การจัดการความรู้

จ.ส.อ.นพดล      เหลื่อมกลาง4930123102621ประวัติและประสบการณ์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า   จ.ส.อ.นพดล      เหลื่อมกลาง     เกิดวันที่  11  มกราคม  2515   ที่อยู่  208/74  หมู่ 1  ตำบลหนองไผ่ล้อม  อำเภอเมือง  จังหวัดนครราชสีมา  30000  สถานภาพ  สมรส   ภรรยาชื่อ  ส.อ.หญิง จันจิตร   เหลื่อมกลาง   มีบุตรด้วยกัน  2  คน  อาชีพ  รับราชการ  (เหล่าทหารม้า)  ตำแหน่ง  พลขับรถถัง  กระผมเกิดมาจากครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างยากจน  อาชีพของบิดาและมารดา ทำนา ทำไร่  มีพี่น้อง 9  คน  ตัวของผมเป็นคนที่ 8  พี่บางคนไม่ได้เรียนเนื่องจากครอบครัวยากจน  แต่ผมโชคดีเป็นน้องจึงได้เรียนต่อ  พอเรียนจบในระดับ ม.6  แม่ให้เรียนในระดับมหาวิทยาลัย  แต่กระผมไม่เรียนเนื่องจากต้องการไปสมัครเป็นทหารอาสาสมัคร  สังกัด กองพันจู่โจม  จังหวัดลพบุรี  เป็นเวลา 2 ปี  จึงได้สอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก เหล่าทหารม้า  หลังจากเรียนจบเมื่อปี 2538  จึงได้บรรจุเข้ารับราชการสังกัด  กองพันทหารม้าที่ 8  จนถึงปัจจุบัน  จากวันบรรจุจนถึงปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าได้รับราชการมาแล้ว  13  ปีสิ่งที่ข้าพเจ้าภูมิใจที่สุด คือ-          สามารถสอบแข่งขันเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก เหล่าทหารม้าได้-          สอบเลื่อนฐานะจาก  สิบเอก  เป็น  จ่า ได้-          ทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจในตัวข้าพเจ้าได้สิ่งที่ข้าพเจ้าภูมิใจ คือ-          ภรรยาสอบเข้ารับราชการได้-          ข้าพเจ้ามีภรรยาและลูกที่น่ารักเข้าใจซึ่งกันและกัน   ส.อ.หญิง จันจิตร    เหลื่อมกลาง49301233102730ผู้บันทึก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ภูมิปัญญาของครอบครัวของข้าพเจ้า</p> จ.ส.อ.นพดล      เหลื่อมกลาง4930123102621 การทำผ้านวมการทำผ้าห่มนวมในสมัยก่อน ปู่  ย่า  ตา  ยาย  จะทำผ้าห่มไว้ใช้เอง  และแจกให้ลูกหลานไปใช้บ้าง  คุณยายก็ทำไว้ใช้เองและถ่ายทอดให้แม่ทำด้วยตั้งแต่เด็กๆ จะเคยเห็นแม่ทำแล้วเก็บใส่ตู้ไว้มากมาย จะทำเช่นนี้เกือบทุกบ้าน  การทอผ้าเพื่อทำห่มในสมัยก่อนจะทำเองทุกขั้นตอนวิธีการจะยุ่งยาก  ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ซื้ใช้ทุกอย่างวิธีการทอผ้าสมัยคุณยายมีขั้นตอนดังนี้1.  นำฝ่ายมาหีบเพื่อเอาเมล็ดออก2.  ดีดฝ่ายให้เป็นสำลี3.  ปั่นสำลีให้เป็นเส้นด้าย4.  ใช้ไม้พัดให้เป็นใจ  แล้วนำไปต้ม5.  นำไปสาวค้นใส่ฟืม6.  