“ผู้คน” นั้นยังมิใช่ “ผู้ตาย” และยังประมาทอยู่ใน “ความตาย” อยู่เป็นนิจ”

ในระหว่างการเดินทางจากอำเภอวังน้ำเขียวสู่จังหวัดอุบลราชธานี.... ก็ได้รับทราบข่าวที่ค่อนข้างจะหวั่นวิตกว่า คืนนี้เราจะต้องพักจำวัตรกันที่ “ป่าช้า”

 

อื่ม... อื่ม...

อื่ม... “ป่าช้า” เกินที่จะบรรยาย

อื่ม... ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว

เมื่อเดินทางมาถึงทั้งคณะก็รีบเดินดิ่งบนกลดและถุงบาตรมุ่งตรงสู่ป่าช้ากันอย่างเป็นอัตโนมัติ เหมือนกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา
สถานที่พักจำวัตรคืนนี้เป็นศาลาพักศพก่อนขึ้นเชิงตะกอนซึ่งอยู่ข้างเมรุ


แวดล้อมด้วยความสงบสงัดของต้นไม้น้อยใหญ่ ซึ่งเราสมมติเรียกกันว่า “ป่าช้าจุดสุดท้ายของหลาย ๆ ชีวิต และ "ทุกชีวิต"


กิจแรกเมื่อเดินทางมาถึงคือการทำความสะอาดศาลา จัดที่จัดทางแล้วก็หามุมอันสงัดวิเวก และพยายามให้มีครูบาอาจารย์รายล้อมหน่อย (ปลอดภัยจากแขกมิได้รับเชิญที่อาจจะเดินทางเข้ามาเยี่ยมเยียน)


จากนั้นมองหาเสาเหมาะ ๆ สักสองต้น ขึงเชือก แขวนกลด ปูผ้าก็เป็นอันได้ที่พักจำวันและปฏิบัติกิจสวดมนต์ภาวนาในคืนนี้


อื่ม... สงบ วิเวก สงัดจริง ๆ ปลอดจากการเบียดเบียนของ “ผู้คน” เพราะ “ผู้คน” คงจะไม่อยากย่างกลายเข้ามาในสถานที่แห่งนี้สักเท่าไหร่ เพราะ “ผู้คน” นั้นยังมิใช่ “ผู้ตาย” และยังประมาทอยู่ใน “ความตาย” อยู่เป็นนิจ”

ชีวิตเราสักวันหนึ่งก็จะต้องมานอนพักกายสังขารอยู่ตรงนี้


ชีวิตเราสักวันหนึ่งก็จะต้องมาสลายร่างกายกลายเป็นธาตุดินอยู่ในสถานที่แห่งนี้


จุดสุดท้ายของชีวิตถึงอย่างไรเราก็ต้องมาพบเจอสถานที่แห่งนี้....

แล้วเรามัวแต่จะกลัวอยู่ใย 


๑๖ มีนาคม ๒๕๕๐
อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี