วันที่ ๑๖ ต.ค. ๕๐ ประชาคมมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ฟังเรื่องนี้จาก ดร.กฤษณะพงศ์   กีรติกร  อดีตเลขาธิการ สกอ. ที่ได้รับแต่งตั้งเข้าไปดำรงตำแหน่งไม่ถึงปี     เพื่อไปทำงานนี้โดยเฉพาะ    และได้ผลออกมาเป็นกรอบของแผน  ยังไม่ใช่แผนที่มีรายละเอียด    แต่ก็เป็นกรอบที่น่าชื่นชมมากในสายตาของผม    เพราะมันจะปูพื้นฐานไปสู่การปฏิรูปอุดมศึกษาทีเดียว

          เป็นแผนอุดมศึกษาที่วางกรอบจากสภาพสังคมโลก และสภาพสังคมไทย     มีการวิเคราะห์สภาพความเป็นจริงอย่างครอบคลุมมาก    โดยมองภาพอนาคตที่เป็นภาพใหญ่ ๗ ด้าน คือ (๑) การเปลี่ยนแปลงประชากร  (๒) พลังงานและสิ่งแวดล้อม  (๓) การมีงานทำและตลาดแรงงาน  (๔) การกระจายอำนาจการปกครอง  (๕) ความรุนแรงและการจัดการความขัดแย้ง  (๖) เยาวชนและบัณฑิตในอนาคต  (๗) เศรษฐกิจพอเพียง       ในอาเซียน ๕๐% ของคน พูดภาษา Bahasa     คำถามคือ ความจริงข้อนี้จะนำมาใช้พัฒนาอุดมศึกษาไทยอย่างไร

 

          คำแนะนำต่อมหาวิทยาลัยมีมากมาย    ส่วนที่เป็นหัวใจ ที่ผมจับได้ คือ
               ๑. ไม่ขยายตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด     อุดมศึกษาเข้าสู่ยุคคุณภาพ หมดยุคขยายตัว     (ดร.กฤษณพงศ์ เล่าว่า ในช่วง ๙ – ๑๐ เดือนที่ท่านดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ สกอ.  มีสถาบันอุดมศึกษาเกิดใหม่ทุกๆ ๖ สัปดาห์) 
               ๒. มหาวิทยาลัยต้องทำงานกับ real sector
               ๓. Look Asian, Look East ให้มากขึ้น  
               ๔. การดูแล mobility ของประชากร    โดยเฉพาะประชากรที่เคลื่อนย้ายออกจากภาคเกษตร
               ๕. การมีบทบาทส่งเสริมการกระจายอำนาจการปกครอง    การทำงานร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  
               ๖. บทบาทในการสร้างสังคมพหุลักษณ์ พหุวัฒนธรรม
               ๗. ทำความเข้าใจ “การเรียนรู้” หรือทักษะ แบบใหม่ ที่ นศ. ต้องการ    ที่สังคมต้องการ    ไม่ใช่การเรียนรู้แบบเดิมๆ   
               ๘. การจัดการเรียนรู้แบบไม่ใช่ class room – based
               ๙. บทบาท talent management ของประเทศ     มองที่เด็ก talented และ gifted รวมประมาณ ๑๐% ของรุ่น   เพื่อให้มาทำหน้าที่ “หัวรถจักร” ของประเทศ
               ๑๐. จัดนวัตกรรมหลักสูตรการเรียนรู้  ให้เป็นนายของเวลา     ไม่เอาเวลาเป็นนายอย่างในปัจจุบัน     เปลี่ยนจาก ๔ – year college  ไปเป็น ๔๐ – year college   
               ๑๑. ต้องมีระบบ/กลไก พัฒนากรรมการสภามหาวิทยาลัย    ในทำนองเดียวกันกับการพัฒนา directors ของตลาดหลักทรัพย์    (แต่เรามักพูดกันว่า มหาวิทยาลัยไม่ต้องการ directors  เราต้องการ connectors และ protectors)     ผมตั้งใจไว้ว่า จะหาทางเข้าไปสร้างระบบนี้
               ๑๒. การพัฒนาขีดความสามารถ / ทักษะ ของมหาวิทยาลัย ในการทำงานร่วมกับภาคีที่หลากหลาย     รวมทั้งการรวมกลุ่มความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย เป็นเครือข่ายอุดมศึกษา     นี่ก็เป็นงานในฝันของผมเหมือนกัน     ที่ผมจะหาทางเข้าไปมีส่วน “ทำแบบไม่ทำ”
               ๑๓. ควรมีการจัดระบบพัฒนาอาจารย์อุดมศึกษา     ที่เป็น Comprehensive Systems     ครอบคลุมทุกทักษะ  ทุกช่วงอายุงาน     จัดระบบ mentor ขึ้นแทนระบบ pecking
               ๑๔. การพัฒนา “โครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้” ของประเทศ     ใช้วิธีคิดวิธีทำแนวใหม่            

          ท่านบรรยายลึกซึ้ง ครอบคลุม กว้างขวาง     ผมไม่ได้พยายามจดสิ่งที่ท่านพูด     แต่จดสิ่งที่ใจผมพูด     สมาชิกของมหาวิทยาลัยต่างๆ ควรได้ฟังวิดีทัศน์บันทึกการบรรยายนี้     ที่ทางมหาวิทยาลัยมหิดลบันทึกไว้ 

          ท่านตอบคำถามการบริหารการเปลี่ยนแปลง  ว่าต้องบริหาร head กับ heart    ต้องหมั่นคุยกัน    เน้นการ communicate กัน    และต้องตั้งคำถามในสิ่งที่สูงกว่าตัวเราเสมอ     คือต้องเอามหาวิทยาลัยเป็นตัวตั้ง ไม่เอาตัวเราเองเป็นตัวตั้ง     ผู้บริหารต้องเป็น great storyteller     เล่าความฝัน  เล่าเรื่องความสำเร็จ     จัดประชุมระดมความคิดทุกๆ ๒ เดือน  คน ๑๐๐ คน ที่ทำหน้าที่ change agent     ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยแบ่งเวลาเป็นครึ่งครึ่ง     ครึ่งหนึ่งพูดกันเรื่องภาพใหญ่ ภาพอนาคต     พูดเรื่องงานประจำเพียง ๕๐% ของเวลา      สภามหาวิทยาลัยประชุมแบบ retreat ทุกๆ ๖ เดือน     ในการประชุมนี้ห้ามพูดปัญหา  ต้องพูดความฝัน และจินตนาการ   

วิจารณ์ พานิช
๑๖ ต.ค. ๕๐