ขึ้นกี่ทอให้เป็นผืนผ้าเครื่องมือในการทำ คือ หีบ  ดีด  ล้อสำลี  พัด  ฟืม  กี่  กระสวยวิธีทำผ้าห่มนวม  ตัดผ้า 2 ชิ้น  นำผ้าชิ้นแรกวางแล้วนำสำลีมาวางบนผ้าให้เต็มผืนใช้ผ้าอีกผืนมาวางบนสำลีใช้เข็มเย็บด้วยมือเป็นตารางกันสำลีเลื่อนหลุดให้ทั่วผืน  จากนั้นเย็บม้วนริมทั้งสี่ด้านให้เรียบร้อย  ผ้าห่มจะมีสีเป็นเอกลักษณ์  ใช้สีแดงด้านหนึ่งและอีกด้านหนึ่งจะใช้สีเหลือง  แต่ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่นิยมใช้ผ้าห่มที่ทำสำเร็จมีขายทั่วไปในท้องตลาดซึ่งทำจากใยสังเคราะห์  มีคุณภาพ  และดี  สำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้  เพราะไม่มีฝุ่นเหมือนฝ่ายหรือสำลีสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาของครอบครัวจึงไม่มีคนสืบทอดเพราะทุกคนต่างก็ทำงาน  จึงนิยมซื้อมาใช้มากกว่าทำเอง  เพราะต้องใช้เวลาในการทำต่อไปคนรุ่นใหม่คงไม่ทราบว่า  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  ทำผ้าห่มใช้เองอย่างไรถ้าไม่มีการสืบทอดหรืออนุรักษ์ไว้ นาง ปัทมพร     การวุธวงศ์4930123102567 ประวัติและความประทับใจ ข้าพเจ้า  นาง ปัทมพร   การวุธวงศ์    เกิดวันที่  26  มกราคม  2511  เกิดมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน  อาชีพทำไร่ทำนา  และค้าขาย  ตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเล็กๆ และข้าพเจ้ามีพี่น้องท้องเดียวกัน 4 คน เป็นหญิง 2 คน  ชาย 2 คน  ข้าพเจ้าเป็นลูกคนโตของครอบครัว  และต่อมาบิดาของข้าพเจ้าได้มารับราชการเป็นทหารอยู่ กองพันทหารม้าที่ 8  ในครอบครัวของข้าพเจ้านั้น  จะลำบากมากโดยมีบิดาของข้าพเจ้าได้เงินเดือนเพียง  500 1,000  บาท  ในสมัยเมื่อ  35  ปีที่ผ่านมา  หลังจากที่ข้าพเจ้าและน้องๆ เลิกจากการเรียนก็จะมาช่วยบิดามารดาค้าขายอาหารตามสั่ง  และดูแลปลูกพืชผักสวนครัว  บิดาของข้าพเจ้าก็จะไปหาปลาเพื่อที่จะนำมาขายช่วยเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว  เพราะลูกๆ กำลังเรียน  ข้าพเจ้าเอาเป็นลูกคนโตก็จะต้องช่วยเหลือบิดามารดาดูแลน้องๆ  และช่วยมารดาขายผักสดและผลไม้หลังเลิกเรียนทุกวัน  ตั้งแต่  17.00  น.  ถึงเวลา  20.00  น.หลังจากที่ข้าพเจ้าเรียนจบ ม.6  นั้น  ข้าพเจ้าก็ได้เดินทางไปทำงานที่กรุงเทพฯ ความใฝ่ฝันของข้าพเจ้านั้นก็อยากจะเรียนสูงๆ และมีงานที่ดีทำ  แต่ก็ไม่สามารถได้เรียนเพราะว่าบิดาของข้าพเจ้าไม่สามารถส่งได้  และน้องๆ ก็กำลังเรียนรู้ข้าพเจ้าได้ทำงานในบริษัทขายเสื้อผ้าบุรุษ  และก็ได้ย้ายกลับมาทำงานประจำถิ่นที่บ้านเกิด  โดยที่มารดาต้องการให้กลับมาอยู่บ้าน  และข้าพเจ้าได้สมรสมีครอบครัวโดยมีบุตร 2 คน  เป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน  หลังจากที่มีครอบครัวข้าพเจ้าก็ได้มาทำงานที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี  และมีวันหยุดมากขึ้น  สามารถดูแลครอบครัวได้สิ่งที่ข้าพเจ้าภาคภูมิใจ คือ-          ข้าพเจ้าได้ทำงานช่วยเหลือผู้อื่นและประโยชน์ส่วนรวม-          ข้าพเจ้าทำงานและได้ช่วยเหลือครอบครัว  ทำให้ครอบครัวเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสิ่งที่ข้าพเจ้าภาคภูมิใจ คือ-          ข้าพเจ้าสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน-          ข้าพเจ้าสามารถดูแลเลี้ยงบุตรได้-          ข้าพเจ้าสามารถดูแลบิดามารดาได้  เกื้อกูล    จันทรมนตรีผู้บันทึก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ภูมิปัญญาของครอบครัวของข้าพเจ้า</p> นาง ปัทมพร     การวุธวงศ์4930123102567 นางบัวลิน      การวุธวงศ์   อายุ  62  ปี  อยู่บ้านเลขที่   90/2  หมู่ที่ 1  ต.