การพูดคุย สื่อสาร ปลุกจิตสำนึกกันสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น

2 - 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้โอกาสพาคุณปู่คุณย่าของสามหนุ่มไปหาหมอต่างๆ หลายๆระบบ สิ่งที่ทำให้คิดจะเขียนถึงเรื่องนี้เกิดขึ้นและดับไปแล้ว แต่เพราะได้ยินเรื่องทำนองนี้อีกจากคนใกล้ๆตัว และเมื่อคืนวานก็มีอันต้องพาคุณย่าท่านไปหน่วยฉุกเฉิน เพราะอาการปวดแน่นในท้องจนนอนไม่ได้ และอ่านหนังสือ "The Other Side of Medicine" ของคุณหมอ Peter Tate ซึ่งท่านเป็นหมอ GP หรือ General Practice คือตรวจทั่วไปนั่นเอง ก็เกิดความคิดที่อยากจะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาอีก และ้คิดเปรียบเทียบกับงานห้องแล็บที่ทำอยู่ไปด้วย เพื่อเอาไว้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนพ้องชาว GotoKnow ที่รักน่ะค่ะ

รู้สึกเลยว่าการไปพบหมอของบ้านเรานั้น ต่างจากฝรั่ง (อย่างน้อยก็ที่เพิร์ธ) ตรงที่ เราจะตรงไปหาหมอที่เชี่ยวชาญด้านนั้นๆเลย ไม่ค่อยพบหมอ GP เสียก่อน และหมอบ้านเราทุกๆสาขาต่างก็ต้องทำงานหนักมาก ทำให้เกิดสิ่งที่น่าเสียดายก็คือ การรักษาพยาบาลก็จะเป็นแบบขาดจิตวิญญาณของคนกับคน หมอก็ตั้งใจจะรักษาอาการของคนไข้เฉพาะที่ เฉพาะส่วนเท่านั้น ถามแล้วก็ตรวจตามขั้นตอน ไม่มีเวลาจะมาซักถามที่มาที่ไปอันใด ทุกอย่างวัดออกมาเป็นตัวเลขรออยู่แล้วในแฟ้มหรือในจอคอมพิวเตอร์ พูดคุยกันได้ไม่กี่คำ คุณหมอก็ต้องหันไปตั้งหน้าตั้งตาจิ้มๆๆๆๆเขียนหลักฐานการพูดคุยไว้ในคอมฯ เรียกว่าเวลาเกินครึ่งของการรักษานั้น คุณหมอคุยกับจอคอมพิวเตอร์มากกว่ามองหน้าคนไข้เสียอีก จะมีก็คุณหมอตา คุณหมอฟัน ที่คนไข้จะได้มีโอกาสเห็นหน้าพูดคุยกันบ้าง 

นี่คือเรื่องจริงๆที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ๆทั่วทั้งเมืองไทย น่าดีใจแทนคนไข้ของโรงพยาบาลเล็กๆและคุณหมอในโรงพยาบาลเหล่านั้น ที่คงจะมีความสุขและสื่อสารถึงกันจากใจถึงใจมากกว่านี้มากมาย นึกไม่ออกเหมือนกันนะคะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ในขณะที่คุณหมอทั้งหลายของเราต้องรับมือกับคนไข้มากมายในแต่ละวันภายในเวลาอันจำกัด

เปรียบเทียบกับการทำงานในห้องแล็บของเราก็พบสภาวะเดียวกัน แต่โอกาสที่เราจะขาดความมีชีวิตจิตใจจะมีสูงกว่า เพราะสิ่งที่เราต้องทำคือหลอดเลือด ที่เหมือนๆกันไปหมดเป็นร้อยเป็นพัน ไม่มีหน้ามีตาบอกความแตกต่างอันใด จะเอาหลอดไหนไปสลับใส่หลอดไหน ก็ไม่มีเสียงบอกออกมาจากหลอดว่า ฉันไม่ใช่ชื่อนี้ ไม่ใช่เบอร์นั้น ยิ่งมีขั้นตอนการดูด การเติม การเปลี่ยนถ่ายจากหลอดหนึ่งไปสู่ sample cup หนึ่ง ไปสู่การลงสมุด ที่มีที่ให้เขียนชื่อ เขียน LabNo แต่ปริมาณงานมากมายเสียจน มีหลายๆคนไม่สามารถหรือไม่อยากจะเขียนชื่อเจ้าของ sample นั้นๆ สิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้เสมอว่าจะทำก็คือ อ่านและเขียนชื่อเจ้าของ sample นั้นๆ ทุกๆหลอด เพื่อเตือนตัวเองว่าแต่ละหลอด คือสิ่งที่มาจากคนที่เรารู้จักที่ชื่อนั้นๆ จะทำให้เราคิดถึงเจ้าของเลือดหลอดนั้นๆมากกว่าการเห็นหลอดเป็นแค่สิ่งของชิ้นหนึ่ง เวลาตรวจแล้วได้ผลก็อยากให้เป็นผลที่ถูกต้องรวดเร็ว แต่ในชีวิตจริงๆเวลาลงมือทำในปริมาณงานที่รับอยู่ทุกวันนี้ คือ 800 หลอดขึ้นไป ทำได้ยากมากค่ะ และไม่ตลอดเวลา นอกจากนั้น สัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับตัวเองแล้วออกผลผิดคนมาแล้วถึง 2 ราย แต่เนื่องจากเรามีระบบการตรวจสอบซ้ำ ทำให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ภายในวันนั้นๆเลย

บอกได้เลยว่า มนุษย์ปุถุชนคนธรรมดานั้น มีขอบเขตจำกัดเสมอ ไม่ว่าจะมีความตั้งใจดีขนาดไหนก็ตาม การสื่อสาร ย้ำเตือน ให้กำลังใจกันให้เสียสละและทำด้วยใจ จึงเป็นสิ่งที่ควรมีเสมอ อย่าปล่อยให้ปริมาณงานมาทำให้ความมีชีวิตจิตใจของเราน้อยลง จนกลายเป็นหุ่นยนต์กันไปเสียเลย