เมืองพระชนกจักรี

         วันนี้วันที่ 12 ตุลาคม  2550  เป็นวันสุดสัปดาห์และเป็นวันที่ผมต้องเดินออกจากบ้าน บ้านที่ชื่อว่าอุทัยธานี เพราะต้องไปรับตำแหน่งใหม่ที่จังหวัดสระแก้ว  เวลา 3ปี 11เดือน กับอึก 12 วัน ที่อยู่ที่อุทัยธานีมีความหมายที่ลึกซึ้ง ผูกพันและถวิลหา  คิดไปแล้วใจหายแต่ก็ต้องไปเพราะหน้าที่การงาน

        อุทัยธานีเป็นจังหวัดขนาดกลาง มี 8 อำเภอ อยู่เหนือชัยนาทนิดเดียวและอยู่ต่ำกว่านครสวรรค์หน่อยหนึ่ง บ้านนี้เมืองนี้ใครไม่เคยมาจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า อุทัยธานีคือเมืองในฝันที่ผู้คนใฝ่หา  ความยิ่งใหญ่ของอุทัยธานีอยู่ที่ความเรียบง่ายในวิถีชีวิตผู้คน  เมืองที่ไม่ต้องการสิ่งปลอมปนเข้ามาสัมผัส  เดินตลาดเช้าหรือตลาดเย็นสักรอบสองรอบก็เห็นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาทยังมีให้เห็นอยู่แต่อย่าไปจู้จี้กับแม่ค้านะ เดี๋ยวเขาจะด่าเอา ร้านข้าวต้มกลางคืนมีอยู่ 4 ร้าน เปิด 5 โมงเย็น ปิด 4 ทุ่ม อาหารจานโปรดของทุกร้านคือปลาลวกกับต้มมะระ  ที่ประหลาดสุด ๆ ต้มมะระที่ไม่เหมือนที่ใดในโลกต้มนำซุปให้เดือดพล่าน แล้วเอามะระที่คว้านไส้ออกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ บาง ๆใส่แล้วยกลงทันที เวลากินจะกรุบๆแต่ไม่ขม

        เมืองนี้มีวงเวียนมากที่สุดในประเทศไทย ทั้งเล็กและใหญ่ ใครไม่เคยมาต้องขับรถหลงทุกคน ไม่เว้นกระทั่งผม ความสวยงามของเมืองอยู่ที่แม่น้ำสะแกกรังขนาบกับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเมือง 2 แม่น้ำครับ สุดยอดของอุทัยธานี อยู่ที่ว่าถ้าไม่มีเมืองนี้ก็ไม่มีกรุงเทพมหานครนคร  เพราะสมเด็จพระบิดาของรัชกาลที่หนึ่งประสูติเมืองนี้จึงเรียกเมืองนี้ว่าเมืองพระชนกจักรี และการที่เรามีธงไตรรงค์ใช้อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเมืองอุทัยธานีนี่ละ รัชกาลที่หกเสด็จมาอุทัย ด้วยความรีบร้อนคนอุทัยชักธงขึ้นเสาดันเอาช้างกลับหัว พอท่านเสด็จกลับกรุงเทพฯก็เลยเปลี่ยนธงช้างเป็นธงไตรรงค์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

        เรื่องราวของอุทัยธานีมีอีกมาก ท่านต้องมาสัมผัสจึงจะรู้ ไม่แน่นะถ้าท่านมาเดินตลาดอาจเจอผมก็ได้ เพราะผมต้องไปอุทัยอีกแน่นอน