คลังหนุนหวยบนดินเพิ่มพิเศษ 100 รางวัล
"ฉลองภพ" พร้อมเดินหน้าสรุปรูปแบบหวยบนดิน  หลัง สนช.มีมติเห็นชอบ ระบุคนเล่นหวยมีสิทธิเลือกตัวเลขได้เอง โดยกำลังพิจารณาระหว่าง "เขียนหรือหวยตู้" พร้อมหาทางป้องกันความผิดพลาด คลังเชื่ออีก 3 สัปดาห์ หวยผ่านวาระ 2-3  ด้านอนุฯ กมธ.หวย เปิดโพยลับ "กองสลาก" ปี 45-50 พบงบเทกระจาดกองทัพทุกกรมกองแบ่งเค้กถ้วนหน้า แต่กระทรวงได้งบก้อนเดียว 2.8 หมื่นบาท ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง กรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (พ.ศ....) ว่า เมื่อเสียงของ สนช. ส่วนใหญ่เห็นชอบในหลักการก็ต้องยอมรับ ซึ่งจากนี้ต่อไปทาง สนช. ก็ต้องเร่งทำการแปรญัตติในร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวต่อไป ซึ่งในส่วนของทางกระทรวงการคลัง จะเร่งประสานกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในการสรุปรูปแบบของการออกสลากพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน ว่าจะเป็นอย่างไร   ทั้งนี้ ยืนยันว่าการนำหวยบนดินกลับมาออกอีกครั้ง จะต้องเป็นไปในลักษณะของสลากกินแบ่ง และยังคงเป็นไปในรูปแบบของการให้ประชาชนได้มีสิทธิเลือกตัวเลขเองตามความพอใจ โดยทางกระทรวงการคลังจะพิจารณาเลือกใน 2 รูปแบบ ระหว่างการออกสลากแบบเขียนตัวเลขเอง และการออกสลากแบบออนไลน์ หรือหวยตู้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อจะนำหวยบนดินแบบที่ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตัวเองได้เองแล้ว ก็จะต้องมีการพิจารณาถึงแนวทางในการป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมา เห็นได้ว่ารูปแบบของการเขียนก็มักจะทำให้เกิดข้อผิดพลาด  "รูปแบบการจำหน่ายหวยบนดิน น่าจะเป็นแบบให้ผู้ซื้อสามารถเลือกเบอร์ได้ โดยผู้จำหน่ายเป็นผู้เขียนเบอร์ให้เหมือนกับที่เคยจำหน่ายในอดีต แต่ในส่วนของรายได้จะต้องนำมาจัดสรรเหมือนการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลในปัจจุบัน คือ 60% เป็นเงินรางวัล 28% เป็นรายได้ที่นำส่งเข้ารัฐ และ 12% เป็นค่าบริหารจัดการ แต่หากทาง สนช. ต้องการกำหนดให้แบ่งสัดส่วนเพิ่มเติม เพื่อเป็นการสนับสนุนการศึกษาเพิ่มเติมจากนี้ก็สามารถทำได้" รมว.คลัง กล่าวว่า ในส่วนที่มี สนช.บางคนไม่เห็นด้วยหากจะมีการนำหวยบนดินออกมาดำเนินการอีกครั้ง เพราะเป็นการส่งเสริมอบายมุข และจะส่งผลกระทบกับเยาวชน อีกทั้งเห็นว่าควรรอให้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาพิจารณานั้น ตนก็พอจะเข้าใจได้ในเหตุผลของแต่ละคนที่อาจจะมีแตกต่างกันบ้าง แต่เมื่อ สนช. ส่วนใหญ่ยอมรับในหลักการแล้ว ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับในมติตรงนั้น เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดร.ฉลองภพ เผยภายหลังการหารือกับรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลสรุปว่า มี 2 รูปแบบ คือ 1.รูปแบบที่คนสามารถเลือกเบอร์ได้เองหรือแบบเขียน 2.มีรางวัลพิเศษ แต่มูลค่ารางวัลไม่มาก แต่จะกระจายได้มากขึ้นเพื่อให้มีความทั่วถึงกัน เช่น จากเดิมมีแค่ 4-5 ราย ก็อาจจะเพิ่มเป็น 100 ราย หรือ มากกว่า 100 รายก็ได้ โดยไม่มีรางวัลแจ๊คพอตแล้ว ส่วนเพดานรางวัลต้องมีการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แต่โดยรวมคงไม่เกิน 60% ของรายได้ ทั้งนี้ไม่ว่ากฎหมายจะออกมาอย่างไร ก็จะไม่มีการกินรวบมีแต่กินแบ่ง  คนเดินโพยจะกระจายให้ทั่วถึงมากขึ้น แต่ไม่ได้ไปรื้อโครงสร้างเดิม เพราะหากมีความรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม จะมีปัญหาในภายหลัง  ส่วนหวยออนไลน์ ให้สำนักงานสลากฯ ไปศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องของสัญญา การนำมาใช้และการกระจายสิทธิให้กับตัวแทนจำหน่าย  

