เรื่องพวกนี้ต้องการ “ตัวกลาง” เข้ามาบริหารจัดการ ถ้าจะให้ดีก็ควรจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดออกมาเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ มีแผนงานโครงการรองรับ ตั้งงบประมาณสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ถ้าจะให้ดีก็ไปถึงขั้นลงนามใน MOU หรือบันทึกข้อตกลงเพื่อรับประกันความสำเร็จให้ชัดเจน เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ในหน่วยงาน R&D จะได้ไม่หวงวิชา ถ่ายทอดออกมาทั้งหมดด้วยความเต็มใจ สบายใจ ให้กับชาวบ้าน

จะว่าเริ่มต้นด้วยความไม่ไว้ใจก็คงจะได้ ที่ทำให้องค์กรภาคเอกชน 4 องค์กร คือ หอการค้า, สภาอุตสาหกรรม, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว และชมรมธนาคารจังหวัดชุมพร นัดคุยกันเรื่องยุทธศาสตร์จังหวัดเมื่อวันอังคารที่ 2 ตุลาคม 2550 ที่หอการค้าฯ

บอกตรง ๆ ว่า เราน้อยใจ หวั่นไหว ตามมาด้วยอาการหงุดหงิด ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ชุมพรจึงมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำของภาครัฐ คือ ตัวผู้ว่าราชการจังหวัดกันเป็นว่าเล่น ปี 2550 ปีเดียวเรามีผู้ว่าฯ ถึง 3 คน และถ้ามองย้อนหลังไป 3 ปี เราถูกเปลี่ยนผู้ว่าฯ เกือบทุกปีก็ว่าได้

นอกจากนั้น บรรดาหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดก็เล่นเก้าอี้ดนตรีกันเป็นที่สนุกสนานไม่แพ้กัน เปลี่ยนมากทุกปี เพิ่งมารับตำแหน่ง ศึกษางาน ทำความรู้จักกับผู้คน ไม่ทันขึ้นปีที่ 2 ก็ต้องย้ายไปอีกแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนมาทุ่มเท สร้างสรรค์งานเพื่อจังหวัดชุมพรได้อย่างจริงจัง ... เฮ้อ !!!

คงจะจริงที่พูดกันว่า จังหวัดชุมพรของเรา เขามองเห็นเป็นแค่เพียงทางผ่านเท่านั้น เรื่องเก่า ๆ พูดกันซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้นมา No Commitment ว่างั้นเถอะ... เราทำของเราเองดีกว่า

ในการพูดคุยเรื่องยุทธศาสตร์จังหวัด ผมได้เชิญคุณรักชัย บุญสิน หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ สำนักงานจังหวัดชุมพร ให้มาชี้แจงเรื่อง (ร่าง) ยุทธศาสตร์จังหวัด 2551-2554 ที่ภาครัฐได้คิดค้นกันขึ้นมาในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าประชุมซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นนักธุรกิจเอกชนได้เรียนรู้ ซักถาม และแสดงความคิดเห็น

เรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์มาก คือ เรื่องที่คุณศิริกูล ธารีรัตนาวิบูลย์ กรรมการหอการค้าฯ ได้พูดถึงแนวทางการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมของบ้านเราว่า เหตุใดเราจึงไม่สามารถต่อยอดความคิดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตผลทางการเกษตรซึ่งเรามีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ ฯลฯ หรือจะไปไกลถึงพืชพันธุ์ในป่าฝนเขตร้อน (Tropical Rain Forest) อันเป็นมรดกธรรมชาติที่เรามีอยู่ (แต่ต้องรักษากันไว้ให้ดี เพราะถูกทำลายใกล้จะหมดแล้ว)

คุณศิริกูล ให้ความเห็นว่า งานวิจัยค้นคว้าทางไบโอเทคโนโลยี ซึ่งไม่ใช่จะเน้นเฉพาะศาสตร์ทางด้านการตัดต่อพันธุกรรม ออกมาเป็นพันธุ์พืชใหม่ ๆ ที่เรารู้จักกันในนาม GMOs ที่ส่วนหนึ่งของสังคมต่อต้านเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่เป็นการค้นคว้า สกัดเอาองค์ประกอบในส่วนต่าง ๆ ของพืช ออกมาในรูป เอ็นไซม์ ฮอร์โมน และสารประกอบทางชีวภาพอีกมากมาย ที่นำไปสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทรงคุณค่าและราคามากมายนานับประการ

งานวิจัยเหล่านี้มีนักวิทยาศาสตร์ในสถาบันวิจัยและพัฒนา (R & D) ต่าง ๆ ดำเนินการอยู่มากมาย ถ้าสามารถนำผลการวิจัยของท่านเหล่านั้นมาสู่รูปแบบการผลิตในลักษณะของเกษตรอุตสาหกรรมได้ จะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับสินค้าทางการเกษตรของเราได้มาก จากหิ้งสู่ห้าง...เราจะทำกันอย่างไรดี ?

