ปรากฏการณ์กบกระโดด ซึ่งจะกระโดดได้หรือไม่ได้ขึ้นกับหลายปัจจัย บางคนเห็นองค์กรของคนอื่น ก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว ก็คิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ที่จะทำตาม โดยไม่เคยสังเกตดูให้ถ่องแท้ว่า การที่องค์กรของคนอื่น เขาก้าวกระโดดได้นั้น แท้จริงแล้วมาจากความมุมานะ ทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ที่น้อยคนนัก จะสังเกตเห็นความอุตสาหะ และความอดทนบากบั่น จนกระทั่งประสบความสำเร็จ
คนทั่วไปในบ้านเราชอบดูความสำเร็จที่เกิดขึ้น แต่มักปฏิเสธที่จะมองดูความยากลำบากของเส้นทางไปสู่ความสำเร็จนั้น ถ้ากบตัวหนึ่งจะกระโดดได้ กบตัวนั้นไม่เพียงแต่ต้องยืนอยู่บนพื้นที่แข็งแรงเท่านั้น แต่ยังต้องฝึกฝนกำลังขาให้แข็งแรงมากกว่าพื้นมากมายหลายเท่า ซึ่งคงไม่มีกบตัวไหนที่ฝึกเพียงสองสามวันขาก็แข็งแรงพอที่จะกระโดดได้ ที่น่าสนใจไปกว่าปรากฏการณ์กระโดดไกลของกบก็คือ เมื่อกระโดดไกลได้ดังใจแล้ว จะมีปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นตามมาเสมอ เป็นปรากฏการณ์ที่รู้จักกันในชื่อว่า กบในกระทะ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เลียนแบบพฤติกรรมของกบในอีกลักษณะหนึ่ง กล่าวกันว่าถ้าจับกบไปใส่ในกระทะที่มีน้ำร้อนอยู่ กบจะกระโดดหนีจากกระทะนั้นทันที แต่ถ้าจับกบไปใส่ในกระทะที่มีน้ำเย็นอยู่แล้วค่อยๆ เพิ่มความร้อนทีละน้อยๆ กบจะไม่รู้ตัว และเพลิดเพลินอยู่กับน้ำเย็นที่ค่อยๆ
เปลี่ยนเป็นน้ำอุ่น น้ำร้อน และน้ำเดือดในที่สุด ซึ่งคราวนี้กบตัวที่กระโดดเก่งนั้นจะกลายเป็นกบต้มโดยไม่รู้ตัว ดุจเดียวกับองค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว จะเพลิดเพลินอยู่กับความสำเร็จอันนั้น
โดยไม่ได้สังเกตวงจรการเสื่อมถอยที่เกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ช้าบ้าง เร็วบ้าง บางทีผู้บริหารองค์กรนั้น จะสังเกตเห็นการเสื่อมถอยที่เกิดขึ้น ก็มักจะละเลย จนกระทั่งกลายเป็นความคุ้นเคยกับความเสื่อมถอยนั้น ไม่ลงมือแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยเชื่อว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น เป็นความสำเร็จที่จีรังยั่งยืน เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จนกระทั่งไม่มีอาการเสื่อมถอยใดๆ จะมาลบล้างความสำเร็จนั้นได้
คำแนะนำต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเสื่อมถอยที่เกิดขึ้น มักถูกมองเป็นการติเตียนให้ร้าย ซึ่งยิ่งทำให้ลดโอกาสในการที่จะรอดพ้นจากความเสื่อมถอยชนิดที่กล่าวได้ว่า กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว องค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว จึงต้องให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์กบในกระทะน้ำร้อนเป็นพิเศษ องค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มักมองเห็นเฉพาะสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันมากๆ เช่น สภาพแวดล้อมที่องค์กรนั้น พบก่อนที่จะเกิดความสำเร็จกับสภาพแวดล้อมเมื่อประสบความสำเร็จอย่างสูงแล้ว กบที่อยู่ในน้ำเย็นแล้วถูกจับมาใส่ในน้ำร้อนทันทีทันใด กบสามารถแยกแยะความแตกต่างได้ จึงกระโดดหนีจากน้ำร้อนนั้น แต่ถ้าอุณหภูมิของน้ำที่กบแช่อยู่ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยจนกระทั่งกบแยกแยะไม่ได้ กบจึงอยู่เฉยๆ ไม่คิดหนีเอาตัวรอด เช่นเดียวกับที่องค์กรไม่สามารถสังเกตเห็นการเสื่อมถอยที่เกิดขึ้น
ทีละเล็กทีละน้อย และอยู่เฉยจนกระทั่งเวลาแห่งหายนะมาถึง หลายองค์กรในบ้านเราคงยังจำได้ถึงผลแห่งการเพิกเฉยต่อสัญญาณแห่งการเสื่อมถอยที่เกิดขึ้นก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในบ้านเรา ว่าสร้างความเจ็บปวดให้กับ องค์กรมากเพียงใด ถ้ากบมีเทอร์โมมิเตอร์ติดตัวลงไปในกระทะ คงไม่กลายเป็นกบต้มเหมือนที่กล่าวข้างต้น เพราะแม้ว่ากบจะไม่รู้สึกร้อนมากขึ้น แต่เทอร์โมมิเตอร์ก็แจ้งเตือนให้ทราบว่า อุณหภูมิของน้ำกำลังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
องค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด จึงต้องแสวงหาเครื่องมือวัดความเสื่อมถอยติดตัวไว้ใช้เตือนให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความเสื่อมถอยขององค์กรในอนาคต
มีคำแนะนำวิธีสังเกตความเสื่อมถอยที่กำลังเกิดขึ้นในองค์กรว่า ให้ดูที่พนักงานในองค์กรนั้นเป็นหลัก ถ้ามองซ้ายมองขวาเห็นว่า ..
