เขียนบันทึกที่แล้วจบก็นึกขึ้นได้ว่าผมกลายเป็นนักประชุมไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้มีอาชีพประชุม นึกขึ้นได้ว่า การประชุมมันมากับการเป็นกรรมการ เมื่อเป็นกรรมการก็ต้องไปร่วมประชุมคณะกรรมการ
การประชุมอีกแบบหนึ่งคือประชุมแบบที่เรียกว่า conference มีคนจำนวนมากมาชุมนุมกัน มีวิทยากรหรือผู้พูด ผู้นำความรู้มาแสดง และผู้มาฟัง หรือมาเรียนรู้ การประชุมแบบนี้ของฝรั่งเขาใช้เป็นที่พบปะของ “ผู้เอาจริง” (ภาษาไทยเรียกว่า “ผู้เล่น”) เรื่องนั้น เพื่อจะได้ร่วมมือกันทำงาน หรือพัฒนาเรื่องนั้นๆ ต่อไป แต่คนไทยเน้นใช้เป็นที่ให้ “ผู้รู้” มาบอก และให้ “ผู้ไม่รู้” มาดูดซับ ไม่ค่อยเน้นการมาหา “คู่ร่วมมือ” พัฒนาความรู้
อ่านย่อหน้าบนให้ดีๆ จะเห็นว่าความอ่อนแอทางปัญญาของเรา ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมการประชุม
การประชุมอีกแบบหนึ่ง เรียกว่า สัมมนา (seminar) เน้นการมาแลกเปลี่ยนความรู้ และข้อคิดเห็นกัน แต่ seminar ของฝรั่ง พอมาเป็นสัมมนาของไทย มันโดนวัฒนธรรมอำนาจและอาวุโสครอบงำ จึงมักจะเป็นการประชุมแบบเดียวกันกับ conference ยิ่งการประชุมของราชการ ยิ่งแล้วใหญ่ มักมีแค่ผู้ใหญ่มาเปิด ตามด้วยนักวิชาการหรือนักวิจัยนำเสนอ แล้วให้ซักถามข้อสงสัย จบ คือเป้าหมายลึกๆ แค่บอกให้รู้ ไม่ได้ต้องการความเห็นคนละกระบวนทัศน์
ผมพยายามฝึกตัวเอง ให้เป็นนักประชุมเชิงกระบวนทัศน์ สนุกอย่าบอกใคร คือก่อนการประชุมผมก็ศึกษาเอกสารเชิญประชุม ค้นเรื่องนั้นนิดหน่อยด้วย Google เพื่อทำความเข้าใจกระบวนทัศน์ในเรื่องนั้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็แค่เข้าใจรางๆ หวังไปเข้าใจชัดขึ้นในการประชุม
ในที่ประชุม ผมก็ทำ deep listening คือฟังให้ลึกเข้าไปในระดับกระบวนทัศน์ deep listening ของผมนั้น สงสัยว่าจะเป็น deep listening ผิดวิธี เพราะผมนิสัยเสีย ชอบฟังไปถามไป และฟังไปเถียงไป บางครั้งจึงขาดช่วง “การได้ยินอย่างลึก” ผมจึงหา “ตัวช่วย” คือเครื่องบันทึกเสียง เอาไว้ตรวจสอบสาระส่วนที่ผมฟังตกหล่นไป สนุกสนานไปอีกแบบ
เห็นไหมครับ ชีวิตสมัยคลื่นลูกที่ ๔ เรามีเครื่องมือให้ความบันเทิงทางปัญญามากมาย ทำให้ชีวิตของผมแม้จะแก่แล้ว แต่ก็ “นุกเป็นบ้า!” (ภาษาปักษ์ใต้ครับ)
ในบันทึกหน้า จะเล่าว่าผมมีวิธีประชุมคณะกรรมการอย่างไร
วิจารณ์ พานิช
๓ ต.ค. ๕๐
กราบสวัสดีค่ะคุณหมอวิจารณ์ที่เคารพ
ห่างหายเวที KM ของ สคส.ไปนานเลยค่ะ แต่หนูยังติดตามบล็อกของอาจารย์อยู่นะคะ อยากเข้ามา share เรื่องการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่งกับอาจารย์นะคะ ที่สาขาวิชาของหนู จะใช้การดูงานเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญ หนูได้วิทยายุทธ์นี้มาจาก อ.วิจารณ์กับ อ. สมหวังนะคะ กระบวนการมีดังนี้ค่ะ
1. เราจะศึกษาข้อมูลของสถานที่ที่เราจะไปดูงานก่อนล่วงหน้าในชั้นเรียน 2 ครั้งก่อนไป (จาก website และเอกสารความรู้ต่างๆ ที่ นศ. ไปหามา)
2. คุยกับแหล่งดูงานอย่างละเอียดว่าเราต้องการเรียนรู้เรื่องอะไร
3. แบ่งกลุ่มการศึกษาดูงานเองล่วงหน้า โดยมีการมอบหมายและแบ่งงานกันทำล่วงหน้า (เราจะศึกษาวิสัยทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์ แล้วมาแบ่งว่าใครจะดูเรื่องอะไร แล้วค่อยมาคุยกันในกลุ่มหลังกลับมาจากดูงาน) รวมทั้งแบ่งงานกันว่าใครจะกล่าวขอบคุณทั้งในกลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อย - ทุกอย่างต้องเตรียมความพร้อมก่อนไปดูงาน)
4. การเขียนรายงาน ไม่เน้นเอกสารที่เค้าแจก (เพราะครูก็ได้เหมือนนักเรียน) เน้น tacit knowledge ของ นักศึกษาที่ได้จากการดูงาน(ตรงนี้ในตอนนี้ยังทำได้ไม่ค่อยดีค่ะ)
ขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้เท่านี้ก่อนนะคะ อือ... เกือบลืมหนูเล่ากระบวนการนี้ในหลายเวทีที่ไปเป็นวิทยากร มีคนถามว่า นศ.ของหนูเครียดมั๊ยที่หนูใช้กระบวนการดังกล่าว ... หนูตอบว่า นศ.ไม่รู้สึกเนื่องจากหนูใช้กระบวนการนี้ตั้งแต่เค้าอยู่ ปี 1 (เค้าคงชินนะคะ) หลังจากผ่านกระบวนการนี้ในประเทศแล้ว วันที่ 6-9 พย. นี้เราจะออกเวทีใหญ่คือไปดูงานที่ต่างประเทศ (25 ชีวิต) บรรยากาศการเรียนรู้ที่เราจัดให้ นศ.คือ เรียนภาษาอังกฤษในมี 2 เนื้อหาคือ ภาคเช้าเรียนรู้มหาวิทยาลัยที่เราจะไปดูงาน ตอนบ่ายเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร) ที่จำเป็นต้องมีการเรียนรู้เนื่องจากแต่ละมหาวิทยาลัยมีช่วงของการ discussion เลยต้องเตรียมความพร้อมให้ นศ.ค่ะ