และสาเหตุ "การตายตามธรรมชาติ" ของคน ก็เหมือน apoptosis ของเซลล์ นั่นคือ เพื่อการอยูรอดของผู้อื่น ของส่วนรวม และเพื่อสิ่งที่ดีกว่ามีเนื้อที่เจริญเติบโต และผุดบังเกิดขึ้น?

จิตอาสา... ระดับเซลล์

เขียนพาดพิงเรื่องนี้ไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ พอดีวันก่อนมีคนถามขณะกำลังทำ workshop สุนทรียสนทนาครั้งหนึ่ง ที่เมืองกาญจน์ เมื่อวานนี้ ณ บ้านเซวิลล์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก็มีพาดพิงเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง จึงวิสาสะอ่าน signs เหล่านี้เป็นว่า "เฮ้ย!.... เขียนเรื่องนี้ซะทีสิ"

ตอนผมไปเรียนวิชาภูมิคุ้มกันวิทยาการปลูกถ่ายอวัยวะ (transplantation immunology) ที่ประเทศสหราชอาณาจักรนั้น มี supervisor หลายคน มี transplant surgeon หนึ่งท่าน มี human immunologist หนึ่งท่าน และ swine immunologist อีกหนึ่งท่าน มาช่วยหันประคับประคองนาวาโครงการวิทยานิพนธ์ของผมจนจบ ระหว่างนั้นได้มีโอกาสไปประชุมวิชาการของพวกนักวิทยาศาสตร์ pure sciences (หรือ ที่เราชอบเรียก basic sciences หรือ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน นั้นแหละ) ได้รับรู้ความมหัศจรรย์ของการออกแบบระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ โดยใครไม่ทราบ แต่ช่างซับซ้อน ฉลาดเฉลียว รอบคอบเหลือเกิน มากจนกระทั่งเรามีคำล้อเลียนกันว่า immune system หรือระบบภูมิคุ้มกันของเรานี่เอง ที่เป็นหลักฐานว่าพระเจ้ามีจริง เพราะมันไม่น่าจะเกิดจากการลองผิด ลองถูก โดยไม่มีทิศทางไปได้

ลองคิดดู โปรตีนกี่ร้อยพันชนิดที่ร่างกายเรารับเข้ามา มีทั้ง self protein และ non-self proteins ที่ระบบภูมิคุ้มกันเราดูแลการตอบสนองให้เหมาะสม ไม่เพียงแต่เราต้อง "ไม่ต่อต้าน" ต่อ self peptides หรือ โปรตีนของตัวเองเท่านั้น ระหว่าง non-self protiens ก็จะมีทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษ อะไรที่เป็นโทษ เราก็ต้องต่อต้าน ทำลายไปโดยเร็ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกๆ non-self protiens จะเป็นอันตรายเสมอไป non-self protiens ที่เข้าสู่ร่างกายที่มีประโยชน์ก็มี เช่น เนื้อหมู เห็ด เป็ด ไก่ กุ้ง หอย ปู ปลา ถ้าเราต่อต้านทำลายทุกๆโปรตีนที่เป็น non-self เราก็คงจะอยู่ด้วยความยากลำบาก (บางคนอาจจะเริ่มจินตนาการ hannibalism เรียบร้อยแล้ว!!) ระบบภูมคุ้มกันในลำไส้เราจึงสามารถแยกแยะระหว่าง harmless versus harmful antigens ได้ด้วย นาน นาน ทีที่ระบบนี้จะไม่แน่ใจ เช่น เดินทางไปต่างประเทศ เจออาหารแปลกๆ ระบบเราก็จะ play safe ไว้ก่อน ทำเราท้องเสียปรู๊ดปร๊าดไป แต่ประมาณอาทิตย์นึว ถ้ายังอยู่ที่เดิม ระบบภูมิคุ้มกันก็จะสามารถเรียนรู้ว่า อ้อ ที่นี่เขากินกันอย่างนี้นะจ๊ะ ก็จะปรับตัว กินเหมือนชาวบ้านได้

