ดิน ปุ๋ย ข้าว กัลยาณมิตรแห่งการเรียนรู้

หากเราชาวนานักเรียนรู้ทั้งหลาย ได้เคยหมั่นเฝ้าสังเกตุสภาพของดินในแปลงต่างๆ ของเราแล้ว จะพบว่า ล้วนมีความแตกต่างกันไป  สิ่งที่นำมาสู่ความแตกต่างมีหลากหลายปัจจัย  แต่สิ่งที่นักเรียนชาวนาควรจะต้องสังเกตุและเรียนรู้คือ  การเชื่อมโยงระหว่างเรื่องของดิน  การใส่ปุ๋ยให้กับต้นข้าว  และการเจริญเติบโตของต้นข้าว  เพราะต้นข้าวอาศัยดินในการเจริญเติบโต  และอาศัยปุ๋ยในการเจริญเติบโตเช่นกัน 

            เคยฉุกใจคิดกันบ้างหรือไม่  ว่าดินอย่างไรต้นข้าวจึงจะเจริญเติบโตได้ดี  และจะใส่ปุ๋ยอะไรลงไปในดินเพื่อให้รากของต้นข้าวดูดธาตุอาหารแล้วเจริญเติบโตได้ดี  เรื่องราวของดิน  ปุ๋ย  และต้นข้าว  จึงเป็นสิ่งที่น่าท้าทายการเรียนรู้ของทั้งคุณกิจและคุณอำนวยเป็นอย่างยิ่ง

คุณกิจกับคุณอำนวยจึงลงไปในนาข้าว  เพื่อสุ่มเก็บตัวอย่างต้นข้าวจากแปลงนาต่างๆมาทำการศึกษาเปรียบเทียบ  ดูการเจริญเติบโตของต้นข้าว  เมื่อเก็บตัวอย่างต้นข้าวมาหลายกรณี  ก็พบว่าแต่ละต้นจากแต่ละนาตามแต่ละกรณีมีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกันไป  อย่างเช่น  บางต้นรากยาวมากและรากมีสีขาว  แต่บางต้นก็มีรากเป็นสีน้ำตาล  บางต้นรากสั้น  ทว่ามีจำนวนรากมากเกาะกลุ่มตามบริเวณโคนต้น  นั่นเป็นผลมาจากลักษณะดินในแปลงนาที่ไม่เหมือนกัน  และเป็นผลมาจากการใส่ปุ๋ยแต่ละอย่างลงไปในดินด้วย  

จากการสุ่มเก็บตัวอย่างต้นข้าวในแปลงนาของนักเรียนชาวนาจากหลายพื้นที่  ในเบื้องต้นนั้น  พบว่า  รากของต้นข้าวมีลักษณะการหาอาหารเลี้ยงต้นแตกต่างกัน  4  กรณี  ได้แก่

             -  กรณีของต้นข้าวที่เจริญเติบโตในดินที่ผ่านการเผาฟางมาก่อน 

             -  กรณีของต้นข้าวที่เจริญเติบโตในดินที่ใส่ปุ๋ยเคมี

             -  กรณีของต้นข้าวที่เจริญเติบโตในดินที่ใส่ปุ๋ยชีวภาพ

             -  กรณีของต้นข้าวที่เจริญเติบโตในดินที่ใส่ปุ๋ยชีวภาพร่วมกับจุลินทรีย์

ทั้ง  4  กรณี  ทำให้ทราบว่าการกระจายตัวของรากในการหาอาหารแตกต่างกัน  โดยที่ในกรณีของต้นข้าวที่เจริญเติบโตในดินที่ผ่านการเผาฟางมาก่อน  และในกรณีของต้นข้าวที่เจริญเติบโตในดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีนั้น  รากจะแผ่ตัวกระจายไปตามผิวดินและรากจะสั้น  ทั้งนี้เพราะรากพยายามดูดธาตุอาหารที่มีอยู่บริเวณผิวดิน  ส่วนในกรณีของต้นข้าวที่เจริญเติบโตในดินที่ใส่ปุ๋ยชีวภาพ  และในดินที่ใส่ปุ๋ยชีวภาพร่วมกับจุลินทรีย์  รากจะยาว  รากแทงลงไปในดิน  เพราะรากพยายามดูดธาตุอาหารที่มีอยู่ในดิน

สำหรับในกรณีนี้  ได้นำตัวอย่างข้าวเบาหรือข้าวที่มีอายุ  3  เดือน  มาศึกษาเรียนรู้ดูการเจริญเติบโตของต้นข้าวในแต่ละช่วงอายุ  ทั้งคุณกิจและคุณอำนวยได้เฝ้าจับตาดูการเจริญเติบโตของ     ต้นข้าวทุกสัปดาห์

