกแทนเชิงลบซึ่งอาจทำได้โดย คิดมุมกลับ แล้วจะมีความสุขเวลาอยู่กับคนอื่น เช่น ใครบางคนมีเพื่อนสนิทที่คอยช่วยเหลือกันมาตลอด เพื่อนดีต่อกันมากในทุกเรื่อง มาวันหนึ่งใครบางคนฝากเพื่อนซื้อของร้านที่อยู่แถวที่ทำงานเพื่อน แต่เพื่อนไม่ได้ซื้อมาให้เพราะบังเอิญวัน นั้นงานยุ่งมาก ใครบางคนจึงโมโหและโกรธเพื่อนที่เห็นว่างานสำคัญกว่า

     
แต่จริงๆแล้วถ้าคิดมุมกลับจะเห็นว่าเรื่องแค่นี้เล็กน้อยมาก แค่เพื่อนไม่ได้ซื้อของมาให้ก็ไม่เป็นไร เพราะที่ผ่านมาเวลามีเรื่องใหญ่โตกว่านี้เพื่อนก็ช่วยมาตลอด แต่เป็นเพราะบางทีการคาดหวังมากไปแล้วไม่ได้ดั่งใจเราก็เป็นทุกข์ สังเกตดูว่าเราจะไม่เคยโกรธคนที่เราเกลียด แต่เรามักโกรธคนที่เรารักเพราะเราคาดหวังในตัวคนนั้น

      การใช้ชีวิตจะต้องระวัง มายา คือบางทีคนที่เราไม่คาดหวังแต่มาทำดีกับเราเพียงนิดเดียวเราก็เทคะแนนให้เขา แต่กับเพื่อนดีๆที่ทำให้เราผิดหวังกับเรื่องเล็กน้อยเราเลิกคบเขาได้

     3.มองรอบด้าน เมื่อเวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน สถานการณ์ก็เปลี่ยน ให้เรามองหลายๆมุม อย่ามองอะไรด้านเดียว บางทีมุมมืดมันก็มี แต่มุมดีๆมุมสวยงามก็ยังมีอยู่มากมาย

กรณีตัวอย่าง

      ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในห้องทึบสีขาว มีหน้าต่างหนึ่งบานอยู่ทางทิศตะวันออก ทุกๆเช้าเขาก็จะเห็นแต่พระอาทิตย์ขึ้น นกบินออกจากรัง เด็กๆไปโรงเรียน คนไปทำงาน ซึ่งจะเป็นทิวทัศน์ที่เห็นทุกวันจนชินตา จนวันหนึ่งชายนักเดินทางผ่านมา และต้องการจะถามทางจากชายคนนี้แต่เขาก็ไม่ได้คำตอบเพราะชายคนนี้อยู่แต่ในห้องทึบ กลับกลายเป็นว่านักเดินทางต้องเป็นฝ่ายตอบคำถามเสียเอง ซึ่งนักเดินทางก็ได้เล่าให้ฟังว่าเขาเดินทางมามากมาย มีภาพที่สวยงามน่าประทับใจที่ชายในห้องทึบควรจะได้เห็นคือ ยามเย็นควรจะไปยืนทางทิศตะวันตกจะเห็นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ริมน้ำ ยามเช้าก็ควรจะไปยืนที่ริมผาเพื่อดูภาพพระอาทิตย์โผล่พ้นยอดเขา ตกเย็นก็จะเห็นภาพเด็กเดินหยอกล้อกัน เป็นภาพที่สวยงามมาก ชายห้องทึบอยากเห็นบ้างจึงขอร้องให้นักเดินทางเจาะหน้าต่างทางทิศตะวันตกให้ แต่นักเดินทางตอบคำว่า

“สิ่งที่ชายในห้องทึบต้องการไม่ใช้หน้าต่าง
แต่คือประตู ที่จะพาชายในห้องทึบออกไปเจอกับโลกภายนอก
เพราะถ้าเจาะหน้าต่างก็จะได้เห็นโลกเพิ่มขึ้นอีกแค่ด้านเดียวเท่านั้น “
เหมือนใครบางคนที่มักจะใช้ชีวิตคิดเพียงด้านเดียว ไม่ว่ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก็มักใช้วิธีเดียวในการแก้ปัญหา ซึ่งบางทีก็ไม่ก่อให้เกิดผลดีขึ้นเลย