พนักงานท่าทางจะมีขวัญและกำลังใจเสื่อมถอยไปกว่าช่วงที่ช่วยกันก้าวกระโดด ท่านว่า ให้ระวังไว้ให้ดีว่าตอนนี้องค์กรกำลังจะกลายเป็นกบในกระทะน้ำร้อนแล้ว ยิ่งถ้าพนักงานเก่าลาออก ต้องรับพนักงานใหม่เป็นประจำ ก็ยิ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนมากขึ้น พอเห็นเพื่อนร่วมงานลาออกกันไปหลายคน คนที่เหลืออยู่ บางคนก็ทำงานเต็มฝีมือ บางคนก็เริ่มเฉื่อยชา ผลงานขององค์กรเริ่มลดลง..การประสานงานภายในเริ่มมีปัญหา การขัดแย้งมีมากขึ้น ซึ่งขอเน้นว่า อาการเหล่านี้เกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างพรวดพราด ถ้าผู้บริหารไม่สังเกตดีๆ และไม่มีการบันทึกข้อมูลที่เพียงพอก็แทบจะสังเกตไม่เห็น
ยิ่งถ้าเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว จะยิ่งมองข้ามอาการเหล่านี้ได้ง่ายมากขึ้น ถึงมองเห็นก็ไม่สนใจ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เทียบไม่ได้กับความสำเร็จที่ผ่านมาของตนเอง
การเพิกเฉยนี้แหละ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้องค์กรเดินสู่เส้นทางแห่งความล้มเหลว ชนิดที่กู้คืนกลับมาได้ยากทีเดียว
การแก้ไขอาการนี้ ต้องมีกบตัวใหม่ใส่เข้ามาเป็นระยะๆ กบตัวใหม่ที่เคยอยู่ในน้ำเย็นกว่า จะเป็นตัวกระโดดนำหนีออกจากกระทะน้ำร้อน ถ้ากบตัวเดิมเห็นดังนั้นแล้ว กระโดดตามก็จะรอดไปด้วย แต่ถ้ายังเพิกเฉยอีก ก็ต้องกลายเป็นกบต้มอย่างแน่นอน เปรียบเหมือนกับการมีคนใหม่ๆ เข้ามาร่วมในองค์กรเป็นระยะๆ นั่นเอง
พนักงานที่เป็นกบตัวเก่าที่แม้ว่าจะเห็นกบตัวอื่นกระโดดหนีไปแล้วก็ยังอยู่เฉยๆ อีกอย่างนี้ ท่านว่า..ต้องเปลี่ยนพนักงานที่เป็นกบตัวเก่านี้ทั้งหมด..ก่อนที่องค์กรทั้งองค์กรจะกลายเป็นแหล่งรวมของ กบในกระทะน้ำเดือด ที่ยากขึ้นไปอีกในการแก้อาการนี้คือ..ต้องเปลี่ยนน้ำในกระทะจากน้ำร้อนเป็นน้ำเย็น ซึ่งส่วนใหญ่น้ำร้อนจะเกิดจากปัจจัยภายนอก ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นน้ำเย็นได้ง่ายนัก ที่ยากเกินกว่ายากขึ้นไปอีกก็คือ..การที่ทำให้องค์กรรู้ตัวว่าขณะนี้ความเสื่อมถอยได้คืบหน้าเข้ามาหาแล้ว ถ้าบอกว่าทำได้ดีประสบความสำเร็จ ทุกคนรับฟังหมด.. แต่ถ้าบอกว่า กำลังจะล้มเหลวแล้ว น้อยคนนักที่จะยอมรับฟัง..
ท่านแนะนำว่า..ให้ผู้บริหารลองถามเพื่อนนักบริหารที่อยู่นอกกระทะว่ามองเห็นกบในกระทะของเรา อยู่ในน้ำเย็น หรือน้ำร้อน ถ้าเพื่อนบอกว่า ตอนนี้เราเป็นกบในกระทะน้ำร้อนแล้ว ผู้บริหารก็ต้องรีบหาทางแก้ไข หรือไม่อย่างนั้นก็หลอกตัวเองต่อไปว่า อยู่ในน้ำเย็นจนกระทั่งหมดเวลาแก้ไข กลายเป็นอวสานของกบกระโดดในที่สุด...
@^-^@.....
แล้วตอนนี้พวกเรา เป็นกบที่อยู่ในน้ำร้อนหรือน้ำเย็นหนอ! เอ๊ะ! หรือว่ากำลังหลอกตัวเองว่าอยู่ในน้ำเย็น!!!!!