ดังที่ผมได้อธิบายใน บันทึกก่อนๆ หน้านี้ ครับ ว่า "ภาษา" หรือ "รูป" นั้นเป็นสิ่งเดียวกัน ในบางตำราถ้าไม่ได้เข้มข้นในทฤษฎีมากนักก็จะเรียก "รูป" ให้รอมชอมหน่อยว่า "visual language" แล้วเรียกภาษาที่เราเขียนด้วยตัวอักษรว่า "textual language"
มนุษย์เราพัฒนา "ภาษา" และ "รูป" ขึ้นมาหลากหลายเพื่อแก้ปัญหา "ความคลุมเครือ" (ambiguity) และ "ข้อจำกัดในการอธิบายความ" (lack of expressiveness) ดังที่ได้กล่าวมาครับ
ด้วยเหตุนี้ในโลกนี้มี "ภาษา" และ "รูป" ให้เราเลือกใช้กันไม่หวาดไม่ไหว ก็เกิดเป็นปัญหาขึ้นมาว่า "เราจะเลือกใช้อะไรดี"
คำตอบนี้ถ้าจะตอบให้ง่ายก็ง่ายครับ ก็คือ เลือกภาษาที่ "ไม่คลุมเครือ" (clarity) และ "มีความสามารถในการอธิบายความ" (expressiveness) นั่นเอง
โอ ตอบง่ายจริงๆ
แต่คราวนี้อย่างไรถึงเรียกว่า clear และอย่างไรถึงเรียกว่า expressive ก็จะเป็นคำถามต่อไปครับ
การที่เราจะดูว่า "ภาษา" หรือ "รูป" แบบไหนเรียกว่า "ดี" (คือ clarity & expressiveness) นั้น เราจะวิเคราะห์ที่สองประเด็น คือ ไวยกรณ์ (syntax) และ การสื่อความหมาย (semantics)
syntax ก็คือกฎเกณฑ์และวิธีการในการเขียนและวาด ส่วน semantics ก็คือความหมายของสิ่งที่เขียนหรือวาดนั้น (ซึ่งอาจเกิดจากสัญลักษณ์เดี่ยวหรือเกิดจากการผสมของสัญลักษณ์ก็ได้) เป็นความหมายที่ทำให้ผู้สื่อความสามารถถ่ายทอดความคิดออกไปได้
ผมขอยกตัวอย่างถึงสิ่งที่เราคุ้นเคยกันครับ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เป็นสิ่งที่มี semantics เริ่มต้นเหมือนกันแต่มี syntax ต่างกันอย่างมาก ทำให้ semantics ในระดับสูงต่างกันอย่างยิ่งไปด้วย สิ่งนั้นคือตัวเลขโรมัน (Roman Numerals) กับตัวเลขอารบิค (Arabic Numerals) ครับ
ตัวอย่างเช่น ตัวเลขอารบิค 3000 คือตัวเลขโรมัน MMM แต่ถ้าตัวเลขอารบิค 2999 คือตัวเลขโรมัน MMCMXCIX
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นถึง syntax ที่ส่งผลกระทบต่อ semantics ไหมครับ และด้วยความที่ตัวเลขโรมัน syntax ไม่ดีจึงมีปัญหาในการแทนค่าตัวเลขจำนวนเยอะๆ แล้วไหนจะปัญหาในการใช้ในการคำนวนอีก นี่เป็นตัวอย่างชัดเจนเลยว่า syntax ทำให้ semantics มีข้อจำกัดขึ้นมาครับ
ภาษาในโลกนี้ "คุณภาพ" จึงไม่เทียบเท่ากันด้วยการวิเคราะห์ syntax และ semantics ดังกล่าวนี้ครับ ที่จริงตัวอย่างที่เป็น textual language นี้ยังมีอีกเยอะ แต่ชุดบันทึกของผมอยากจะเน้นไปที่ visual language มากกว่า ดังนั้นต่อไปจากนี้ผมจะยกตัวอย่างที่เป็น visual language มากกว่าครับ
