โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ เป็นโรคเรื้อรังถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ คนที่เป็นโรคนี้ ร่างกายจะมีความไวต่อสารบางอย่างในสิ่งแวดล้อม สารที่ทำให้แพ้จะเข้าสู่ร่างกายได้โดยปนมากับ อากาศที่หายใจ เช่น ฝุ่น เชื้อรา เกสรพืช ฯลฯ ปนมากับอาหารที่รับประทาน หรือมา ถูกผิวหนังโดยตรง เมื่อสารนั้นเข้าสู่ร่างกายก็จะทำให้เกิดมีสาร Histamine ฯลฯ หลั่งในร่างกาย ทำให้ เกิดอาการแพ้ขึ้น ซึ่งก็แล้วแต่ว่า จะเกิดกับอวัยวะใด อาการของโรคภูมิแพ้นั้น เกิดได้กับทุกระบบ ถ้าเกิดกับทางเดินหายใจส่วนบน ก็จะทำให้เกิดมี อาการหวัด เรื้อรัง มีเสมหะไหลลงคอ เจ็บคอเป็นประจำ หูอื้อถ้าเกิดกับหลอดลมก็จะมีอาการหอบหืด เกิดกับผิวหนังก็เป็น โรคลมพิษ เกิดกับทางเดินอาหารก็ทำให้ท้องอืดหรือท้องเสียบ่อยๆ ได้ถ้าเกิดกับตา ก็จะมีอาการคันตาตาแดง น้ำตาไหล ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศรีษะบริเวณหัวคิ้วรอบกระบอกตา และ ท้ายทอย โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ไม่ติดต่อกัน แต่จะถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ จากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ จึงไม่สามารถรักษาให้ หายขาดได้ การรักษาของแพทย์ก็เพื่อให้ผู้ป่วยไม่มีอาการและป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น เพราะถ้าทิ้งไว้นานๆ ไม่รักษาผู้ป่วยอาจเกิดหูอื้อจนพิการไปเลยก็ได้ (Adhesive OM) หรือมี เนื้องอกในจมูกเกิดขึ้นได้ (Nosal Polyp) หรือ เป็นไซนัสอักเสบได้ (ถ้าเปรียบคนเป็นไซนัสอักเสบกับคนเป็นฝี โรคภูมิแพ้ จะเปรียบได้กับคนน้ำหลืองไม่ดี ดังนั้นการรักษาจึงต้องรักษาที่โรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะ ได้ไม่เป็นไซนัสอักเสบบ่อยๆ ไซนัสอักเสบอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ก็ได้ เช่น ฟันผุ มีสิ่งแปลกปลอมใน จมูก) หลักในการรักษาโรคภูมิแพ้

1. แนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้

2. รับประทานยา ฉีดยาหรือพ่นยาแก้แพ้เป็นประจำ

3. ทดสอบภูมิแพ้ และฉีดยาเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อสิ่งที่แพ้

4. ผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติที่ทำให้มีอาการแพ้มากขึ้น เช่น ผ่าตัดเอาเนื้องอกในจมูกออก, ผ่าตัด หนองใน โพรงไซนัสให้ไหลออกมาได้สะดวก, ผ่าตัดแก้ไขภาวะอุดตันของจมูกเพื่อให้หายใจโล่ง

การรักษานั้นๆ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าควรใช้วิธีใด หรือหลายๆ วิธีรวมกัน เพื่อควบคุมโรคไม่ให้ผู้ป่วยมี อาการแพ้ ความสำเร็จในการรักษาก็ขึ้นกับว่าผู้ป่วยสามารถปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ได้สม่ำเสมอหรือไม่

การรักษาภูมิแพ้ โดยวิธี desensitization หรือ Allergen Immunotherapy การรักษาภูมิแพ้ โดยวิธี desensitization หรือ Allergen Immunotherapy ไม่สามารถทำให้อาการภูมิแพ้ หมดโดยสิ้นเชิงได้ 100% แต่ทำให้ความไวของผู้ป่วยต่อสารภูมิแพ้ลดลง ซึ่งทำให้ความจำเป็นในการใช้ยาอื่นๆ ร่วมด้วยลดลง

หลักในการพิจารณาการทำ Desensitize คือ

1. สารภูมิแพ้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ (Unavoidable Allergens)

2. ผู้ป่วยมีอาการแพ้ค่อนข้างมาก (Severe Symptoms)

3. ไม่สามารถควบคุมอาการด้วยยาได้ (Uncontrolled by medication)

การทำ desentsitize แล้วไม่ได้ผล สาเหตุมีหลายอย่าง เช่น

1. ไม่ได้หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้และรักษาสุขภาพทั่วไปให้ดีด้วย

2. อาจมีการแพ้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น

3. อาจด่วนตัดสินว่าการฉีดยาไม่ได้ผล เพราะไม่ทราบว่าผลของการฉีดยาภูมิแพ้ต้องใช้เวลานานส่วนใหญ่ใช้เวลา 1-2 ปี

4. Over expectation คาดหวังผลจากการรักษามากเกินไป โดยคิดว่าต้องหายจากอาการทั้งหมดและไม่ต้องกินยาอีกเลย

ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า อาหารมีอิทธิพลต่อการพัฒนาของสมองตั้งแต่ก่อนเด็กเกิด นับตั้งแต่ปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ของแม่เลยทีเดียว อาหารบำรุงสมองของเด็ก จึงเป็นอาหารในระยะตั้งครรภ์ของแม่ และอาหารของเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 1-2 ปี