โพธิ์กลาง  อ.เมือง  จ.นครราชสีมา  มีอาชีพค้าขาย  จากเดิมท่านเป็นชาวไร่ชาวนา  และได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในเมืองโคราช ตั้งแต่ปี  2513  ท่านได้ทำอาชีพค้าขายมาตลอดจากการเริ่มต้นขายผักสดและผลไม้ที่ตลาด  แต่ค่าใช้จ่ายไม่พอ  เพราะท่านมีบุตรหลายคน  ต่อมาท่านจึงได้ค้าขายอาหารตามสั่งอยู่ที่บ้านพักของทางราชการแต่ก็มีปัญหาเกิดขึ้น  โดยการที่ผู้ซื้อจะค้างค่าอาหารไว้ก่อน  รอจ่ายภายหลัง  จึงทำให้ท่านขาดเงินที่จะนำไปลงทุนหมุนเวียน  จึงได้เกิดการมีหนี้ขึ้น  เพราะต้องนำเงินไปซื้อสินค้าสำหรับไว้ทำอาหารในวันต่อไป  จึงทำให้ชีวิตของท่านต้องลำบาก  เพราะเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ท่านจึงเปลี่ยนอาชีพมารับจ้างซักรีดและได้ไปรับจ้างที่โรงงานขนมปัง  เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น  และสามารถทำให้ครอบครัวอยู่รอดและด้วยความขยัน  อดทนของคุณแม่บัวลิน  ท่านจึงสามารถมีเงินใช้หนี้ที่ต้องยืมจากบุคคลอื่น เพื่อให้ครอบครัวของตนเองอยู่รอดและพึ่งพาตนเองได้  และปัจจุบันท่านก็สามารถทำงานด้านค้าขายและมีเงินเก็บ  สามารถสร้างบ้านและมีสิ่งอำนวยความสะดวกใช้ชีวิตประจำวันอยู่อย่างเรียบง่าย  สิ่งที่คุณแม่บัวลินประทับใจและภาคภูมิใจ คือ-  ลูกๆ ทุกคนเป็นคนดี-  ลูกๆ ได้ทำงานกันทุกคน-  ได้ทำบุญเมื่อมีโอกาส-  คุณแม่มีเงินออมและสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่เดือดร้อน-  มีครอบครัวที่อบอุ่น-  ลูกๆ มีความสามัคคีกัน-  ได้ช่วยเหลือญาติพี่น้อง-  ได้ทำสวนแบบเศรษฐกิจพอเพียง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">ประวัติส่วนตัว</p>  ชื่อจริง                     :   น.ส.ผ่องพรรณ               ปิดตาระเตชื่อเล่น                     :   นางวัน/เดือน/ปีเกิด            :   14  มกราคม  2520กรุ๊ปเลือด                  :   Bเบอร์โทรศัพท์             :   084-8352609อีเมลล์                      :   [email protected]ที่อยู่ปัจจุบัน                :   211/117  หมู่ที่ 1  ตำบลหนองไผ่ล้อม  อำเภอเมือง  จังหวัดนครราชสีมา     30000ภูมิลำเนาเดิม               :   60  หมู่ที่ 10  บ้านหนองม่วง  ตำบลนาเชือก   อำเภอนาเชือก                                                     จังหวัดมหาสารคาม  44170บิดา                        :   นายธวัชชัย     ปิดตาระเต                              อาชีพ  ทำนามารดา                      :   นางสาบ          ปิดตาระเต                  อาชีพ  ทำนาจบการศึกษาจาก           :   ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดมหาสารคามอาหารที่ชอบ              :   ส้มตำชอบ                        :   ซื่อสัตย์,  ตรงต่อเวลาเกลียด                      :   การรอคอยอนาคต                     :   มีหน้าที่การงานที่มั่นคงคติ                          :   ทำวันนี้ให้ดีที่สุด  เพื่ออนาคตที่สดใส ภูมิปัญญาของครอบครัวของข้าพเจ้าน.