หน้าที่ที่ซับซ้อนนี้ ทำงานสมบูรณ์จนในภาวะปกติ เราไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่ามันมีอยู่ Bruce Lipton (author of "Biology of Belief") ศึกษาและสรุปไว้ว่า เซลล์มีหน้าที่พื้นฐาน 4 ประการคือ

  • เจริญเติบโต (growth: bigger and multiplication)
  • ซ่อมแซม (repair)
  • สื่อสาร (communication: intra-cellular, extra-cellular, inter-cellular)
  • เรียนรู้ (learning)

ระบบภูมิคุ้มกันได้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งสี่ประการในระดับที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่ง เวลาเรามีแผลเกิดขึ้น เซลล์จากขอบแผลทั้งสองด้านจะเริ่มแบ่งตัว งอกงาม เพิ่มจำนวน และพยายามยืดตัวเข้าหากัน ทำให้ขนาดของแผลเล็กลงๆ จนกระทั่งในที่สุดขอบแผลด้านหนึ่งก็มาเจอะเจอขอบแผลอีกด้านหนึ่ง เกิดการสื่อสารสัมผัสจับต้องกัน เรียนรู้ว่า "อ้อ... แผลหายแล้วนี่หว่า เอ้า!.... พี่น้องหยุดเติบโต หยุดแบ่งตัวได้แล้วจ้ะ" แผลก็จะหายสวยงาม

ถ้าระบบนี้เกิดความผิดพลาด แผลก็อาจจะไม่หาย ถ้าขอบแผลชนกันแล้วไม่หยุดเติบโต ก็จะกลายเป็นแผลเป็นหน้าตาน่าเกลียด เป็น hypertrophic scar หรือกลายเป็น keloid ไป บางรายเติบโตไม่หยุด ก็โชคร้าย กลายเป็นเนื้องอก หรือมะเร็ง ในที่สุด เพราะหน้าที่พื้นฐานทั้งสี่ข้อเสียไป

มีคนยกมือถามว่า "ถ้าหน้าที่ของเซลล์ ของชีวิต มันสมบูรณ์นัก ทำไมเราต้องตายละครับ?"

อืม... เป็นคำถามที่น่าสนใจมากๆ มีเหตุผลไหมว่า "เราควรจะต้องตาย?" ทำไมไม่ออกแบบให้มันอยู่ค้ำฟ้า จวบจนชั่วกัลปาวสานไปซะเลย?

ไม่ต้องพูดถึงปัจจัยภายนอกที่เป็นสาเหตุการตาย เช่น อุบัติเหตุ สงคราม การติดเชื้อ ฯลฯ ยังไงๆ เซลล์เราก็จะแก่ ชรา ทรุดโทรม และตายในที่สุด เป็น fact เป็นสัจจธรรม เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติสร้างมา

เพื่ออะไร?

เซลล์ของคนเราปกตินั้น มีการตายหลายประเภท เช่น บวมตาย เน่าตาย ขาดเลือดตาย ตายพวกนี้จะเกิดอาการ "อักเสบ" หรือระบบภูมิคุ้มกันจะมาทำลายเศษซากเซลล์ที่แตกสลายตายไปให้หมด มีเซลล์ macrophages มากิน มีเซลล์เม็ดเลือดขาวอื่นๆมาปล่อยสารเคมี ทำให้เลือดมาคั่งบริเวณนั้น มีอาการ ปวด บวม แดง ร้อน เราจะได้รู้ว่ามีอันตราย  เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น

แต่มีการตายอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า "Apoptosis" หรือ Programme Cell-Death หรือบางคนเรียกเป็น suicidal programme ที่เซลล์บางตัวเกิดรับ "สัญญาน" บางประเภทภายใน ก็เกิดอาการแตกสลาย ทำลายตนเองไป สัญญานภายในนี้มาได้หลายทาง แต่โดยรวมแล้ว เป็นสัญญานที่บอกว่า "หากเซลล์นี้ยังคงอยู่ต่อไป จะไม่เกิดผลดี และจะมีผลร้ายต่อเซลล์อื่นๆรอบๆตัวด้วย"

