หมดหวังเศรษฐกิจโตเกิน 4%
นายดุสิต นนทะนาคร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้ระดมความคิดเห็นจากสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ จัดทำกลยุทธ์การกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยในปี 2551 เพื่อให้มีอัตราการขยายตัวในระดับสูงกว่า 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ โดยจะแถลงข่าว    อย่างเป็นทางการในวันที่ 8 พ.ย.นี้ โดยกลยุทธ์ดังกล่าวจะเน้นกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศทดแทนการส่งออก ซึ่งในปีหน้าคาดว่าอาจขยายตัวลดลงกว่าปีนี้ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การบริโภคภายในเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศต่อไปได้    ปีหน้าการส่งออกอาจขยายตัวลดลงกว่าปีนี้ เพราะเศรษฐกิจตลาดหลักทั้งสหรัฐฯและยุโรปชะลอตัวลง จึงหวังพึ่งการส่งออกอย่างเดียวไม่ได้ ที่สำคัญการส่งออกมีสัดส่วนประมาณ 70% ของจีดีพี   หากขยายตัวต่ำ จะฉุดให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำลงไปด้วย จึงต้องกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ แม้จะมีสัดส่วนอยู่เพียง 30% แต่ก็จำเป็นต้องทำให้เพิ่มขึ้น อาจจะเป็น 35% หรือ 40% โดยอาจเร่งสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการใช้จ่าย ก็อาจจะช่วยได้นายดุสิตกล่าว  อย่างไรก็ตาม ในปีหน้า ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2551 ภาคเอกชนจะต้องเป็นผู้นำ เพราะรัฐบาลยังไม่ได้ เริ่มต้นทำงาน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลหากภาคเอกชนไม่เริ่มจะทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องล่าช้าออกไปอีก ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ หอการค้าไทยหมดหวังแล้ว เพราะเหลือเวลาอีก 2 เดือนก็จะสิ้นปี จึงไม่ต้องคิดว่า รัฐบาลและภาคเอกชนจะทำอะไรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้สูงกว่า 4%  ด้านนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน ก.ย.50 ที่สำรวจจากประชาชนทั่วประเทศ 2,242 คนว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 69.2 ลดลงจาก 69.5 ในเดือน ส.ค.ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่70.3 ลดจาก 70.5   เพราะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ผู้บริโภคกังวลภาวะค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่สูงขึ้น เหตุการณ์ระเบิดที่ข้างโรงเรียนแผนที่ทหาร รวมถึงเงินบาทแข็งค่าขึ้น และปัญหาน้ำท่วมในภาค เหนือและภาคอีสาน และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่บังเกิดผล อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 87.8 เพิ่มขึ้นจาก 87.1 อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเพิ่มขึ้นจาก 87.1 ไปอยู่ที่ 87.8 จากสาเหตุที่เชื่อว่า การเลือกตั้งจะทำให้เศรษฐกิจดีนั่นเอง  นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในทุกรายการยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 ซึ่งเป็นระดับปกติ แสดงว่าในภาพรวมผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นในเรื่องต่าง ๆ อย่างที่ได้กล่าวไว้ในประเด็นเรื่องของราคาพลังงานที่สูงขึ้น ความวิตกกังวลต่อภาวะค่าครองชีพ เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง การวางระเบิด ตลอดจนถึงดัชนีเครื่องชี้เศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะภาวะการค้าขายโดยรวม และโอกาสในการหางานทำ  แต่กระนั้นก็ตาม นายธนวรรธน์กล่าวว่า ก็ยังมีสัญญาณการปรับตัวที่ดีขึ้น เพราะดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับอนาคตปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เพียงแต่สัญญาณการปรับตัวดีขึ้นอาจจะยังไม่เด่นชัด   และยั่งยืนเศรษฐกิจไทยยังอยู่บนทาง 2 แพร่ง เพราะมีปัจจัยลบมาก ทั้งราคาน้ำมันแพง การเมืองที่ยังไม่นิ่ง ปัญหาค่าครองชีพ แต่ประชาชนก็ยังมีความหวังอยู่ที่การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค.นี้ ซึ่งในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง หลายฝ่ายคาดหวังว่า    การบริโภคจะดีขึ้น เพราะจะมีเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ” 

ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ยังกล่าวสำทับด้วยว่า หากพรรคการเมืองที่ประกาศตัวเป็นรัฐบาล มีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนมาบอกกับประชาชน ประกอบกับรัฐบาลมีการเร่งรัดโครงการเมกะโปรเจกต์ หรือการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ก็จะช่วยทำให้ความเชื่อมั่นของบรรดาผู้บริโภคกลับคืนมาได้ โดยคาดหวังว่าประชาชน จะเริ่มจับจ่ายใช้สอยกันในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น หลังจากที่มีรัฐบาลใหม่แล้ว

                                                                     ไทยรัฐ  12  ต.ค.  50