     4.คิดในแง่ที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง ท่านปยุต ปยุตโตได้กล่าวไว้ว่า

การคิดในแง่ดีจะช่วยให้เราประคับประคองชีวิตได้ยามมีวิกฤต
แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้นเอาสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนทำให้เราเติบโตขึ้น”
เช่น มีคนเอาเราไปนินทา เมื่อเรารู้เข้า ก่อนอื่นเราก็ต้องเปิดใจให้กว้าง พิจารณาว่ามีมูลไหม ถ้ามันมีมูลจริง เราเองก็ต้องฉุกคิด เพราะบางทีเราอาจทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งบางทีอาจเกิดมาจากเวลาเราอยู่กับคนที่รักเรา เราก็มักจะเคยตัวกับนิสัยบางอย่างจนชินและอาจเป็นนิสัยที่คนอื่นหากไม่สนิทกับเรารับไม่ได้หรือไม่ชอบ ก็เอาเราไปนินทาได้ เพราะฉะนั้นเราเองก็ต้องกลับมาแก้ไข นำเอาสิ่งนั้นมาเป็นบทเรียนเพื่อปรับปรุงตัวเอง และเราเองก็ต้องขอบคุณใครบางคนที่รู้สึกเฉยๆกับเรา หรือไม่ชอบเราเพราะบางทีคนเหล่านั้นอาจจะช่วยสะท้อนอะไรที่ไม่ดีในตัวเรา ให้เราได้รู้สึกตัวและระมัดระวังในการใช้ชีวิตให้มากขึ้น

     5.ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

     กรณีตัวอย่าง มีชายคนหนึ่งที่มักจะช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ วันๆนึงจะมีคนเข้ามาพบเพื่อขอให้เขาช่วยมากมาย จนเขาเกิดคำถามขึ้นภายในใจตนเองว่า แท้จริงแล้วคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขาคือใครกันแน่ พ่อ แม่ ภรรยา หรือบุตร ต่างก็ไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงที่เขาต้องการ ซึ่งสุดท้ายแล้วพระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ที่ให้คำตอบกับเขาได้

คำถาม คนสำคัญที่สุดในชีวิตคือใคร
     - คือคนที่อยู่ตรงหน้าเราในขณะนั้น

คำถาม ภารกิจที่สำคัญที่สุดในชีวิตเราคืออะไร

     - คือการทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าเรามีความสุขเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม เราต้องช่วยเหลือเขาให้ถึงที่สุด

คำถาม ช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิตเรา คือเวลาไหน
     - เวลา ณ ปัจจุบัน

จากเรื่องนี้เราสรุปได้ว่า

คนที่มีความทุกข์คือ - อยู่กับอดีตมากเกินไป จมอยู่กับความทุกข์
                                - กังวลกับอนาคตมากเกินไป

คนที่มีความสุขคือ - อยู่กับปัจจุบัน แก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง รู้จักเป็นนักตัดตอนปัญหาแก้ปัญหาทีละเรื่อง ไม่ใช่เป็นนักตัดต่อที่เชื่อมโยงปัญหาไปมา

     6.คิดอย่างมีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น คือมองคนที่อยู่รอบตัวเราว่าเป็นเพื่อนที่มีการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกัน ทุกคนต่างก็มีปัญหาของตัวเองถ้าเราช่วยเหลือเขาไม่ได้ก็ให้เฉยๆ อย่าไปสร้างความทุกข์ทับถมกันและกัน

      ซึ่งการคิดในแง่ดีนั้นไม่ใช่ว่าให้มองอะไรก็ดีไปทุกอย่าง แต่คิดแง่ดีภายใต้ความเป็นจริง เพราะถ้ามองเกินจริง ดีเกินจริงอาจทำให้ถูกหลอกได้ง่าย ในขณะเดียวกันก็ต้องมองสิ่งไม่ดีที่มีอยู่ด้วย เพราะจะช่วยให้เราระมัดระวังตัวเอง