แปลกแต่จริง ผมโดนวางตัวให้เป็นกรรมการสรรหาคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย    ผมพยายามดิ้นเท่าไรก็ไม่หลุด    คนที่ทำงานมาอย่างผมจะไปรู้จักนักกฎหมายได้อย่างไร

              เข้าใจว่าผมได้รับความไว้วางใจในฐานะคนตรงไปตรงมา  และท่านรองนายก ไพบูลย์ บอกว่าคณะกรรมการสรรหาเน้นทำงานเป็นองค์คณะ คือคล้ายวงออร์เคสตร้า    และเขาอยากให้ผมเพิ่มคุณค่าแก่คณะกรรมการด้านทักษะการคิดกระบวนระบบ (Systems Thinking)

               ผมจึงพลิกวิกฤตเป็นโอกาส    ถือโอกาสเรียนรู้เสียเลย    บทเรียนแรกก็คือ ผู้เกี่ยวข้องกับวิชาการด้านกฎหมายมีหลายกลุ่ม และที่ผ่านมาไม่มีกลไกเชื่อมโยงระหว่างกลุ่ม ได้แก่
    • รัฐสภา ผู้ออกกฎหมาย
    • ศาล ผู้ใช้กฎหมาย
    • กฤษฎีกา
    • อาจารย์วิชากฎหมาย
    • ที่ปรึกษาหรือผู้ทำงานด้านกฎหมาย
    • ประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย

                ผมได้เรียนรู้ว่า การดำเนินการทางการเมืองต้องมีขั้นตอนมาก    เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน

                เริ่มจาก รธน. ๒๕๕๐ มาตรา ๘๑ (๓) และมาตรา ๓๐๘ กำหนดให้ต้องมีสำนักงานปฏิรูปกฎหมายภายใน ๑ ปีนับแต่วันประกาศใช้ รธน.   โดยที่ในช่วง ๑ ปีต้องมีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ทำหน้าที่ "ศึกษาและเสนอแนะการจัดทำกฎหมายที่จำเป็นต้องตราขึ้นเพื่ออนุวัติการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และให้คณะกรรมการดังกล่าวจัดทำกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย..."

                 ครม. เริ่มงานนี้โดยมอบรองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธานคณะทำงาน ร่วมกับ รมว. ยุติธรรม  รมต. ประจำสำนักนายก รมต. (รศ. ดร. ธีรภัทร เสรีรังสรรค์)    เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา  และเลขาธิการ ครม. เพื่อเสนอแนวทางดำเนินการและกรอบเวลาการดำเนินการตาม รธน. ดังกล่าว

                 คณะทำงานชุดนี้เสนอให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และทำให้ผมโดนเชิญเข้าไปเป็นคณะกรรมการสรรหา

                 คณะกรรมการสรรหาฯ จะได้รับการแต่งตั้งโดย ครม. ในวันที่ ๙ ต.ค. ๕๐  แต่ด้วยเงื่อนเวลาที่รอช้าไม่ได้ จึงมีการประชุมหารือกันล่วงหน้าเมื่อวันที่ ๓ ต.ค. ๕๐

                 ผมจึงได้เรียนรู้บรรยากาศของการประชุมที่มีนักกฎหมายเป็นองค์ประชุมหลัก

               เอาเข้าจริงผมก็ได้ทำประโยชน์ในที่ประชุมบ้างเหมือนกัน   คือได้ชี้ประเด็น ๒ ข้อ
1. รธน. มาตรา ๓๐๘ ระบุให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ทำหน้าที่ ๒ อย่าง คือ (๑)   ศึกษาและเสนอแนะการจัดทำกฎหมายที่จำเป็น  (๒) จัดทำกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย  
             ผมได้เสนอต่อที่ประชุม ว่า หน้าที่ข้อ ๒ สำคัญกว่าข้อ ๑
2. องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ที่จะจัดตั้งขึ้น ต้องไม่ทำงานแบบเน้นการทำเอง ต้องเน้นทำหน้าที่สนับสนุนและประสานงานให้มีการทำงานวิชาการ งานวิจัย เพื่อการปฏิรูปกฎหมาย   ถ้าหน่วยงานนี้เน้นทำงานเอง ผมรับรองได้เลยว่าจะทำงานพัฒนาระบบกฎหมาย หรือปฏิรูปกฎหมาย ไม่สำเร็จ

            คณะกรรมการสรรหาจะประกอบด้วยคนจากภาครัฐ ๕ คน คือ (๑) รองนายกไพบูลย์ (ประธาน)  (๒) รมต. ธีรภัทร์  (๓) ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม  (๔) คุณโฉมศรี อารยะศิริ รองเลขาธิการ ครม.  (๕) ดร. สงขลา วิชัยขัทคะ สนง. คณะกรรมการกฤษฎีกา

            และกรรมการจากนอกภาครัฐ ๕ คน คือ (๑) ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช (ประธานร่วม)  (๒) รศ. ดร. จุรี วิจิตรวาทการ  (๓) ดร. โคทม อารียา  (๔) รศ. ดร. กมลชัย รัตนสกาววงศ์  (๕) นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์    สองคนหลังเป็นนักกฎหมาย

            ที่ประชุมมีความเห็นว่า ให้บันทึกข้อสังเกตข้อ ๒ ของผม ไว้เสนอแนะต่อ ครม. ด้วย


    
วิจารณ์ พานิช
๓ ต.ค. ๕๐