หมอบ้านนอกไปนอก(27): ผู้ช่วยมากน้ำใจ

มีคนที่ทำงานแบบปิดทองหลังพระ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหน่วยงานอยู่มาก คล้ายๆการแสดงละคร แสดงภาพยนตร์ ที่เราได้เห็นหน้าเวทีหรือหน้าจอในบทบาทของนักแสดง แต่เบื้องหลังนั้นยังมีผู้กำกับ ช่างกล้อง ช่างแต่งหน้า หรืออื่นๆอีกมาก ที่ไม่ได้มีโอกาสออกไปโชว์หน้าเวทีหรือออกไปพูดตามหน่วยงานต่างๆ

  ช่วงนี้อากาศที่แอนท์เวิปหนาวลงมาก วันนี้แค่ 10 องศาเซลเซียส หนาวจนนึกว่าตัวเองจะไม่สบาย ขนาดใส่เสื้อหนาๆแล้วยังหนาว ตอนนอนต้องเปิดฮีตเตอร์ เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้รับใบนัดจากสถานีตำรวจ ให้ไปติดต่อเรื่องการทำบัตรประชาชนชั่วคราว มีวันเวลานัดให้ไปแต่ดูแล้ววันศุกร์จะเปิดถึง 1 ทุ่ม ผมมีเวลา 15 นาทีจากบ้านพักไปสถานีตำรวจ ที่ถนนอูดาน (Oodaan) ผมใช้เวลาเดินอย่างเร็วประมาณ 10 นาที ไปถึงเหลืออีก 10 นาทีจะหมดเวลา เขาก็ทำให้ด้วยดี พร้อมทำงาน โดยไม่เก็บของหรือแอบเลิกงานก่อนเวลา แล้วก็ให้เอกสารเพื่อไปให้สถาบันฯดำเนินการต่อ ต้องรอวันนัดเพื่อตรวจสอบบ้านพัก กว่าจะออกบัตรได้คงอีกประมาณ 3 สัปดาห์ บัตรนี้จะใช้แทนวีซ่าซึ่งทางสถานทูตออกให้แค่ 3 เดือน เท่านั้น แต่ถ้าได้บัตรนี้แล้วก็จะใช้แทนได้เลย

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม ทางศูนย์บริการนักศึกษา ได้จัดรถบัสพร้อมไกด์พาไปเที่ยวชมท่าเรือแอนท์เวิป ที่ถือเป็นท่าเรือที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ที่เหลือคือสิงคโปร์ ฮ่องกง รอตเตอร์ดัม ฮัมบรูกจ์ ท่าเรือนี้อยู่ในแม่น้ำเชลด์ (Schelde) บริเวณโดยรอบท่าเรือเป็นโกดังและตู้ใส่สินค้า (Container) ขนาดใหญ่ ของบริษัทต่างๆ กินพื้นที่กว้างมาก มีระบบขนถ่ายสินค้าจากเรือโดยใช้ปั้นจั่นขนาดใหญ่ยกสินค้า มีระบบขนส่งสินค้าจากท่าเรือออกไปปลายทางโดยระบบรถไฟ ไม่ใช้รถสิบล้อแบบบ้านเรา ที่กินเชื้อเพลิงมาก ขนส่งได้น้อย ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูงและถนนพังเร็ว

ช่วงบ่ายผมกับเพื่อนได้ไปเดินซื้อของเพื่อเตรียมไว้ทำอาหารที่ตลาดนัดวันเสาร์และบริเวณไชน่าทาวน์ที่ขายอาหารเอเชีย มีร้านไทยสองร้านคือร้านสวัสดี กับร้านแสงไทย อยู่บริเวณถนนฟอลวีเซนเบคแสตรต (Van Wesenbekestraat) ตอนซื้อของที่ร้านแสงไทย คนขายเป็นคนไทย คนซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทย ผมเจอพี่คนหนึ่งชื่อพี่อี๊ด เป็นคนสกลนคร มาอยู่ที่เบลเยียมได้ 17 ปีแล้ว สามีเป็นคนเบลเยียม มีลูก 4 คน อัธยาศัยดีมาก ให้เบอร์โทรพร้อมที่อยู่ไว้เผื่อมีเวลาว่างจะได้แวะไปที่บ้าน พี่เขาบอกว่าจะทำส้มตำปลาร้าให้กิน อยู่ที่เบลเยียมหากินยาก