คิดดูก็แล้วกันว่า ผลผลิตมังคุดที่ออกมามากมายก่ายกองในปีนี้ จนราคาตกต่ำ ทำให้ชาวสวนหลายคนต้องปล่อยทิ้งให้ร่วงหล่นในสวน เพราะถ้าต้องจ่ายค่าแรงเก็บผลสดไปขาย ราคาที่ได้ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย มองอย่างไรก็เสี่ยงต่อการขาดทุน วันนี้ เราจึงเริ่มเห็นชาวสวนหลายรายโค่นต้นมังคุด เปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นแทน

นี่ถ้าในบ้านเรามีความรู้สกัดสารที่มีประโยชน์ออกมาจากผลมังคุดได้ มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กดำเนินการได้เองโดยเครือข่ายเกษตรกร หรือภาคเอกชน SME ความต้องการใช้ผลผลิต หรือ Demand ก็จะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลดีต่อระดับราคาที่ชาวสวนควรจะได้รับ

คุณศิริกูล ให้คำแนะนำว่า บางครั้งการแปรรูปในบ้านเราตอนนี้ เราไม่ต้องคิดไกลไปถึงการสร้างผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมขายแข่งขันในตลาดผู้บริโภค เพราะเราไม่เก่งเรื่องการตลาด การตั้งราคา การสร้างยี่ห้อสินค้า หรือสร้าง Brand และการจัดจำหน่าย ฯลฯ  ทำไปในสิ่งที่เราไม่เก่งก็เสี่ยงต่อการเจ็บตัว เหมือนที่สินค้า OTOP หลายตัวต้องเผชิญอยู่

ขอเพียงเราแปรรูปให้เป็นและผลิตออกมาเป็นสินค้าขั้นกลาง ส่งขายให้โรงงานอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงกว่านำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ก็จะเป็นการเปิดช่องทางใหม่ ๆ ในการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมของบ้านเราได้อีกมาก

ยกตัวอย่างมังคุดอีกทีก็แล้วกัน นักวิชาการบอกเราว่า มังคุดเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีสรรพคุณทางยาที่เป็นประโยชน์มากมาย เนื่องจากมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ สารแซนโทน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) ป้องกันและยับยั้งมะเร็ง ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังนำทุกส่วนตั้งแต่กิ่ง ราก เปลือกไม้ ใบ เนื้อ เมล็ด เปลือกผล มาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน

เราเพียงแต่นำผลมังคุดสุกมาตัดจุกออก ทำความสะอาด ผ่าแยกเนื้อและเปลือกออกจากกัน นำเนื้อขาวไปแปรรูปเป็นมังคุดกวน ส่วนเปลือกนำไปตากแห้งก็สามารถส่งขายได้แล้ว หรือจะนำไปต้มแยกเอาสารประกอบและสีเปลือกออกมา บดรวมกับเนื้อในเปลือกก็จะกลายเป็น น้ำมังคุดเข้มข้น ส่งขายให้โรงงานอุตสาหกรรมนำไปผลิตต่อเป็นน้ำมังคุดสำเร็จรูปต่อไป

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เราสามารถคิดได้ ทำได้ และถ้าจะให้ดีไม่ต้องลองผิดลองถูกกันอยู่ ก็ควรจะมีการสนับสนุนทางเทคนิควิชาการจากหน่วยงาน R&D ทั้งหลาย เรื่องพวกนี้ต้องการ ตัวกลาง เข้ามาบริหารจัดการ ถ้าจะให้ดีก็ควรจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดออกมาเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ มีแผนงานโครงการรองรับ ตั้งงบประมาณสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ถ้าจะให้ดีก็ไปถึงขั้นลงนามใน MOU หรือบันทึกข้อตกลงเพื่อรับประกันความสำเร็จให้ชัดเจน เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ในหน่วยงาน R&D จะได้ไม่หวงวิชา ถ่ายทอดออกมาทั้งหมดด้วยความเต็มใจ สบายใจ ให้กับชาวบ้าน รวมทั้งนักธุรกิจท้องถิ่น นักธุรกิจในชุมชน นำไปสานต่อให้เกิดประโยชน์ได้จริง

ผมเขียนเรื่องนี้ไม่ต้องการให้หยุดเพียงการแสดงความคิดเห็น แต่ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ขอเชิญทุกท่านที่สนใจเข้าไปที่เว็บไซต์ของหอการค้าจังหวัดชุมพร www.cpnchamber.org ผมจะนำบทความนี้ไปลง และสร้างเว็บบอร์ดเปิดเป็นกระทู้ ให้ท่านได้แสดงความคิดเห็นกันครับ.