ในขณะคุณแม่ตั้งครรภ์ จึงควรเอาใจใส่อาหารการกิน อย่างน้อยที่สุดต้องกินให้ครบห้าหมู่ เพิ่มอาหารที่ให้โปรตีนสูง ได้แก่ ไข่ เนื้อสัตว์ และนม ถ้าหากมีรายได้น้อยอาจพึ่งโปรตีน จากถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเหลือง เป็นต้น ถ้าคุณแม่บางรายกินนมวัวไม่ได้ ก็ควรเลี่ยงไปกินนมถั่วเหลืองแทน อาหารบำรุงสมองที่ดีที่สุดของทารกแรกเกิด คือนมแม่

เมื่อเด็กอายุครบ 4 เดือนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ ควรให้อาหารอื่นเพิ่มเติม ไม่ใช่เฉพาะข้าวกับกล้วยเท่านั้น ควรหัดให้เด็กกินไข่ เนื้อปลา ผัก และผลไม้ต่าง ๆ และถือโอกาสปลูกฝังนิสัยการกินอาหารที่ดีเสียแต่เนิ่น ๆ

11 วิธีพิชิต "โรคภูมิแพ้"

1. รักษาอาการของท่านด้วยตนเอง โดยหลีกเลี่ยงสารที่ท่านแพ้ให้มากที่สุด และเมื่อมีอาการมาก ท่านสามารถ เลือกใช้ยาแก้แพ้ที่มีขายทั่วไปด้วยตัวท่านเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้ยาดังกล่าวแล้ว อาการไม่ดีขึ้นภายใน 7 วัน ท่านควรจะปรึกษาแพทย์

2. ติดเครื่องปรับอากาศในบ้านของท่าน เครื่องปรับอากาศ จะทำให้อากาศมีความชื้นต่ำลง ซึ่งเป็นสภาวะที่ตัวไร และเชื้อราไม่ชอบ นอกจากนี้ ยังสามารถกรองฝุ่นได้บางส่วน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ ที่รวมเอาเครื่องฟอกอากาศ เข้าไปด้วย รวมทั้งยังสามารถป้องกันเกสรดอกไม้ และเกสรหญ้าต่างๆที่มีอยู่ภายนอกบ้านได้อีกด้วย

3. ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศโดยจะต้องเป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่เพียงพอกับขนาดของห้องและได้มาตรฐาน เครื่องฟอกอากาศที่ไม่ได้มาตรฐานในการกำจัดฝุ่น นอกจากจะไม่ช่วยลดจำนวนฝุ่นที่มีอยู่ในอากาศแล้ว อาจจะเป็นตัวที่ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วห้องได้อีก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้นไปอีก

4. เลือกใช้น้ำยาทำความสะอาดบริเวณที่อับชื้น ที่มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อราผสมอยู่ด้วย เช่น น้ำยาที่มี Clorox เป็นส่วนผสม

5. ไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้าน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรจำกัดบริเวณของสัตว์เลี้ยง ไม่ให้เข้าไปในห้องนอนของผู้ป่วย จำไว้ว่าการให้สัตว์เลี้ยงของท่านเดินผ่านห้องนอนของท่านเพียงหนึ่งครั้ง จะมีสารก่อภูมิแพ้ในห้องของท่าน ในปริมาณเพียงพอที่จะทำให้ท่านมีอาการไปทั้งอาทิตย์

6. ใช้ผ้าปิดปากและจมูกทุกครั้ง เมื่อจำเป็นจะต้องทำความสะอาดบ้านด้วยตนเอง 7. ให้ผู้อื่นทำงานบ้านแทน หรือจ้างคนรับใช้ เพื่อทำความสะอาดบ้าน บางครั้งค่าจ้างทำความสะอาด อาจมีราคาต่ำกว่า ค่ารักษาที่ท่านต้องเสียไป

8. หลีกเลี่ยงการใช้พรมในบ้าน พรมเป็นบ้านหลังใหญ่ที่ตัวไร และเชื้อรา จะมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะทำความสะอาดด้วยการนำมาซัก ก็ไม่สามารถกำจัดตัวไรให้หมดไปได้ เนื่องจากความร้อนที่ใช้ไม่สูงพอในการทำลายตัวไร ในทางตรงข้าม กลับจะทำให้พรมมีความชื้นมากขึ้น ถ้าทำให้แห้งไม่ดีพอ และทำให้มีตัวไรและเชื้อรามากขึ้นไปอีก

9. ใช้หมอนที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ แม้ว่าตัวไรจะสามารถอาศัยอยู่ในวัสดุสังเคราะห์ได้เช่นกัน แต่หมอนที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์สามารถนำมาทำความสะอาดด้วยความร้อนที่มีอุณหภูมิที่สูงกว่าหมอนธรรมดา ทำให้สามารถทำลายตัวไรได้

10. ซักปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนของท่านบ่อยๆในน้ำร้อน นอกจากหมอนแล้ว ตัวไรยังชอบ ที่จะอาศัยอยู่ในปลอกหมอนด้วยเช่นกัน

11. ทำห้องนอนของท่านให้เป็นเขตปลอดสารก่อภูมิแพ้ ในกรณีที่ไม่สามารถทำให้ทั้งบ้านเป็นเขตปลอดสาร ก่อภูมิแพ้ได้ ทั้งนี้เนื่องจาก โดยทั่วไปคนเราจะใช้เวลาอยู่ในห้องนอนมากกว่าห้องอื่นๆ