             ต้นข้าวในช่วงแรกถือเป็นระยะต้นกล้า  อายุประมาณ  14  วัน  จากนั้นต้นข้าวจึงเริ่มแตกกอ  หรือช่วงที่ต้นข้าวมีอายุกว่า  20  วัน  เมื่อต้นข้าวอายุกว่า  40  วัน  จะเป็นระยะย่างปล้อง  จนถึงช่วงอายุประมาณ  50 – 60  วัน  ข้าวจะอยู่ในระยะตั้งท้อง  และจะเข้าสู่ระยะแทงช่อดอก  เมื่อต้นข้าวอายุได้ประมาณ  70  วัน  จนเข้าสู่ระยะออกดอกในช่วงเวลาถัดมา  ซึ่งต้นข้าวจะอายุได้ประมาณ  70  กว่าวัน  และต้นข้าวอายุได้ประมาณ  80  กว่าวัน  จะอยู่ในระยะน้ำนม  แล้วต้นข้าวเข้าสู่ระยะเริ่มแข็ง  (เมล็ดข้าว)  ต้นข้าวจะอายุถึง  90  กว่าวัน  จวบจนต้นข้าวอายุกว่า  90  วัน  ถึง  100  วันกว่า จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

รากของต้นข้าวบอกอะไรแก่นักเรียนชาวนาบ้าง  ผลจากการหาอาหารของรากต้นข้าว  ทำให้นักเรียนชาวนาได้เรียนรู้อย่างเชื่อมโยงระหว่างดิน  ปุ๋ย  และต้นข้าว  โดยเฉพาะรากของต้นข้าว  ทำให้ต้องกลับมาคิดกันว่า  หากนักเรียนชาวนาต้องการได้ผลผลิตข้าวจะต้องดูแลรักษาต้นข้าวอย่างไร  การดูแลต้นข้าวอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ  จะต้องดูแลรักษาสภาพของดินด้วย  ถ้าดินดี  ข้าวก็ต้องดี  จนต้องมาคิดถึงเรื่องปุ๋ยที่จะใส่ลงไปในดิน  เพื่อให้ทั้งต้นข้าวและดินมีชีวิต  ซึ่งจะส่งผลต่อนักเรียนชาวนา  คุณกิจผู้คลุกคลีอยู่กับดินกับข้าว  ให้ได้มีสุขภาวะ  กาย  ใจ  สังคม  สิ่งแวดล้อม  ครบพร้อม  4  ประการ 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มูลนิธิข้าวขวัญ (KhaoKwan Foundation)

คำสำคัญ (Tags)#uncategorized

หมายเลขบันทึก: 13896, เขียน: 31 Jan 2006 @ 08:04 (), แก้ไข: 23 Jun 2012 @ 14:00 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 3, อ่าน: คลิก


ความเห็น (3)

นคร
IP: xxx.246.163.5
เขียนเมื่อ 

อ่านดูแล้ว ผมรู้สึกได้ทันทีครับว่า ผมเห็นพลังแห่งความรักของแม่ธรณีเลยครับ เพราะจะสังเกตจากสิ่งที่พี่ชมพู่เล่ามาได้ว่า

            "ถ้าเราเลี้ยงแม่ธรณีเป็นอย่างดี แม่ธรณีก็จะเลี้ยงแม่โพสพให้กับเรา"

    อธิบายอย่างแกมวิทยาศาสตร์ก็คือ ถ้าทำให้แม่ธรณีปวดแสบปวดร้อนโดยการเผาฟางด้วยไฟที่แผดเผาร้อนแรง หรือ ใส่ปุ๋ยเคมีที่ปวดแสบปวดร้อนผิวกายและภายในร่างกาย(ขอให้นึกตามนะครับ เราจับปุ๋ยเคมีเฉยๆ ยังเย็นวาบๆเลย บางชนิดก็แสบอีกตะหาก) ก็จะทำให้แม่ธรณีอ่อนแอและตายในที่สุด(เพราะจุลินทรีย์ที่ดี เป็นมิตร พึ่งพาอาศัยอยู่อย่างเกื้อกูลกับต้นข้าว หรือ แม่โพสพก็จะตายหมด) แต่การทะนุถนอมโดยการให้อาหารกับแม่ธรณี โดยการใส่อินทรียวัตถุและปุ๋ยชีวภาพนั้นเป็นการให้พลังและชีวิตแก่แม่ธรณี ยิ่งถ้าใส่จุลินทรีย์แล้วละก็ยิ่งดีขึ้นอีก เพราะผมเคยดู สารคดีเรื่อง ชีวิตในดิน ของ ประเทศญี่ปุ่น ที่มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติที่ อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธรได้นำมาเผยแพร่นั้น