"จุดเด่นของหวยใหม่นี้คือ 1.ผู้ซื้อหวยสามารถเขียนเบอร์ได้  2.รัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน ไม่เบี้ยว ไม่หนี  และ 3.มีรางวัลพิเศษกระจายเป็นหลักร้อยคน จากเดิม 3-4 คน  ส่วนรายละเอียดนั้น ให้สำนักงานสลากฯ ไปศึกษา    ซึ่งคาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จได้ภายใน 1 สัปดาห์ ตอนนี้ได้สั่งให้ไปเตรียมการ เมื่อมีความพร้อมก็นำมาใช้ได้ทันที หาก สนช.อนุมัติ ยืนยันเปิดขายได้ทันภายในปีนี้" ดร.ฉลองภพ กล่าว นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การพิจารณาพ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล ในชั้นของกรรมาธิการคงใช้เวลาไม่นานนัก และพร้อมเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งคาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ หลังจากนั้น หากไม่มีปัญหาอะไร สำนักงานสลากก็คงมีความพร้อมที่จะจำหน่ายหวยบนดิน ส่วนกรณีที่สำนักงานสลากจะดำเนินการหวยรูปแบบใดนั้น คงต้องรอมติจาก สนช.ให้ชัดเจนว่า กฎหมายใหม่จะอนุญาตให้ทำอะไรได้บาง เช่น เป็นหวยกินแบ่งเหมือนกับลอตเตอรี่ สลากกินรวบเหมือนกับหวยบนดินเดิม   หรือเป็นทั้งสลากกินแบ่งและสลากกินรวบ ทั้งนี้ ในส่วนของตัวแทนรัฐนั้นมีอธิบดีกรมบัญชีกลาง รักษาผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่ง และกฤษฎีกา   ทั้งนี้ การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ลงมติรับหลักการร่างพ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่....) พ.ศ.... ที่ ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิก สนช.และคณะเป็นผู้เสนอ ในวาระ 1 ด้วยคะแนน 114 ต่อ 36 เสียง งดออกเสียง 5 และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวจำนวน 19 คน และแปรญัตติภายใน 7 วัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กฤษฎีกาตีความว่าสามารถออกหวยบนดินได้   จุดมุ่งหมายต้องการทำให้เงินจากหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน โดยระหว่างปี 2531-2538 จากงานวิจัยพบเงินที่มาจากหวยใต้ดินปีละ 3 แสนล้านบาท และปี 2544 เพิ่มขึ้นเป็น 4 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้ว สามารถนำเงินเหล่านี้ขึ้นมาบนดิน ทำให้หวยใต้ดินลดลงปีละกว่าแสนล้านบาท แต่พอถึงรัฐบาลนี้หวยบนดินหยุดการขายมา 1 ปีเศษ ทำให้เงินจากหวยใต้ดินกลับมาเพิ่มขึ้นอีก  ขณะที่งานวิจัยปี 2550 พบว่ามีเงินจากหวยใต้ดินประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ถือว่าหวยใต้ดินได้กลับมาเติบโตอีกครั้ง เงินเหล่านี้ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือ กลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น นักการเมือง ข้าราชการบางส่วน  นอกจากนี้ ยังพบว่าปี 2544 กำนัน-ผู้ใหญ่ อบต.เทศบาล อบจ. ส.ส.และส.ว.ใช้เงินซื้อเสียงรวมแล้วทั้งระบบ 2 แสนล้านบาทต่อปี ก่อนหน้านี้ ดร.