อาจารย์ครับ...ผมไม่อยากเป็นครู !!!!

                     นิสิตฝึกสอนชายคนหนึ่งบอกกับอาจารย์นิเทศระหว่างการสนทนา 

                    คำถามคือ มันเกิดอะไรขึ้นกับการฝึกสอน และเพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้น  ใครคือคนที่จะค้นหาคำตอบนี้ และจำเป็นไมว่าจะต้องตอบคำถาม

                     ในการฝึกสอนโรงเรียนที่นิสิตได้เข้าไปสอนไม่ใช่โรงเรียนใหญ่ ไม่ใช่ระดับจังหวัดและไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลยเมื่อไปครั้งแรก  จากนักเรียนเรียนดีในอดีต นักเรียนมาจากครอบครัวที่พร้อมทุกอย่าง แต่เมื่อมาพบกับนักเรียนอีกรูปแบบหนึ่ง อีกบริบทหนึ่งส่ิงที่พวกเค้าต้องรับมือให้ได้เป็นส่ิงที่ท้าทายพวกเค้ามาก ปัญหาที่นิสิตสะท้อนออกมาคือ

                       นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน

                       นักเรียนขาดความพร้อม

                       นักเรียนมีปัญหาครอบครัว

                       น้กเรียนมีพื้นความรู้น้อย

                       นักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

                       โรงเรียนไม่มีสื่อ

                       โรงเรียนไม่มีงบประมาณ

                       โรงเรียนไม่ได้จัดกิจกรรม

                       ปัญหาเหล่านี้มีทุกโรงเรียนและทุกพื้นที่  ไม่ว่าครูใหม่ ครูเก่าก็เจอ มันเป็นปัญหาจะไปสกัดกั้นเราในการคิดสิ่งดี  แต่ถ้าเรามองว่า

                        เราโชคดีที่มีโอกาสได้อยู่ตรงนี้

                              โชคดีที่มีโอกาสทำดีได้มากกว่า

                               โชคดีที่มีปัญหาให้เราได้แก้ไข

                               โชคดีที่เรามีโอกาสสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับคน กับชุมชน ที่นั่น

                                โชคดีที่มีอุปสรรคไว้สอนเรา

                                และเราโชคดีเสมอ

                           นี่คือสิ่งที่ได้ฟังจากคำสอนของ ดร.อมรรัตน์ อาจารย์นิเทศ ที่พูดให้นิสิตสองคนฟังแล้วเหมี่ยวก็ฟังด้วย ที่จริงแล้วอาจารย์สอนให้คิดอะไรดีๆ มากมายแต่นี้คือสิ่งที่เอาจารย์สอนเสมอ นั่นคือ เราโชคดี เสมอ พอคิดอย่างนี้แล้ว พร้อมลุยตลอดไม่ว่าจะเจออะไร ก็พร้อมคิด ค้น และคว้า เพื่อหาวิธีแก้ไขอย่างฉลาด ขอย้ำ ว่าอย่างฉลาด

                          และที่เล่ามานี้ไม่ได้เป็นเพียงความคิดที่หลายคนบอกว่า โอ๊ยเป็นไปไม่ได้หรอกจะมีใครคิดอย่างนี้ได้ทุกวัน และทำได้อย่างนี้    ขอบอกว่ามีค่ะ และก็เป็นศิษย์เก่ารุ่นพี่ของพวกเค้าเองด้วย เรามีตัวอย่างมาแล้วมากมายอย่างเช่น พี่ฐา ฐาปนะพงษ์ นิสิตสาขาฟิสิกข์ที่ได้รับทุนประเภทเดียวกัน เขาเป็นเยาวชนดีเด่นระดับชาติ

                        ทำไมพี่ฐาถึงเป็นที่รักของทุกคน ทำไมพี่ฐาถึงเรียนดีและกิจกรรมเด่น ทำไมพี่ฐาถึงไปฝึกสอนแล้วอยากเป็นครูมากขึ้น ทำไม..... และทำไมอีกมากมาย  เราจะมีคำถามมากมายกับคนคนนี้เสมอเมื่อได้รู้จัก หรือแม้แต่ได้ยินเรื่องเล่าของเค้าจะคนอื่นๆ

                         และคำถามสุดท้ายคือ  ทำไมเขาเลือกที่จะเป็น "ครู"

ทั้งๆที่เขามีสิทธิ์ที่จะเลือกศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศหลังจบการศึกษา แต่.....ส่ิงที่เค้าเลือกคือ ครู ในโรงเรียนชนบทธรรมดา ณ จังหวัดตาก

               ปัจจุบันงานที่เค้าทำคือ การสร้างเยาวชน เค้าสอนนักเรียนด้วยโครงงาน แต่โครงงานนี้ได้รับรางวัลระดับจังหวัด และผลงานต่างๆ อีกมากมายแต่สิ่งสำคัญคือ ผลงานของเค้าไม่ใช่รางวัล แต่คือนักเรียน ตัวน้อย และแววตาของการเรียนรู้และการรอคอยที่จะเรียนรู้กับเค้า 

                         

งานนี้เราได้ Best Practice ในด้าน ความเป็นครูของนิสิตครูแล้ว  สิ่งต่อไปที่ทางภาควิชาการและภาคกิจการนิสิตควรทำคือ ขยายสิ่งดีอย่างนี้ให้กับน้องๆ  ที่ตอนนี้กำลังใจหายไปกว่าครึ่งแล้ว กับระบบกฎเกณฑ์ของหน่วยงานต่างๆ

           ภาพความสำเร็จ ภาพที่ดีของการเป็นนิสิตฝึกสอน และความเป็นครูจะได้ถูกฉายให้เป็นกำลังใจและข้อคิดสำหรับรุ่นน้องๆ ตั้งแต่การเข้าศึกษาในวิชาชีพครู และก่อนออกฝึกสอนด้วย

           แล้วประโยคที่บอกว่า "อาจารย์ครับ/อาจารย์ค่ะ หนูไม่อยากเป็นครูแล้ว"  จะไม่ได้ยินจากนิสิตครูอีกเลยถ้าได้ภาพดีๆ ติดอยู่ในใจ

                                           

ถ้าได้ฟังแล้ว ใครล่ะจะไม่อยากเป็นครู!!!