อย่าลืมนะครับ visual language คือ "รูป" หรือ diagram นั่นเอง
diagram บางอย่าง syntax และ semantics แย่มาก เรียกได้ว่าพื้นทางวิชาการในการสร้าง diagram อ่อนมาก แต่กลับอ้างว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้ครอบจักรวาล ในขณะเดียวกัน diagram หลายต่อหลายอย่างดีมากทั้ง syntax และ semantics แต่ไม่ได้มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย เพราะอยู่ในวงการวิชาการเท่านั้น
ต่อจากบันทึกนี้ ผมจะเขียนบันทึกโดยนำ diagram ดีๆ ที่คนไม่รู้จัก (ที่มีอยู่เยอะมาก) เหล่านั้นมาแนะนำเพื่อให้สามารถนำไปใช้งานกันได้นะครับ
diagram ดีๆ นั้นเป็นผลงานทางวิชาการ มีหลักฐานอ้างอิงในวารสารทางวิชาการที่มี Impact Factor ชัดเจนอย่างถูกต้อง ดังนั้นการนำไปอบรมใช้งานสามารถทำได้โดยเสรี ไม่ต้องไปซื้อไปขอใครครับ
นอกจากนี้ ผมไม่จำกัดว่าคุณชอบผมหรือไม่ชอบผมด้วย ตราบใดที่คุณเป็นคนไทยอ่านภาษาไทยออก ผมยินดีแนะนำ diagram ดีๆ เหล่านี้ให้ไปใช้ เพราะอย่างน้อยเราก็ช่วยกันไม่ให้เงินบาทต้องไหลออกนอกประเทศไปเป็นค่า license ให้นักธุรกิจฝรั่งตาน้ำข้าวครับ
ในเรื่องทางวิชาการแล้ว ผมยินดีมีปัญหากับฝรั่งตาน้ำข้าว (หรือญี่ปุ่นตาเรียว หรือจีนตาตี่ หรือแขกตาโต ฯลฯ) หากพวกเขาเหล่านั้นมาหาผลประโยชน์กับคนไทยโดยไม่สมควร แต่ผมไม่ชอบมีปัญหากับคนไทย คนไทยทะเลาะกันให้ฝรั่งดูนั้นมีเยอะแล้ว แต่คนไทยร่วมมือกันล้มฝรั่งนั้นไม่ค่อยมี .... น่าสงสัยเหมือนกันว่า "ทำไม?"
กรุณาอ่านอีกครั้งหนึ่ง .... คนไทยทะเลาะกันให้ฝรั่งดูนั้นมีเยอะแล้ว แต่คนไทยร่วมมือกันล้มฝรั่งนั้นไม่ค่อยมี .... น่าสงสัยเหมือนกันว่า "ทำไม?"
ผมติดตามอย่างใกล้ชิดครับ :-)
อาจารย์คะ...ทราบมั้ยคะว่าอาจารย์เป็นนักเขียนได้สบายเลยนะคะ
ติดตามอ่านมาหลายครั้งแล้วค่ะ....ชอบมากๆค่ะ
อ้อ...เสาร์นี้คงไม่ได้เรียน KM แล้ว เสียดายจังเลยค่ะ..
ได้อ่าน semantics and syntax ที่อาจารย์อธิบาย ทำให้นึกถึง software Engineering นอกจากนั้น ยังเข้ามามีบทบาทใน embedded software อีกด้วย ครับ
Ekarin
กำลังเรียนปริญญาโท การสอนภาษาอังกฤษ มีปัญหาเรื่องศัพท์เทคนิคทางภาษาศาสตร์เลยค้นคว้าพอดีเจอบทความของอาจารย์อ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่ทราบว่าสามารถติดตามงานของอาจารย์ได้อย่างไรครับ