ส.ผ่องพรรณ       ปิดตาระเต4930123102641                                 อาชีพดั้งเดิมของวงศ์ตระกูล คือ การเกษตร  ซึ่งประกอบไปด้วยการทำนาข้าว  ทำสวนแบบผสมผสาน  ซึ่งมีพืชผักสวนครัวทุกอย่างที่กินได้  การทำนาข้าวจะเป็นอาชีพหลัก  ส่วนอาชีพรองจะเป็นอาชีพค้าขาย  และรับราชการ  ซึ่งได้ทำต่อๆ กันมาสืบทอดกันมาจนทุกวันนี้  ถึงลูกหลานรุ่นต่อรุ่นไม่เคยละทิ้งในอาชีพพวกนี้เลย  โดยเฉพาะอาชีพการเกษตร  เช่น  การทำนาข้าว  ลูกหลานทุกคนจะไม่เคยมีวันลืมเลย  เพราะคุณค่าของข้าวนั้นยิ่งใหญ่นัก  ข้าวสามารถเลี้ยงชุบชีวิตเราได้  ฉะนั้นข้าวจึงมีบุญคุณกับเรามาก  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  จะบอกและสอนลูกหลานเสมอว่า  ถ้าเราไม่ทำนาข้าวแล้วเราจะเอาข้าวที่ไหนไปเลี้ยงผู้คนอีกมากมาย  เพราะยังมีคนอีกเยอะที่ไม่ได้ทำนาเหมือนเรา  ข้าวที่เราทำเราสามารถขายให้เขาได้กันได้เลี้ยงกายเขาด้วย  ฉะนั้นชาวนาถึงมีบุญคุณ  มีคุณค่าอันมากมาย  คำๆ นี้จะถูกสอนให้ปลูกฝังไว้ในใจเราเสมอ  และพอทำนาเสร็จแล้วเราก็ควรมีอาชีพเสริมบ้าง  จะไม่ได้อยู่เฉยๆ ทำเวลาให้ว่างเปล่า คือ การปลูกพืช  ผัก  สวนครัว  ผลไม้ขาย  พร้อมทั้งเลี้ยงปลา  เป็ด  ไก่  และเลี้ยงโค  กระบือ  สุกร  ขายด้วย  และนอกจากนี้ยังทำไร่มันสำปะหลัง  ไร่อ้อยด้วย  เพื่อให้เป็นอาชีพเสริมและเงินที่ขายได้ก็ไว้สำรองค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้  นอกจากเราจะมีกิน  เหลือใช้ ก็ขายได้  แล้วพืช ผัก อะไรต่างๆ พอมีพอกิน อยู่แบบความพอเพียง  แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว  อาชีพทุกอย่าง    ปัจจุบันยังสืบทอด  ถ่ายทอด  และทำกันอยู่ด้วยภูมิปัญญาและกำลังใจของบรรพบุรุษของเราเอง    ประวัติและความภาคภูมิใจในการทำงาน ประวัติในการทำงาน  :  เริ่มจากการเข้าเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สารธารณสุข  ตำบลนาเชือก  เมื่อปี  พ.ศ.2535  อายุเพียง  15  ปี  ทั้งทำงานและก็เรียนไปด้วย  พอทำงานที่สาธารณสุขได้ 1 ปี  หลังจากนั้นจึงได้เข้ากรุงเทพฯ  เพื่อหางานทำ  ซึ่งได้งานในโรงงานแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงงานทำเกี่ยวกับรองเท้า  ทำได้ 1 ปี ก็กลับบ้านมาเรียนต่อ และเข้าทำงานที่สาธารณสุขเหมือนเดิม  เมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย  ต่อมาปี  พ.