บันทึกนี้ได้มาจากการฝึกนักกิจกรรมบำบัดรุ่นน้องให้รู้จักวิเคราะห์เหตุผลทางคลินิกแล้วเรียบเรียงความคิดในการพูดก่อนที่จะเขียนอย่างมีเหตุผล...ผมจึงขอคัดลอกเนื้อหาที่น้องท่านหนึ่งเขียนมาให้ผมลงบันทึกนี้...เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะทางคลินิกของนักกิจกรรมบำบัดไทยทุกท่านครับ

กรณีศึกษาของนักกิจกรรมบำบัดทศพล ภูรัดสาย

กระผมได้มีโอกาสฝึกเด็กออทิสติกหนึ่งที่มีปัญหาด้วยอาการไม่พูด เปล่งเสียงได้แต่ไม่ปกติ จากการตรวจประเมินให้ทำกิจกรรม sensory integration (SI) ด้วยการทำเป็น station คือ มีการกระโดดข้ามห่วงยาง ปีนขึ้นโต๊ะ กระโดดลงห่วงยาง และกลิ้งบนพรม โดยให้เด็กทำเอง ผู้บำบัดคอยกระตุ้น

จากการ observe เด็กทำกิจกรรมได้ระยะเวลาหนึ่งแล้วหันเหความสนใจ โดยไม่ทำกิจกรรมต่อ ออกจากกิจกรรม แล้วกระตุ้นตัวเองโดยการกระโดดถี่ๆหลายๆครั้ง ผมจึงสันนิษฐานว่า เด็กน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับ sensory modulation มากกว่า SI โดยเฉพาะ vestibular ในแบบต่างๆ เช่น vertical โดยการให้กระโดด horizontal นั่งบน sketeboard และผู้บำบัดผลัก ผมสังเกตว่าเด็กสามารถทรงตัวได้และทำกิจกรรมได้ จึงลองให้แบบ rotation โดยการนั่งบนเก้าอี้หมุน โดยหมุนทีละ 5 รอบแล้วหยุด สังเกตเห็นว่า เด็กมีอาการตื้นเต้นและส่งเสียงมากขึ้น ผมจึงคิดว่าน่าจะให้ auditory sense ไปพร้อมด้วย เนื่องจาก auditory และ vestibular สัมพันธ์กันและเกี่ยวข้องกับการพูด จึงเปิดเพลงให้ฟังและพูดข้างหูเด็ก เช่น เรียกชื่อเด็ก ผลคือเด็กมีการเปล่งเสียงเลียนแบบออกมาคล้ายๆ กับเสียงตัวอย่าง

จากการสังเกตอีกสักระยะ เด็กมีพฤติกรรมหลับตาซ้ำๆ จึงสันนิษฐานว่าต้องยับยั้งที่ตาเพื่อให้สมองสั่งการที่ปากให้เกิดการพูดได้เต็มที่ จากการทดสอบโดยใช้ไฟกระพริบแสงไฟสีขาว ปรากฎว่าเด็กตอบสนองมองไฟสีขาวดีกว่าไฟกระพริบ และพฤติกรรมหลับตาลดลงเมื่อกระตุ้นไฟฉาย

จากกรณีดังกล่าวผมจึงได้ข้อคิดว่า เมื่อเราพิจารณาถึงปัญหาของผู้ป่วยแต่ละรายถึงสาเหตุได้อย่างถูกต้อง เราจะได้หาวิธีการรักษาได้อย่างถูกทาง และผลประโยชน์ก็จะเกิดกับผู้ป่วยได้เต็มที่

+++++++++++++ดอกเตอร์ป๊อป คิดว่า กรณีวิเคราะห์ทางกิจกรรมบำบัดข้างต้น น่าจะทำให้นักกิจกรรมบำบัดท่านอื่นๆ หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่รักษาเด็กออทิสติกอยู่ ได้ใช้เป็นกรณีศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยทักษะการให้เหตุผลทางคลินิก โดยบันทึกความคิดเห็นต่อข้างล่างครับ ++++++++++++++++++++++++++++++++++