เช่น เมื่อมีการงอกงามของสารพันธุกรรมบางตัวในเซลล์ มีสัญญานเตือนภัยบางอย่างเกิดขึ้น เซลล์ที่ตายแบบนี้จะไม่มีอาการอักเสบอะไรเลยเกิดขึ้น เซลล์เม็ดเลือดขาวพิเศษ คือ macrophage จะเดินทางมาเก็บซากเซลล์ที่แตกสลายลงไปอย่างเงียบๆ เคร่งขรึม สำรวม และสงบสันติที่สุด เปรียบเสมือนการปลงศพนักรบแชมบาลาผู้กล้าหาญ ที่เสียสละชีวิตของตนเอง เพื่อการอยู่รอดของผู้อื่น เพื่อการอยู่รอดขององค์รวม เพื่อสิ่งที่ดีกว่าจะได้สามารถคงอยู่ต่อไป 

เป็นไปได้ไหมว่า การตายแบบนี้ของเซลล์นี่แหละ จึงเป็น "ต้นแบบ" ของการตายของทุกสิ่งทุกอย่าง?

เป็นไปได้ไหมว่า แบบจำลองของเซลล์หนึ่งเซลล์ กับชีวิตคน ก็อยู่ใน model เดียวกัน ชีวิตเราแต่ละชีวิต ก็เปรียบเสมือน organelles ที่ล่องลอยอยู่ในนิวเคลียส (nucleus) บ้าง ในไซโตปลาสซึม (cytoplasm) บ้าง แต่ละคนก็มีหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป บางคนทำหน้าที่ออกแบบสร้างสรรค์ บางคนทำหน้าที่เก็บกวาด บางคนทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ฯลฯ ขณะที่ organelles ในเซลล์เชื่อมโยงกันด้วยสารเหลวใน cytoplasm ของเซลล์  มนุษย์เราเชื่อมโยงกันด้วยอากาศ และ "คลื่น" การสื่อสารต่างๆระหว่างบุคคล และสิ่งแวดล้อมทั้งหมด โลกทั้งใบก็คือเซลล์หนึ่งเซลล์ ระบบสุริยะก็คือหนึ่งอวัยวะ ระบบกาแลกซี่อาจจะเป็นหนึ่งร่าง so on and so on

และสาเหตุ "การตายตามธรรมชาติ" ของคน ก็เหมือน apoptosis ของเซลล์ นั่นคือ เพื่อการอยูรอดของผู้อื่น ของส่วนรวม และเพื่อสิ่งที่ดีกว่ามีเนื้อที่เจริญเติบโต และผุดบังเกิดขึ้น? 

ดังนั้นเองสิ่งมีชีวิต จึงเกิดมา เพื่อชีวิตที่มีความหมาย นั่นคือ เพื่อเป็นหนทางนำหน้าให้แก่สิ่งที่สวยงามกว่า ผลิดอกออกผลตามมา การตายของสิ่งมีชีวิต จึงศักดิ์สิทธิ์ ทรงคุณค่า สำรวม และมีความหมายอย่างยิ่ง โดยฉพาะการตายที่สงบ กล้าหาญ สำนึกในหน้าที่สุดท้ายที่ชีวิตผุดบังเกิด นั่นคือ การตายโดดเดี่ยวเพื่อส่วนรวม ไม่มีห่วงหน้าพะวงหลัง เพราะเซลล์นี้ได้ทำหน้าที่อันสมบูรณ์แล้ว

กระมัง?

มีอีกคำถามหนึ่งก็คือ คนเราควรจะรู้สติ มีสติ (mindfulness) ขนาดไหนดี ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมขอตอบตรงนี้ว่า "เอาขนาดเซลล์ก็พอ" คือรู้หน้าที่ ซื่อสัตย์ต่อวาระของตนเอง จนถึงที่สุด และเมื่อถึงเวลาก็.... ตถตา

 เท่านั้นเองนะ......................