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม ตื่นนอนตามปกติ ไม่ได้ออกไปไหน อยู่ซักผ้า ทำงานบ้าน การซักผ้าด้วยตัวเองก็เป็นการทำงานก็ได้ หรือจะเป็นการพักผ่อนคลายความเครียดก็ได้ ทำให้ละจากชีวิตออนไลน์ ทีวี หนังสือมาอยู่กับผืนผ้าที่บรรจงซักให้สะอาด ใจจดใจจ่ออยู่กับผ้าที่ซัก ก็เป็นการทำสมาธิได้อย่างหนึ่ง เหมือนกับที่พระอาจารย์จรัญ ฐิติธัมโม ท่านคอยสอนผมเรื่องกายไหว ใจนิ่ง หรือที่ท่านจันทร์ เคยเทศน์ออกโทรทัศน์ไว้ว่า "สมาธิที่แท้จริง ไม่ใช่การปลีกวิเวกออกไปอยู่ป่า อยู่วัด แต่สมาธิที่แท้จริงคือจิตใจที่มุ่งมั่นผูกกับงานที่ทำ ที่รับผิดชอบ" หลังจากนั้นก็นั่งดูหนังเรื่องสมเด็จพระนเรศวร ภาค 1 (ภาคสองดูแล้วในโรงหนัง) ซึ่งอยากดูแต่ตอนอยู่เมืองไทยไม่มีเวลาดู เป็นการดูอย่างตั้งใจ ดูไปคิดไป เรียนรู้ไป ทำให้ได้แนวคิด กำลังใจอย่างมาก  

ช่วงบ่ายก็รีดผ้าที่แห้งแล้ว การรีดผ้าถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ผมไม่ได้รีดผ้าเองมานานสิบกว่าปี แต่พอกลับมาทำอีก ก็ทำได้ ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไร เพราะเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องทำเอง มาอยู่แบบนี้ก็ต้องดูแลตัวเอง ช่วยตัวเองได้ แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากการช่วยตัวเองแล้ว การที่ทำให้ปรับตัวได้เร็ว ทำอะไรๆในบ้านเมืองที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นทางการ อ่านป้าย อ่านเอกสารอะไรไม่ได้เลยนี่ ถ้าไม่มีผู้ช่วยแล้วคงลำบากอย่างมาก ผู้ช่วยนี้คือศูนย์บริการนักศึกษา

ศูนย์บริการนักศึกษา ( Student service) ของสถาบันITM มีเจ้าหน้าที่ 4 คนมีคุณเฮลก่า (Helga Bodges) เป็นหัวหน้า มีคุณแพทริเชีย (Patricia Braat) คุณฮิลดี (Hilde Verhegen)และคุณเฟียน่า (Fiona Robertson) โดยมีหน้าที่ประสานงานกับนักศึกษาในเรื่องบ้านพัก จัดซื้อตั๋วเครื่องบิน จัดการเรื่องทุนการศึกษา การขึ้นทะเบียนผู้อาศัยและบัตรประจำตัว ประกันสุขภาพ การประสานด้านการเรียนภาษา วีซ่า ใบรับรองต่างๆ การหาสถานที่เลี้ยงเด็กสำหรับครอบครัว จัดกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการเปิดบัญชีธนาคาร ช่วงอยู่ที่เมืองไทยผมจะประสานกับทีมงานเหล่านี้ทางอีเมล์ เขาจะให้ความช่วยเหลือ คำแนะนำดีมาก

ศูนย์บริการนักศึกษาจะอยู่ในอาคารที่ศูนย์โรคัส ที่ถนนเซนต์โรคัสแสตรต (St. Rochusstraat) ซึ่งเป็นอาคารที่ใช้เรียนของหลักสูตรผมเป็นสำนักงานของคณะสาธารณสุขศาสตร์ ตอนพักเบรคก็จะจัดชา กาแฟ นมสด จาน ช้อน เตาไมโครเวฟ ไว้บริการนักศึกษา การที่นักศึกษามีผู้คอยช่วยเหลือ ทำให้ลดภาวะเครียดในเรื่องต่างๆลงได้มาก เบื้องหลังความสำเร็จของนักศึกษาแต่ละรุ่นจึงมีบุคคลเหล่านี้คอยสนับสนุนเสมือนเป็นการปิดทองหลังพระอยู่ด้วย

