เกริ่นนำถึงความเป็นมาแห่งเหตุและปัจจัย

การที่ได้ใช้เวลาแห่งชีวิตกลับเข้าสู่ความตระหนักใน “ความรู้ที่จำเป็นต้องรู้” นั่นก็คือเรื่องของชีวิต การดำเนินชีวิตด้วยอัตภาพที่ได้มาจากบุพการีผู้ประเสริฐนั่นก็คือพ่อและแม่ผู้ทรงคุณ

การเฝ้าสังเกต วิเคราะห์ สังเคราะห์ ความเป็นไปแห่งอัตภาพทั้งก่อนและหลังจากการบรรพชาอุปสมบท
การเฝ้าติดตาม ตรวจสอบ อิริยาบถต่าง ๆ แห่งการภาวนา
การเฝ้าคุย ฟัง คิด กับตัวเองถึงการเปลี่ยนแปลงแห่งร่างกายนี้

มีอะไรต่าง ๆ ที่หยุดนิ่ง เดินหน้า หรือแม้แต่ถอยหลัง ซึ่งเหตุต่าง ๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นจากดำเนินชีวิตตามอนุศาสน์ ๘ คือ นิสสัย ๔ และอกรณียกิจ ๔ การพึงระวังสังวรในศีลแห่งพระปาฏิโมกข์ทั้ง ๒๒๗ ข้อ อีกทั้งศีลสิกขาบทเล็กน้อยอื่น ๆ รวมทั้งการดำเนินชีวิตตามหลักธุดงควัตร๑๓ พร้อมทั้งวัตร ๑๔

ซึ่งจะได้เรียงร้อยถ้อยความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเป็นไปแห่งอัตภาพร่างกายนี้ตามแบบฉบับ “การแพทย์แผนพุทธ” สืบไป...


 

การแพทย์แผนพุทธ ๑ : “เบาะแข็ง”


 ถ้าหากคิดวิเคราะห์ถึงเรื่องเวลาในอิริยาบถใดที่ได้ปฏิบัติในแต่ละวันมากที่สุด ก็สามารถตอบได้ว่านั่นคือการ “นั่ง” นั่ง นั่ง และนั่ง

 เวลากว่า ๑๔-๑๖ ชั่วโมงในแต่ละวันเป็นเวลากว่า ๑๐ เดือน อาตมาใช้เวลากับการนั่งเพื่อปฏิบัติภาวนาทำความเพียรในกิจต่าง ๆ นับตั้งแต่ ทำวัตร สวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำพิธีในโรงฉัน ฉันอาหาร นั่งทำงาน (ซีดีธรรมะ เพื่อแจกเป็นธรรมทาน) ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ค่ำจรดรุ่งสางบางครั้งถึงกับสว่างคาตา โดยถ้านับรวมถึงวันพระที่สมาทานโดยการ “เนสัชชิ (การไม่นอนหลังติดพื้นตลอดราตรี)” เข้าด้วยแล้ว เวลาในหนึ่งวันอาตมาใช้เวลานั่งถึงวันละกว่า ๒๐ ชั่วโมง...
 
ปุจฉา


การใช้เวลานั่งนานขนาดนี้เป็นอย่างไรและเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

วิสัชนา


 ๑. ไม่เห็นเป็นอะไรเลย....

คำตอบซึ่งดูไม่เหมือนคำตอบ ซึ่งอาตมาเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตอนที่มีหมอแผนโบราณมานวดให้กับญาติโยมที่วัด ญาติโยมบ่นปวดโน่นปวดนี่ โรคฮิตคือปวดเอว เจ็บหลัง

แต่ เอ่... เราไม่เห็นเป็นอะไรเลยแฮะ ไม่ปวดหลัง ไม่ปวดขา ไม่ปวดเอว ไม่เจ็บสะโพก เหมือนกับญาติโยม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ปวดหลังปวดเอวเหมือนแต่เดิม (ก่อนบวช) ซึ่งขณะนั้นอาตมาเองก็ไม่ได้นั่งนานขนาดนี้

ในทางกลับการที่อาตมาวัน ๆ หนึ่งนั่งนานขนาดนี้ แต่ไม่ยักกะเป็นอะไรเลย...

 

ปุจฉา

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

วิสัชนา

 ในระหว่างที่ญาติโยมกำลังนวดคลายปวดหลังปวดเอวกันอยู่ที่เอง โยมหมอแผนโบราณก็ได้พูดบอกถึงสาเหตุของอาการเจ็บป่วยปวดหลังปวดเอวของญาติโยมคนหนึ่งว่า เพราะเวลานั่งน้ำหนักลงในก้นสองข้างไม่เท่ากันอันเกิดจาก “เบาะนุ่ม” เวลานั่งทำเบาะจะยุบลงไป ทำให้ร่างกายโดยเฉพาะกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นเกิดอาการเกร็ง เวลาถ่ายน้ำหนักผิดก็ใช้เวลานานกว่าที่จะเริ่มรู้สึกปวด และเมื่อปวดกล้ามเนื้อก็จะเกร็งสมองก็จะจำโดยอัตโนมัติถึงอิริยาบถที่เกร็งแบบนั้นจนกระทั่งทำให้เวลาเดินหรือยืนก็เจ็บปวดตามไปด้วย
 

อื่ม... สิบเดือนที่ผ่านมาเราแทบจะไม่ได้นั่งบนเบาะนุ่มเลยนี่หน่า!  ซึ่งพระพุทธองค์ก็ตรัสเป็นพระวินัยไว้อยู่แล้วว่าไม่ให้ภิกษุนั่งหรือนอนในที่นั่งหรือที่นอนที่ยัดนุ่น 


