ตั้งแต่ผมเขียนเรื่อง “Best practice น่าจะเป็นอย่างไร”
ผมก็มาคิดต่อว่า แค่ Best practice นั้นพอกับการพัฒนาชีวิตของเราหรือไม่
และหลังจากคุยแบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณทวีสิน เมื่อวันก่อน หารือกันเรื่องนี้แล้ว
จึงได้ข้อสรุปว่า ต้องมีทั้งสองอย่าง
เพราะ เพียง Best practice นั้น จะทำให้เราหลงทางได้ง่ายมาก
เนื่องจากจะทำให้เราคิดว่าทำอย่างนั้นแหละ จะได้ผลดีแน่นอน
เช่น อาจมีคนหนึ่งตั้งตัวได้ เพราะ ไปซื้อลอตเตอรี่ ถูกรางวัลที่ ๑ ที่เป็นความจริงในชีวิตเขา
แต่ ถ้าเราพยายามจะทำตามล่ะ จะเป็นอย่างไร
โอกาสชีวิตผิดพลาดจะมีอยู่เท่าไหร่ ก็ไม่รู้ จะต้องเสียอะไรบ้าง ท่านลองคิดดูเองก็แล้วกัน
หรือจะมองในชีวิตจริงๆของคนในสังคมไทยก็ได้ครับ
ในทางกลับกัน ถ้าเราพยายามเข้าใจระบบของล๊อตเตอรี่
ว่าแท้จริงเป็นอย่างไรคนที่ประสพผลสำเร็จ (Best Practice) มีกี่คน คนล้มเหลวผิดพลาด (Worst practice) มีกี่คน
เราจะได้รู้ว่าเราควรทำอย่างนั้นหรือไม่
ดังนั้นผมจึงคิดว่า Best practice อาจเป็นเพียงแสงไฟนำทาง แต่ Worst practice เป็นบทเรียนที่สำคัญว่าอะไรที่เราไม่ควรทำ ที่ทำให้เราระวังตัว
เป็นรั้วล้อมป้องกันความผิดพลาดในชีวิตได้ดี
จึงเป็นที่มาของ ข้อสรุปว่า
ต้องมีทั้งสองอย่าง ชีวิตจึงจะสามารถพัฒนาได้ดี อยู่รอดปลอดภัย
แต่ถ้าให้เลือกเพียง ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว
Worst practice ดีกว่า Best practice ครับ
(ปลอดภัยไว้ก่อน)
หรือ ใครจะมองต่างมุมว่าอย่างไรครับ
เรียน ท่านอาจารย์ ดร.แสวง
เห็นรูปท่านใน Blog แล้ว ชิดซ้ายเลย Worst Practice นำมาคิดสร้างสรรค์ ได้ครับ
สวัสดีค่ะ
ความเห็นของดิฉัน ควร มีทั้ง 2 แบบค่ะ
Best Practice สำหรับเป็นการจุดประกาย เป็นกำลังใจ แต่Worst Practice เป็น ข้อควรระวังค่ะ และเป็นบทเรียน ว่าเราจะไม่เดินตามรอยนี้ค่ะ
อาจารย์ว่าจะต้องใช้กรณีที่แย่สุด (Worst practice)มาเพื่อใช้เรียนรู้เพื่อระแวดระวังตนเองเป็นบทเรียนสอนใจตนเองว่าจะต้องไม่ประมาททำผิดซ้ำอีก
ใช้กรณีความสำเร็จ (Best Practice) กระตุ้น ยั่วเย้า ให้เกิดความกระหาย ใคร่ทำ อยากทำอย่างเขาบ้าง
ผมว่ากรณีสำเร็จมั่งไม่สาเร็จมั่ง มันก็ต้องมี และคิดว่ามันมีเยอะด้วย จะบัญญัติศัพท์ภาษาอังกฤษว่าอะไรดีละครับ อาจารย์ช่วยบัญญัติที ผมว่ากรณีแบบนี้ก็ใช้เรียนรู้ได้เหมือนกันนะครับ อยู่ที่ว่าเราจะเรียนรู้มันในมุมไหน ต้องมีให้เรียนรู้ได้อย่างแน่นอน ตาถึงหรือเปล่า มองหาสิ่งที่ใช้เรียนรู้ได้ไม๊ ไอ้แบบครึ่งๆกลางๆแบบนี้มันคือคนส่วนใหญ่นะครับ...ให้เขาได้เกาะกลุ่มเรียนรู้จากสิ่งที่ทำได้ครึ่งๆกลางๆใกล้เคียงกันอย่างนี้ ไม่ต่างระดับกันจนเกินไปอย่างนี้....มันจะสนุกสนานในการเรียนรู้....ไม่หดหู่และท้อแท้ได้นะครับ ผมมองว่าเรียนรู้จากทุกกรณีไม่ว่าแย่สุด ดีสุด และครึ่งๆกลางๆเป็นสไตล์ KM ธรรมชาติครับ เรียนรู้จากสรรพสิ่งรอบตัว แล้วแต่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย
เรียกว่ากันเหนียวทุกทางครับ
ร่วมสนุกกับอาจารย์ครับ
เรียน
และ
ในชีวิตผม ผมมีและใช้ Worst practice มากกว่า Best practice ครับ
เวลามีใครเน้นเรื่อง Best practice นั้น ทำให้ผมค่อนข้างจะเป็นกังวลว่า จะหลงไปกับความสำเร็จของคนอื่นไป ทำให้ลืมระวังข้อด้อย และโอกาสผิดพลาด จากสถานการณ์ และทรัพยากรที่ต่างออกไป
แต่ถ้าเราใช้ อย่างผสมผสานกัน เราจะระมัดระวังมากขึ้นครับ
พอ
มาขอให้ผมช่วยกำหนดคำที่อยู่ระหว่างกลาง ทำให้เพิ่งคิดว่า คำที่เขาใช้ และผมใช้ทั้งสองคำนั้น ดูจะสุดขั้วเกินไป
แต่ใจจริงผมกำลังพูดถึงข้อดีที่สำเร็จ และข้อด้อยที่ทำให้ไม่สำเร็จมากกว่าการพูดถึงอะไรที่สุดขั้วครับ
ถ้าจะให้พูดคำกลางๆ ก็คงเป็น Lesson learnt ประมาณนั้นครับ
ที่
ก็มาหนุนว่า นำไปสร้างสรรค์ได้ทั้งสองแบบครับ
ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