ศ.2538  ก็ได้เข้าสมัครงานในโรงพยาบาลค่ายสุรนารี  อำเภอเมือง  จังหวัดนครราชสีมา  ในตำแหน่งพนักงานผู้ช่วยการพยาบาล  และได้ทำงานที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารีจนถึงปัจจุบันความภาคภูมิใจในการทำงาน  :  ความภาคภูมิใจหรือความประทับใจในการทำงานของข้าพเจ้าถือว่าอยู่ในระดับหนึ่ง  แต่ก็ดีใจมากและประทับใจที่สุด  ภูมิใจที่ข้าพเจ้าสามารถก้าวมาถึงจุดตรงนี้ได้  เพราะไม่เคยเชื่อมั่นในตัวเองเลยว่าจะมีวันนี้ได้  แต่ก็เพราะได้กำลังใจจากครอบครัวและที่สำคัญคือกำลังใจและความมุ่งหวังของตัวข้าพเจ้านั่นเอง  ซึ่งมีความใฝ่ฝันที่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ จึงมีวันนี้ได้  ข้าพเจ้าใฝ่ฝันและบอกตัวเองเสมอว่า หากมีโอกาสอยากจะเรียนให้สูงๆ และอยากจะเป็นนางพยาบาล  ที่มีฉายาว่า  นางฟ้าชุดขาว  นี่แหละคือสิ่งกระตุ้นให้ข้าพเจ้าได้ใฝ่ฝันตลอด  ข้าพเจ้าจะสนใจและศึกษาเรื่องการแพทย์  การดูแลผู้ป่วยมาแต่ไหนแต่ไร จะชอบมาก  จะขอฝึกทำงานและหัดฝึกดูงานในสถานีอนามัยใกล้บ้านอยู่เสมอ  และวันหนึ่งก็ได้มีโอกาส  พอเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย  ก็มีญาติแนะนำให้ไปสมัครงานในโรงพยาบาล  ข้าพเจ้าก็ได้ไปสมัครและได้รับคัดเลือกเข้าทำงาน  พร้อมเรียนการดูผู้ป่วยไปด้วยถึงแม้จะไม่ได้เรียนจบสูงๆ และได้เป็นพยาบาลอย่างที่ตั้งใจและใฝ่ฝันเอาไว้  ได้เพียงตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาลก็ภูมิใจมากแล้ว  หน้าที่การงานการทำงานก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมาย  ก็ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน  ความภาคภูมิใจของข้าพเจ้า คือ การได้ช่วยเหลือผู้คนที่ไม่สบาย  ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้  เขาเจ็บปวด  ทุกข์ทรมาน  เมื่อต้องการความช่วยเหลือจากเรา  ให้หายเจ็บ หายทุกข์  ถือว้าได้บุญจนสุดคุ้มกับชีวิตของข้าพเจ้า  การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  เขาเจ็บป่วยเราก็ช่วยให้เขาบรรเทาหรือหายป่วยได้  เป็นการให้น้ำใจและการเสียวละทั้งร่างกายและจิตใจอันยิ่งใหญ่ของเราที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกันนอกจากได้ภาคภูมิใจในตัวเองแล้ว  ยังทำให้ครอบครัว  ญาติพี่น้อง  ได้ภาคภูมิใจไปด้วย  และข้าพเจ้าดีใจมากที่ได้ทำวันนี้ให้สำเร็จและมีหน้าที่การงานที่ดี สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ด้วยอาชีพที่สุจริตและมีความสุขด้วย ส.อ.หญิง จันจิตร      เหลื่อมกลาง49301233102730ประวัติและประสบการณ์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า   ส.อ.หญิง จันจิตร    เหลื่อมกลาง     เกิดวันที่  13  พฤษภาคม  2518   ที่อยู่  208/74  หมู่ 1  ตำบลหนองไผ่ล้อม  อำเภอเมือง  จังหวัดนครราชสีมา  30000  สถานภาพ  สมรส   สามีชื่อ  จ.ส.อ.