ผมมานั่งนึกดูช่วงที่ผมทำงานมาตลอด 14 ปี ความสำเร็จของงานที่เกิดขึ้นก็จะมีคนที่ทำงานแบบปิดทองหลังพระ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหน่วยงานอยู่มาก คล้ายๆการแสดงละคร แสดงภาพยนตร์ ที่เราได้เห็นหน้าเวทีหรือหน้าจอในบทบาทของนักแสดง แต่เบื้องหลังนั้นยังมีผู้กำกับ ช่างกล้อง ช่างแต่งหน้า หรืออื่นๆอีกมาก ในช่วงที่ผมเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่พริก มีหมอคนเดียว ก็ได้หมอญาหรือทันตแพทย์ปัญญา ขวัญวงศ์ (ปัจจุบันทำงานอยู่ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก เป็นคนที่ทำงานเก่ง มีความรับผิดชอบสูงมากและคิดกว้าง มองไกล เข้าใจคน) มาช่วยเป็นรองผู้อำนวยการรับภาระงานต่างๆแทนให้อย่างดี ช่วงที่อยู่โรงพยาบาลบ้านตาก หมอประจำ (น่าจะเรียกหมอเวียนมากกว่า) เปลี่ยนบ่อยมาก ตั้งแต่หนึ่งเดือนถึงหนึ่งปี) ก็ได้พี่ปุ๋ยหรือเภสัชกรวรุตม์ อ๊อดทรัพย์ มาช่วยรับภาระรองผู้อำนวยการคอยดูแลงานต่างๆให้เป็นอย่างดีเช่นกัน

ทางด้านการประชุมส่วนราชการ การประชาสัมพันธ์ การสร้างสัมพันธ์กับชุมชน การดูแลติดต่อกับคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลก็ได้พี่ตุ้ยหรือวราภรณ์ ใจมูลมาช่วย ด้านงานสาธารณสุขชุมชนก็ได้พี่เป้าหรือดารณี สวนเอก ช่วยดูแลให้ ด้านการพยาบาลก็มีพี่เย็น (ปริญฎา นิลประภา) ในเรื่องงานประกันสุขภาพ การจัดสรรงบประมาณรายหัว การตามจ่าย รับส่งคนไข้ก็ได้พี่แจ๋ว (จินตนา บึกนันตา) ช่วยดูแลให้ ในเรื่องกิจกรรม 5 ส ก็มีพี่ต๋อม (ศศิธร ชัยมัง) ช่วยเป็นหัวหน้าทีม ในการพัฒนาคุณภาพระบบบริการก็มีพี่ตุ๊ (เทพทวย มูลวงษ์) ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพบริการทางคลินิกก็มีพี่ติ้ง (ศรีวรรณ รัศมี) ในเรื่องการเรียนการสอนนิสิตแพทย์ปี 4 ปี 5 ก็ได้เอ้ (สุภาภรณ์ บัญญัติ) เป็นผู้จัดการ ติดตาม ดูแลนิสิตให้ ในเรื่องการเรียนการสอนแพทย์แผนไทยประยุกต์ของวิทยาลัยชุมชนก็มีปู (วรวรรณ พุทธวงศ์) ดูแลอยู่

ในเรื่องการบริหารความเสี่ยงและกายภาพ สิ่งแวดล้อมก็ได้พี่ตุ๊ก (ภิพาภรณ์ โมราราช)มาช่วยบริหารจัดการ ในเรื่องกิจกรรมต่างๆเช่นกีฬา การดูแลน้องๆลูกจ้างชั่วคราวสายวิชาชีพก็มีป้อม (รัชดา โพธิ์ทอง) จัดการให้ ในเรื่องข้อมูลสารสนเทศของโรงพยาบาลก็มีปิ (ปิย์วรา ตั้งน้อย) ช่วยเป็นแม่งาน ในเรื่องเทคโนโลยีสานสนเทศและการก่อสร้างต่างๆก็ได้พี่ออด (อภิชาต รอดแสวง) ช่วยจัดการดูแล ในเรื่องการเงินของมูลนิธิโรงพยาบาลบ้านตากก็มีหยิน (ยุวดี มีปัญญา) ช่วยดูแลอยู่ ซึ่งผู้ช่วยเหล่านี้ก็ทำได้ดีมากๆ เป็นคนที่รับภาระหลักและหนักมากในเรื่องนั้นๆ รวมทั้งเป็นผู้ร่วมลงมือปฏิบัติเองด้วย ไม่ใช่ไปใช้คนอื่นทำอีกต่อหนึ่งแล้วเอาผลงานมาเสนอผม