อัมมาร สยามวาลา สมาชิกสนช. ประเมินว่า เงินจากหวยใต้ดินเป็นเงินที่มีเครือข่ายสำคัญ ในประเทศโดยเฉพาะคนเดินโพย ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญในการช่วยซื้อเสียง ดังนั้น ตนเห็นว่า การมีหวยบนดิน  จะปราบหวยใต้ดินได้มากกว่า และไม่เห็นด้วยที่ใช้อำนาจห้ามคนเล่นหวย ด้านรายงานข่าวจากคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างพ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล   สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระบุว่า ก่อนที่จะมีการผ่านร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้จัดนำส่งรายได้แผ่นดินเทียบกับยอดค่าจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลตั้งแต่ปีงบประมาณ 2545-2550 พบว่า ในปีงบประมาณ 2545 ค่าจำหน่ายสลาก 1.8 หมื่นล้านบาท นำส่งรายได้แผ่นดินเป็นเงิน 5.04 พันล้านบาท  ส่วนปีงบประมาณ 2546 ค่าจำหน่ายสลาก 2.1 หมื่นล้านบาท นำส่งรายได้แผ่นดินเป็นเงิน 5.9 พันล้านบาท   สำหรับปีงบประมาณ 2547 ค่าจำหน่ายสลาก 2.8 หมื่นล้านบาท นำส่งรายได้แผ่นดินเป็นเงิน 7.9 พันล้านบาท   ปีงบประมาณ 2548 ค่าจำหน่ายสลาก 2.8 หมื่นล้านบาท นำส่งรายได้แผ่นดินเป็นเงิน 8.06 พันล้านบาท ปีงบประมาณ 2549 ค่าจำหน่ายสลาก 2.8 หมื่นล้านบาท นำส่งรายได้แผ่นดินเป็นเงิน 8.06 พันล้านบาท  และปีงบประมาณ 2550 ค่าจำหน่ายสลาก 3.9 หมื่นล้านบาท นำส่งรายได้แผ่นดินเป็นเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท เงินรายได้ทั้งหมดหักเป็นค่ารางวัล 60% ขณะที่ 12% เป็นค่าบริหารจัดการ และ 28% จัดสรรเป็นรายได้แผ่นดิน โดยหน่วยงานส่วนใหญ่ที่ได้รับการจัดสรรตั้งแต่ปี 2545-2550 คือหน่วยงานของทหาร ซึ่งจะได้รับกันถ้วนหน้าแทบจะทุกกรม กอง อาทิเช่น กองทัพบกได้เงินสนับสนุนตั้งแต่ปี 2545-2550 ปีละ 6.8 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 40 ล้านบาท กรมสรรพาวุธทหารบกได้รับปีละ 1.59 แสนบาท รวมเป็นเงินเกือบ 1 ล้านบาท  กรมเสมียนตรา กระทรวงกลาโหม ได้เงินปีละ 1.3 แสนบาท รวมเป็นเงินประมาณ 8 แสนบาท กรมการขนส่งทหารบก ได้ปีละ    1.1 แสนบาท รวมเป็นเงินกว่า 7 แสนบาท กองคลังกรมสรรพาวุธทหารบก ได้รับเงินสนับสนุน ตั้งแต่ปี 2545-2550 ปีละ 1.79 แสนบาท รวม 6 ปี เป็นเงินกว่า 1 ล้านบาท กรมแพทย์ทหารบก ได้รับปีละ 1.1 แสนบาท รวม 7 แสนกว่าบาท  กรมทหารม้าที่ 2 ได้รับปีละ 1.1 แสนบาท รวมเป็นเงินประมาณ 7 แสนบาท กรมสวัสดิการทหารเรือ ได้รับปีละ     1 แสนบาท รวมเป็นเงินเกือบ 7 แสนบาท กรมสรรพาวุธทหารอากาศ กองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศได้รับเงินปีละ 1.2 แสนบาท รวมเป็นเงินเกือบ 8 แสนบาท โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ได้รับเงินปีละ 7.3 หมื่นบาท รวมเป็นเงินเกือบ 5 แสนบาท กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้รับปีละ 7.2 หมื่นบาท รวมเป็นเงินเกือบ 6 แสนบาท กรมการทหารช่างได้เงิน ปีละ 9.7 หมื่นบาท รวมเป็นเงินเกือบ 6 แสนบาท <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าในส่วนของหน่วยงานทหารนั้น จะได้รับการจัดสรรเงินแทบจะทุกกรม กอง แม้กระทั่งหน่วยงานเล็ก ๆ ขณะที่หน่วยราชการอื่นที่แม้จะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ แต่ก็ได้รับเพียงก้อนเดียว เช่น กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับปีละ 2.8 หมื่นบาท รวมเป็น 1.7 แสนบาท</p> กรุงเทพธุรกิจ โพสต์ทูเดย์  ไทยโพสต์  12  ต.ค.  50