ดังนั้นในสิบเดือนที่ผ่านมา อาตมาจึงนั่งอยู่บน “เบาะแข็ง”

 

เบาะแข็ง ๆ บาง ๆ ซึ่งอาตมาใช้นั่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สำหรับอาตมาประโยชน์แรกในเบื้องหน้าในเวลานั่งก็คือ ทำให้ไม่เจ็บก้น ซึ่งอาจจะเกิดจากกระดูกก้นกบสัมผัสและรับน้ำหนักกับพื้นไม้หรือปูนโดยตรง ซึ่งลดอาการเจ็บปวดในกาลปัจจุบัน


แต่กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไปนับเนื่องจากกาลอดีต ก็ไม่ได้ส่งผลให้ร่างกายของอาตมาเจ็บป่วย ปวดหลัง ปวดเอว ออด ๆ แอด ๆ  เหมือนแต่ก่อนตอนเป็นโยม ที่วัน ๆ นั่งอยู่บนเก้าอี้นุ่ม ๆ ถึงแม้ว่าจะนั่งไม่นาน เวลาลุกก็โอย เวลานั่งก็โอย เหมือนกับร่างกายเริ่มแย่ลง ๆ ทุกวัน ๆ


สำหรับอาตมาการนั่งอยู่บนเบาะแข็งและบางประโยชน์ต่อมานั้น นอกจากไม่ทำให้กระดูกที่มีเนื้อและผิวหนังบาง ๆ หุ้มอยู่ถูกกดทับกับพื้นโดยตรงนั้น ยังทำให้ร่างกายของอาตมาต้องปรับตัวโดยอัตโนมัติในการที่จะต้องปรับสมดุลเพื่อที่จะถ่ายน้ำหนักลงในก้นทั้งสองข้างให้เท่ากัน เพราะมิฉะนั้น น้ำหนักตัวทั้งหมดในส่วนบนของอาตมาจะถูกถ่ายเทลงในกระดูกก้นกบข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งนั้นจะต้องทำให้เกิดอาการเจ็บปวดในบัดดล เพราะไม่มีเบาะนุ่ม ๆ นิ่ม ๆ ลองอยู่เหมือนกับโซฟา หรือเก้าอี้บุนวมรองรับหรือช่วยถ่ายน้ำหนัก

เมื่อเกิดการถ่ายน้ำหนักผิดบนเบาะแข็งปุ๊บ อาตมาสังเกตตัวเองว่าจะปรับตัวปั๊บ เพื่อให้เกิดความสมดุลในทันที เพราะ “ผิดปุ๊บก็เจ็บปั๊บ” ขึ้นไม่ปรับก็ต้องนั่งเจ็บอยู่อย่างนั้น... แล้วใครจะไปนั่งทนเจ็บอยู่อย่างนั้นเน๊าะ? (แต่ถ้านั่งบนโซฟาไม่แน่นะ เพราะไม่ค่อยเจ็บ กว่าจะรู้สึกเจ็บหรือปวดก็นานอยู่)

ดังนั้น เมื่ออาตมาการนั่งในท่าที่ผิดและจะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย ร่างกายอันมหัศจรรย์ก็จะสั่งให้เปลี่ยนโดยทันที โดยให้สัญญาณแรกนั่นคือ “ความเจ็บ” ส่งผ่านถึงศูนย์ควมคุมประสาท

๒. ต่อมาอาการเจ็บป่วยแบบสะสมก็จะลดลงไปโดยปริยาย

เนื่องจากเมื่อนั่งบนเบาะแข็งแล้ว จากการสังเกตของอาตมา อาตมาจะยืดหลังขึ้นตั้งตรงโดยอัตโนมัติ ซึ่งอันนี้อาตมาไม่ทราบเหตุผลทางการแพทย์ แต่รู้สึกว่าถ้านั่งหลังค่อมอยู่จะทำให้หายใจไม่สะดวก ซึ่งเมื่อยืดตัวขึ้นอาตมาจะหายใจโล่งและยาวโดยทันที

 ซึ่งน่าจะเป็นด้วยเหตุนี้เอง ทำให้อาตมาไม่ค่อยปวดหลังเหมือนเมื่อก่อน เพราะสันหลังตั้งตรงไม่คดงอเหมือนเดิม

และเมื่อสันหลังตั้งตรงไม่คดงอ จึงทำให้การหายใจของอาตมาสะดวกขึ้น “ยาวและลึก” ซึ่งอาตมาสังเกตว่าจะส่งผลต่อ “ระบบร่างกาย” ทั้งระบบ ซึ่งอาตมาจะพยายามสังเกตทีละส่วน ๆ และพยายามถ่ายทอดถึงเหตุและปัจจัยต่าง ๆ มาให้ทุกท่านได้รับทราบในกาลเบื้องหน้า...


สิ่งต่าง ๆ ที่พรรณนามานี้เป็นการเฝ้าสังเกตจากชีวิตที่ผ่านมาของอาตมาซึ่งอาจจะผิดหรือไม่ตรงกับหลักการแพทย์แผนปัจจุบันที่เป็นสากล แต่สิ่งนี้เป็นเหตุที่เกิดขึ้นกับอัตภาพร่างกายนี้จากปัจจัยที่เป็นมาและเป็นไป อาตมาจึงขอโอกาสถ่ายทอดมาให้ทุกท่านได้รับทราบและร่วมพิจารณาต่อไป