และก็ยังมีผู้ช่วยที่อยู่เบื้องหลังมากๆ อีกก็คือเลขานุการของผม อยู่ที่บ้านตากก็มีหนิง (นารายณ์ แรมนิล)เป็นเลขาผมด้วยและเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการของโรงพยาบาลบ้านตากด้วย คอยดูแลอำนวยความสะดวกต่างๆ การติดต่องาน เอกสารต่างๆให้ผม และมีเอ๋ (พุทธรักษา ยังทิศ) งานการเจ้าหน้าที่ ช่วยด้วยอีกแรงหนึ่ง ผมไม่ได้มีเลขานุการแยกออกมาเฉพาะ เพราะคิดว่างานของส่วนของผมไม่มากและเราก็มีคนน้อย ส่วนที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก มีเลขานุการของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด 2 คนคือ ทิพย์ (พรทิพย์ สะสมสิน) กับ พี่เปิ้น (พิมพรรณ คงดี) ซึ่งก็ช่วยดูแลผมด้วย ผู้ช่วยที่ทำหน้าที่เลขานุการของผมทั้งสี่คนนี้ เป็นคนที่มีอัธยาศัยใจคอดีมาก มีความรับผิดชอบสูง มนุษยสัมพันธ์ดีและมีน้ำใจ เป็นการช่วยเหลือผมโดยที่ผมไม่เคยให้อะไรเป็นพิเศษมากไปกว่าเจ้าหน้าที่คนอื่นๆเลย

ในความสำเร็จของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เมื่อเกิดความสำเร็จขึ้นมา เป็นที่รู้จัก เป็นที่ยอมรับ คนก็จะรู้จักเฉพาะผู้บริหารระดับสูงหรือผู้อำนวยการเท่านั้น จริงๆแล้วเบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นยังมีบุคคลอีกหลายคนที่อาจไม่ได้รับการกล่าวถึงโดยเฉพาะผู้ปฏิบัติทั้งหลาย รวมทั้งผู้ช่วยต่างๆที่แบกภาระหนักมากแต่คนอาจมองข้ามไปได้ ในชีวิตของคนๆหนึ่งก็เช่นกันหากพบกับประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น นอกจากความสามารถคุณสมบัติเฉพาะบุคคลของคนๆนั้นแล้ว ก็จะมีบุคคลเบื้องหลังอีกมากมายที่คอยช่วยเขาอยู่ เป็นพลังหนุน พลังเสริมให้คนๆนั้นประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ด้วยลำแข้งของเขาคนนั้นคนเดียว

ก่อนจบบันทึกนี้ ผมได้อ่าน บทความในคอลัมน์ ความคิดที่ออกแบบได้ โดย คุณสาโรจน์ มณีรัตน์ ชื่อ เรียนรู้การเป็นผู้นำจาก 'จูมง เป็นเนื้อหาสาระที่ดีมาก ผมเองก็ไม่เคยดูละครเรื่องนี้ แต่คิดว่าเป็นการวิเคราะห์ที่มีประโยชน์ จึงขอตัดตอนบทความมาให้ผู้อ่านได้อ่านกัน ดังนี้ครับ

“.....แต่กระนั้น ในอีกภาพหนึ่ง ผมก็อยากที่จะเห็นภาวะความเป็นผู้นำในประเทศเกิดขึ้น เพราะอย่างที่ทราบๆกัน คนที่เป็นผู้นำนั้นนอกจากจะต้องมีความเป็นผู้นำอย่างชัดเจน ซึ่งจะต้องถึงพร้อมด้วยคุณธรรม จริยธรรม หรือถึงพร้อมในการเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธา

หากผู้นำนั้นจะต้องกล้าตัดสินใจ มีการวางแผน และจะต้องมียุทธวิธีในการใช้คนด้วย ซึ่งตัวอย่างมีให้เห็นหลายคนในองค์กรธุรกิจชั้นนำ แต่ภาพที่เห็นชัดเจน จนเชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกออกถึงความเป็นผู้นำก็คือ 'จูมง'

ยอมรับครับว่า แรกเมื่อดู 'จูมง มหาบุรุษกู้บัลลังก์' ก็ดูแบบคนชอบดูละครทั่วไป แต่เมื่อนำหลักคิด วิธีคิดเชิงการบริหารจัดการมาลองจับดู ปรากฏว่าภาพยนตร์เกาหลีเรื่องนี้สอนให้เห็นในเรื่องของความเป็นผู้นำอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของการวางแผน การตัดสินใจ ยุทธวิธีในการใช้คน หรือแม้แต่ความเด็ดเดี่ยว เด็ดขาด ที่เขาแสดงออกให้ลูกน้องเห็น ขณะเดียวกัน 'จูมง' ก็พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของลูกน้อง หากลูกน้องมีความคิดเห็นที่ดีกว่า