นพดล   เหลื่อมกลาง   มีบุตรด้วยกัน  2  คน  อาชีพ  รับราชการ  ตำแหน่ง  ผู้ช่วยพยาบาล โรงพยาบาลค่ายสุรนารี  ข้าพเจ้าเกิดมาจากครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างพอมีพอใช้  อาชีพของบิดาและมารดา ทำการเกษตร  ข้าพเจ้าเป็นลูกโทนของพ่อแม่  จึงถือเป็นภาระที่ไม่ค่อยหนักนักสำหรับพ่อกับแม่  ทำให้ข้าพเจ้าโชคดี  ทำให้ได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่จากการส่งเสียของพ่อแม่  และเมื่อข้าพเจ้าเรียนจบในระดับ ม.6  ข้าพเจ้าได้ทุนศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา  แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เรียน  และได้เข้าไปทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ประมาณสองปี  ต่อจากนั้นมาทำงานที่ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี  ในตำแหน่ง พนักงานช่วยการพยาบาล  ต่อมาประมาณสองปี ข้าพเจ้าก็สามารถสอบเข้าเรียนนักเรียนผู้ช่วยพยาบาลที่วิทยาลัยพยาบาลพระมงกุฎ  หลังจากได้เรียนจบเมื่อปี 2542  จึงได้บรรจุเข้ารับราชการที่  โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม  จังหวัดอุดรธานี  แต่เนื่องจากข้าพเจ้าและครอบครัวต้องอยู่ห่างไกลกัน  ข้าพเจ้าจึงได้ทำเรื่องขออนุมัติย้ายมารับราชการที่  โรงพยาบาลค่ายสุรนารี  เมื่อปี 2547  จนถึงปัจจุบัน  รวมอายุราชการได้  9  ปีสิ่งที่ข้าพเจ้าภูมิใจที่สุด คือ-          สามารถสอบแข่งขันเข้าเป็นนักเรียนผู้ช่วยพยาบาลได้-          ได้ดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยตามความถนัดของข้าพเจ้า-          ได้ช่วยเหลือประโยชน์ส่วนรวมเมื่อมีโอกาส-          ทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจในตัวข้าพเจ้าได้สิ่งที่ข้าพเจ้าภูมิใจ คือ-          สามีของข้าพเจ้ารู้จักรับผิดชอบครอบครัว-          ข้าพเจ้ามีสามีและลูกๆ ที่น่ารักเข้าใจซึ่งกันและกัน   จ.ส.อ.นพดล    เหลื่อมกลาง49301233102621ผู้บันทึก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ภูมิปัญญาของครอบครัวของข้าพเจ้า</p> ส.อ.หญิง จันจิตร    เหลื่อมกลาง49301233102730 การทอเสื่อกก อุปกรณ์ในการทอเสื่อกก1.  กก  คือ  วัสดุที่นำมาทอเป็นผืนเสื่อ  ชาวบ้านนิยมใช้กกกลม  กกที่มีลำต้นกลมๆ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า  ไหล2.  ฟืม  คือ  เครื่องสำหรับทอเสื่อ  มีลักษณะเป็นท่อนไม้มีรูห่างกันประมาณ 1 นิ้ว  สำหรับสอดเชือกไนลอน  จะกระทบเชือกไนลอนและกกให้ประสานกัน3.  โฮง  คือ  โครงไม้เครื่องทอ  ทำด้วยไม้แก่นเนื้อแข็ง  เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  กว้างประมาณ 2 เมตร  ยาวประมาณ  2.5  เมตร  ใช้สำหรับขึงเชือกไนลอนในการทอเสื่อ4.  เอ็น  คือ  เชือกที่ใช้ขึงฟืมกับโฮง  ใช้สอดไปตามช่องว่างระหว่างเชือกไนลอน  โดยแนบส่วนหัวของเส้นกกกับไม้สอด5.  ไม้สอด  คือ  ไม้ที่ทำจากไม้ไผ่  มีลักษณะแบนๆ ใช้สอดไปตามช่องว่างระหว่างเชือกไนลอน  โดยแนบส่วนหัวของเส้นกกกับไม้สอด6.  เทียนไข  คือ  เทียนไขที่เป็นแท่งนำมาถูกับเชือกไนลอนที่ขึงระหว่างการทอ  เพื่อช่วยให้การกระทบฟืมมีความลื่นยิ่งขึ้น7.  ม้ารองนั่ง  คือ  เป็นท่อนไม้ไผ่ขนาดใหญ่ที่วางขวางกับโฮง  เพื่อเป็นที่รองนั่งสำหรับคนทอที่ทำการกระทบฟืม