เช้าวันที่ ๙ ต.ค. ๕๐ ผมเข้าร่วมประชุม คณะอนุกรรมการกำกับการประเมินผล การดำเนินงานตามแผน (ของ สสส.) การประชุมนี้เป็นการประชุมครั้งแรกของคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ ที่มี ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ เป็นประธาน
เป็นการวางระบบการประเมินผลแผนหลัก ๑๒ แผนของ สสส. ไม่ใช่การประเมินโดยทั่วไป แต่ก็เชื่อมโยงกับการประเมินในมิติภาพรายละเอียดด้วย
ทาง สสส. กำหนดให้คณะอนุกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่
1. อำนวยการให้มีการประเมินผลการดำเนินงานตามแผนต่างๆ ในแผนหลัก ตามที่กำหนดไว้ ตามที่กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินฯ โดยให้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
- พัฒนาปรับปรุงการดำเนินงานของกองทุน
- สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการประเมินผล
- แสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
2. จัดให้มีการกำกับติดตามการดำเนินการประเมินตามข้อ 2 ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งรายงานความก้าวหน้าต่อคณะกรรมการ และคณะกรรมการประเมินผล อย่างน้อยทุก 3 เดือน
3. จัดให้มีการรายงานผลการประเมินบางส่วนหรือโดยสมบูรณ์ เพื่อประโยชน์ในการบริหารแผนหลักประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๑ และการจัดทำแผนหลักประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๒
4. จัดให้มีการใช้ประโยชน์จากกระบวนการประเมินข้างต้น เช่น การยกระดับขีดความสามารถของผู้เกี่ยวข้อง การประมวลชุดองค์ความรู้ เป็นต้น
5. ปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
มีการอภิปรายเรื่องเป้าหมายของการประเมิน ว่า เพื่อพัฒนางาน เพื่อตอบสาธารณะ และเพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชน
ประเมินการใช้เงิน ว่า : โปร่งใส เหมาะสม ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ
ประเมิน output, outcome, process
ผมเสนอว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้มีหน้าที่แนะนำ ไม่ได้ลงมือทำ ไม่ได้ implement หน้าที่ implement การประเมินเป็นของฝ่ายเจ้าหน้าที่ของ สสส.
พูดกันไปพูดกันมาจึงรู้ว่า หน้าที่บางอย่างเป็นของคณะกรรมการประเมินผล คือ สสส. มีระบบประเมินผลที่หลากหลายมาก ถ้าไม่ระวังก็จะทำงานซ้ำซ้อนกันโดยไม่จำเป็น และไม่เกิดคุณค่าเพิ่ม
ผมจึงเสนอว่าคณะอนุกรรมการต้องมียุทธศาสตร์ลดหน้าที่ของตนเอง แต่เน้นพุ่งเป้าการทำงานที่เข้าไปเพิ่มคุณค่าของชิ้นส่วนภาพรวมของการประเมิน
ผมเสนอให้คณะอนุกรรมการฯ เน้นการให้คำแนะนำด้านการจัดระบบประเมิน ให้มีข้อมูลประเมินบูรณาการอยู่ในการบริหารงานประจำของ สสส. โดยใช้ หลัก OM (Outcome Mapping) และจัดให้มีระบบ ICT ของ สสส. ที่จะทำให้ผู้ทำงานกับ สสส. ต้องใส่ข้อมูลเข้าไปในระบบ ICT เป็นระยะๆ ตามที่กำหนด ถ้าใส่ข้อมูลช้า ระบบจะเตือน และเงินเดือนหรือเงินสนับสนุนจะไม่ออก ระบบ ICT นี้จะช่วยให้ สสส. มีข้อมูลแบบ real time จากโครงการย่อย เข้ามารวม และวิเคราะห์สังเคราะห์เป็นภาพรวม ภาพเคลื่อนไหว หรือเชิงเปรียบเทียบ หรือจัดทำเป็นกราฟหรือแผนภูมิ ได้ตลอดเวลา โดยมีรายละเอียดบางส่วนดังนี้
• ในแต่ละแผนหลัก มี “เป้าหมายรายทาง” กำหนดไว้ชัดเจน ว่าเมื่อเวลาผ่านไป ๓, ๖, ๙, --- เดือน จะต้องมีการทำอะไร เห็นผลอะไร ผู้อำนวยการแผนหลักต้องกรอกข้อมูลเมื่อถึงกำหนดเวลา
• ในแต่ละปี ตัวเลขสถิติเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงในเรื่องนั้นๆ ณ วันที่ ๑ ต.ค. ทุกปี จะต้องถูกกรอกลงไปในระบบฐานข้อมูลรวมของ สสส. ทำให้สามารถดึงข้อมูลภาพเปรียบเทียบของแต่ละปีออกมาเป็นตาราง หรือเป็นกราฟ ได้ทันทีที่ต้องการ
• ในแต่ละแผนงาน ก็มีการกำหนดเป้าหมายรายทาง และผู้รับผิดชอบกรอกข้อมูลเช่นเดียวกัน
• ในแต่ละโครงการ มีการกำหนดเป้าหมายรายทาง และผู้รับผิดชอบกรอกข้อมูลเช่นเดียวกัน
• นั่นคือข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative)
• ต้องมีข้อมูลเชิงคุณภาพ ที่เป็นเรื่องเล่าความสำเร็จ ที่ทุกจุด ได้แก่ ทุกแผนหลัก ทุกแผนงาน และทุกโครงการ จะต้องเขียนหรือส่ง คลิปวิดีโอ เรื่องเล่าความสำเร็จประจำเดือนทุกวันที่ ๑ ของเดือน
• ดังนั้นทุกแผนหลัก อาจมีเรื่องเล่าความสำเร็จเดือนละ ๕๐ เรื่อง มีการให้รางวัลเรื่องเล่าของแผน x แห่งเดือน
• ทั้ง สสส. มีเรื่องเล่าความสำเร็จเดือนละ ๖๐๐ เรื่อง มีการให้รางวัลเรื่องเล่า สสส. แห่งเดือน
โดยโครงสร้างระบบ ICT การกรอกข้อมูล และการตรวจสอบข้อมูล ตามที่ระบุข้างบน ทีมเจ้าหน้าที่ของ สสส. สามารถสังเคราะห์ข้อมูลภาพรวมเสนอต่อใครก็ได้ ในรูปแบบใดก็ได้ ในเวลาใดก็ได้ และสามารถนำมาเสนอต่อคณะกรรมการประเมินผล ให้คณะกรรมการใช้ subjective judgement เพื่อตอบคำถามด้านผลสัมฤทธิ์ ด้านประสิทธิภาพของการใช้เงิน ด้านความริเริ่มสร้างสรรค์ ฯลฯ
ผมได้เรียนรู้ว่า ในสังคมไทย บางหน่วยงานโชคร้าย ตกไปอยู่ในวังวนของความสงสัยที่มีขบวนการก่อขึ้น เพราะไม่ยอมสยบต่ออำนาจ ไมยอมให้ผลประโยชน์ที่เขาเคยขอ จึงต้องสร้างระบบการประเมินไว้ป้องกันตัว กิจกรรมแบบนี้หลุดไปอยู่ในสภาพ over do ได้ง่ายถ้าไม่ระวัง และเข้าสู่สภาพที่ผู้บริหารองค์กรลอยตัวได้ง่าย สภาพเช่นนั้นไม่เป็นผลดีต่อองค์กร และต่อบ้านเมืองของเรา
บรรยากาศในห้องประชุม
อีกมุมหนึ่ง
วิจารณ์ พานิช
๑๐ ต.ค. ๕๐

