ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนตะวันออก หรือคนไทยเพราะเรื่องนี้คือวิถีชีวิตไม่ใช่เรื่องเสกสรรค์ ปั้นแต่งให้เป็นเพียง gimmick ในช่วงรณรงค์ เพียงแต่เราไม่ได้พูดถึงมาแค่40กว่าปีเท่านั้นเอง

ไอเดียเรื่องนี้มาจากการอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณวริศรา (ลี้ธีระกุล)มหากายี เจ้าของโรงแรมพระนครนอนเล่น ที่เข้าไปอ่านพบในบล็อคของ kati ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านในg2kนี่ล่ะค่ะ (ขอบคุณคุณkatiไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ) คุณโรสพูดถึงชีวิตที่ช้าลง(ไม่ได้แปลว่าเฉื่อย) ด้วยการกิน อยู่ ให้ช้าลง ซึ่งจะมีผลให้เราทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยลง   ทำให้ชวนคิดต่อไปว่า จริงๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นี่นา เพราะเป็นเรื่องที่พระพุทธองค์ทรงสอนมากว่า 2,500 ปี ว่าด้วยเรื่องการกิน อยู่ หลับ นอนอย่างมีสติและรู้เท่าทันตนเอง ซึ่งเป็นการฝึกฝนเคร่งครัดตนเองเบื้องต้น  อีกทั้งเป็นความรู้ที่คนไทยหรือคนตะวันออกมีอยู่ เนื่องจากเป็นวิถีปฏิบัติ  ภายใต้ความคิดความเชื่อที่ว่าการกระทำอะไรสักอย่างย่อมมีผลกระทบถึงจักรวาล (ดงแนวคิดของweb of life ของฟริตจ้อบ คาปร้า) มีผลทำให้คนสมัยก่อนจะทำอะไรต้องเงี่ยหูฟังธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อมก่อน (ไม่ใช่หักหาญน้ำใจสิ่งแวดล้อมเหมือนคนสมัยนี้) การใช้ชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายนั้น ถูกสอนว่า "มีโลกหน้า" เพราะฉะนั้นจะกินจะใช้ต้องมีสติ คิดถึงคนข้างหลังบ้าง เข้าป่า ไปเก็บเห็ด เก็บผัก ก็ต้องดูว่าอันไหนจะเป็นเชื้อต่อไปก็ต้องปล่อยไว้ให้มันแพร่พันธุ์ เก็บมาหมดคนอื่นจะเอาอะไรกิน จะล่าสัตว์ทีก็ไม่ใช่ว่าคิดจะเข้าไปป่าเมื่อไรก็เข้าได้ ต้องรวมกลุ่ม ต้องตกลงกันก่อนว่าจะจับตัวอะไร กี่ตัว จะเอามาใช้เพื่ออะไรบ้าง แบ่งกันกี่บ้าน ตกลงกันได้แล้วก็ต้องตั้งศาลบอกผีปู่ตา ผีป่าเขา ถึงตัวเองไม่ได้กินเนื้อสัตว์แต่ได้รับรู้เรื่องนี้จากงานเรื่อง "อาหารของชาวกะเลิง" ของอ.ยงยุทธ ตรีนุชกร แล้วทึ่งมาก โอ้โห เรานะ หิวเมื่อไร เข้าเซเว่น แบบถือเงิน100 เดินเข้าไป 5 นาทีก็หมดแล้ว ไม่เคยปรึกษาใครเลย(เพราะมีเงินเดือนกิน) พออิ่มก็เหลือแต่ขยะถุงเบ้อเริ่ม และที่เข้าไปในท้องก็ไม่ได้มีประโยชน์เลย แป้งกับน้ำตาลล้วนๆ ร่างกายเสียเวลาเผาผลาญเกือบวัน แต่ได้สารอาหารแบบไม่มีสาระเลย นี่แค่เรื่องกินนะ เรื่องใช้ชีวิตน่ะพูดกันอีกเป็นวันๆ ก็ไม่จบ

ช่วงนี้เลยสนใจว่า ทำยังไงชีวิตจะช้าลงได้นะ พอดีไปเจอหนังสือชื่อ "เจ็ดเดือนบรรลุธรรม" และ "ปาฏิหารย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ" อธิบายเรื่อง "การหายใจแบบง่ายๆ"  จริงๆ แล้วคิดว่าคนไทยสนใจเรื่องสมาธิอยู่แล้ว แต่หาที่ถูกกับจริตตัวเองไม่ค่อยเจอ แต่พอได้อ่าน 2 เล่มนี้ รู้สึกว่าตรงนะ เพราะไม่ต้องหลับตามาก แต่เป็นการตามรู้สภาวะในทุกขณะกิจกรรม ด้วยการตามรู้ลมหายใจ (ซึ่งมีระดับความเข้มข้นต่างกัน)

ตอนนี้ทำมาได้ระยะนึงแล้ว (ต้นปี) รู้เลยว่าการตามรู้ลมหายใจเป็นเรื่องยากจริงๆ เพราะบางทีนะมารู้ตัวอีกทีว่าหายใจเข้าหรือออก สิ้นหรือยาว มีความสุข ทุกข์หรือเฉยๆ นั้น ก็ปาเอาไปเกือยครึ่งวัน หรือที่ร้ายมากๆ ก็ไปนึกถามตัวเองเอาตอนสวดมนต์ก่อนนอนโน่น  แต่คิดว่าถ้าทำไปเรื่อยๆ แบบว่าไม่ตกล่วงจากทางนี้ ชีวิตคงช้าลงได้ดังใจ และเป็นอีกคนที่ทำให้โลกร้อนน้อยลง

เชิญชวนมาร่วมทางนะคะ