     พบว่า บริเวณรอบ ๆรากของพืช(หรือ Rhizopheres) นั้นมีชีวิตเล็กๆอย่างจุลินทรีย์ อยู่มากมายที่ช่วยนำร่องให้กับรากพืชได้ชอนไชลงไปโดยการกินดินและอินทรียวัตถุต่างๆก่อนให้ยุ่ย แล้วปล่อยออกมาเป็นสารอาหารให้รากได้ดูดซึม แพร่เข้าไป และ แลกเปลี่ยนสารผ่านเนื้อเยื่อของรากเข้าไป   ตรงนี้จึงเป็นพลังความรักที่พระแม่ธรณีหรือดินที่มีชีวิต(มีจุลินทรีย์)มอบให้กับแม่โพสพหรือต้นข้าวได้เจริญเติบโตเติบใหญ่ ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่เป็นอาหารหรือโอชะของเทพยดาอย่างแม่โพสพที่ชาวนาได้ใส่ลงไปนั่นเอง    (ตามความเชื่อว่าเทวดาทั้งหลายจะโปรดปรานโอชะหรือง้วนดิน บนโลกมากบางองค์ที่ไม่สามารถละ รสชาดของง้วนดินได้ ก็กลายเป็นมนุษย์บนโลก ตรงนี้เองที่ผมคิดว่า มนุษย์เราจึงสามารถเข้าใจเองได้ว่า เทวดาชอบอะไร รวมถึงแม่ธรณีด้วย)

               สังเกตเห็นอะไรอย่างหนึ่งไหมครับว่า ชุดความเชื่อ หรือ ความรู้ที่เรียกว่า ภูมิปัญญาโบราณของคนไทย     ได้ตรงกับสิ่งวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นคว้าและแสดงออกมา   จึงเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า แม่ธรณีมีอยู่จริง และ ความเชื่อต่อเรื่องดังกล่าวเป็นจริงอย่างไม่มีข้อกังขา 

            ขอสนับสนุน มขข. ต่อไปครับที่ได้ช่วยให้สังคมได้รับความรักและความรู้จากผืนแผ่นดิน ข้าวและชาวนา 

                                               แลกเปลี่ยนจากใจ

     ด้วยความเคารพนับถือในสิ่งที่พวกท่านได้ทำเพื่อสังคมครับ

ต้นข้าว
IP: xxx.113.41.132
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณสำหรับคุณนครค่ะ ที่ยังคงเฝ้าติดตามและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อย่างที่ได้เคยกล่าวไว้ค่ะ ว่า ถ้าเราจะเดินทางสายนี้ สายเกษตรที่ลงลึกถึงจิตวิญญาณของชาวนา มันต้องเริ่มจากดึงชุดความเชื่อของตนเองมาให้ได้ มีความเชื่อมั่นเป็นพื้นฐาน ถ้าชาวนาไม่เชื่อว่า ดิน น้ำ หรือ ต้นข้าว เปรียบประดุจแม่ กระบวนการผลิตก็จะเป็นในลักษณะของการขาดซึ่งความเคารพนบนอบ คิดดูสิคะ ถ้าคนทำ ทำด้วยจิตใจไร้ซึ่งความเมตตาต่อสรรพสิ่ง ผลตอบแทนที่ได้ ก็จะออกมาในรูปของสิ่งที่มีเพียงร่าง แต่ไร้วิญญาณ ไร้พลัง ขอบคุณมากค่ะ สำหรับคนรุ่นใหม่เช่นคุณนคร ถ้าเด็กยุคใหม่ ให้ความสนใจเรื่องราวเกษตรในมุมของมิติเชิงวัฒนธรรม ก็คงจะเป็นพลังสำคัญในการเผยแพร่สืบสานต่อไป

จรัณธร
IP: xxx.97.66.55
เขียนเมื่อ 

ผมขอบคุณคุณต้นข้าวและคุณนคร ที่ได้แบ่งปันความรู้ดีๆ เหล่านี้ให้แก่กันครับ  สิ่งที่กล่าวมาทำให้ผมสำนึกได้ว่า ดินเองนั้นก็มีชีวิตเช่นกัน  โดยเฉพาะที่คุณนครกล่าวไว้ พืชและสิ่งมีชีวิตในดิน มีการพึงพิงอาศัยกันละกัน ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์และตอบแทนกัน 

ผมเคยได้ยินหลายคนพูดเช่นกันครับว่า "The soil is the common mother of all things" 

วิธีการเรียนรู้ของกลุ่มนักเรียนชาวนาและมูลนิธิฯ เป็นสิ่งที่ผมทึ่งและชื่นชมมากครับ  

เกษตรกรหรือคนทั่วไป สามารถที่จะเรียนรู้ ฝึกการสังเกตและวิเคราะห์ หลังจากนั้นก็สังเคราะห์สรุปผลออกมา ได้ด้วยกระบวนการที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมากมายเหมือนกับการศึกษาวิจัยโดยนักวิชาการ  

ในอนาคตผมคงยินดีที่ได้พบว่า เกษตรกรกลุ่มต่างๆ  ก็มีการเรียนรู้ในลักษณะนี้เช่นกัน