              ที่สำคัญ 'จูมง'พร้อมที่จะเสียสละอยู่เสมอ โดยไม่สนใจว่า สิ่งที่ตัวเองกรุยทางผ่านมาในการรวมอาณาจักรโชซอนโบราณ ตัวเองจะต้องขึ้นเป็นพระราชาเพียงผู้เดียว เพราะขณะนั้น ลูกน้องของ 'โซซาโน'ต่างคิดว่าเราก็เป็นผู้สนับสนุนทางด้านเสบียงอาหาร และสร้างอาณาจักรขึ้นมา แล้วทำไม ถึงจะต้องยกตำแหน่งพระราชาให้กับ'จูมง'

               ส่วนฝ่ายลูกน้องของ 'จูมง'ก็คิดว่า ในเมื่อเราเป็นผู้รวบรวมแคว้นต่างๆ จนเป็นปึกแผ่น แล้วทำไมถึงจะต้องมอบตำแหน่งผู้ปกครองอาณาจักรให้กับ'โซซาโน ปรากฏว่าทั้ง 'จูมง'และ'โซซาโน'กลับไม่คิดอย่างที่ลูกน้องคิดเลย เพราะทั้ง 2 คน ต่างมีความคิดเห็นอย่างเดียวกันว่าเป้าหมายของเราคือต้องการฟื้นอาณาจักรโชซอนโบราณขึ้นมา ดังนั้น ไม่ว่าใครจะเป็นพระราชา หรือผู้ปกครองก็ได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียวคือคนที่จะมาเป็นผู้นำจะต้องเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของประชาชนให้ได้                  

                'จูมง'เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาได้ ขณะที่'โซซาโน'ก็เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาได้ ดังนั้น เมื่อทั้ง 2 คน แต่งงานกัน ศรัทธาจึงเพิ่มเป็น 2 เท่า จนทำให้อาณาจักรโชซอนโบราณฟื้นคืนมาอย่างยิ่งใหญ่ จนสถาปนาเป็นแคว้นใหม่ขึ้นมา แต่ลึกลงไปกว่านั้น การที่ 'จูมง'และ'โซซาโน'สามารถสถาปนาแคว้นใหม่ขึ้นมาได้ เป็นเพราะเขาทั้งคู่มียุทธวิธีในการใช้คนด้วย

                  ยิ่งเฉพาะ 'จูมง'ด้วยแล้วเห็นชัดเจนที่สุด เพราะลูกน้องแต่ละคนที่เขาได้มานั้น ไม่เพียงถูกพิสูจน์กันด้วยใจกับใจ หากเขายังมอบความจริงใจให้ด้วย สำคัญไปกว่านั้น เขายังให้เกียรติ และมอบหมายงานที่เชื่อว่าคนคนนี้น่าจะเหมาะกับงานชนิดนี้ ขณะที่ลูกน้องอีกคนหนึ่ง ก็น่าจะทำงานอย่างนี้ ถึงจะบรรลุเป้าหมาย

               นั่นแสดงว่า 'จูมง'ต้องอ่านใจคนออก และมีสายตาพิเศษที่มองออกว่าใครเหมาะกับงานประเภทไหน อย่างไร…”

                  เป็นไงบ้างครับ แง่คิดจากการทำงาน การบริหารงานและการเป็นผู้นำของ จูมง

พิเชฐ  บัญญัติ

Verbond straat 52

2000 Antwerp, Belgium

8 ตุลาคม 2550

21.20 น. ( 02.20 น.เมืองไทย ) 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน PracticalKM



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

เข้ามาทักทายยามเช้า (ที่เมืองไทย)

ผมเพิ่งเจอพี่เกศราภรณ์  เมื่องานมหกรรม KM ภูมิภาค  ที่ผ่านมา   เที่ยวนี้คึกคักครับ  เพราะว่า บ้านตาก version  ที่มีชุมชนเข้ามาร่วมงานด้านสุขภาพ  เยี่ยมมากเลยคับคุณหมอ

หนาว (มาก) ไหมครับ    ขอให้สนุกและนำสิ่งดีๆ มาฝากประเทศไทยเยอะๆ นะครับ

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับพี่ธวัช

ขอบคุณสำหรับคำชื่นชมแทนชาวโรงพยาบาลบ้านตากและขอบคุณที่แวะเข้ามาทักทายกันครับ

ผมเข้าไปอ่านบรรยากาศโดยรวมของงานมหกรรมKMภูมิภาคที่ มน. ในบล็อคของอาจารย์วิจารณ์แล้วครับ เยี่ยมมากเลยครับ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆที่ สคส.อุตส่าห์รดน้ำพรวนดินจนงอกงามเติบใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาไปมากมาย สิ่งที่ผมเคยหวั่นก็คือเกรงว่าจะเป็นเพียงแฟชั่น แล้วก็ซาไปในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า ก็คงจะไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

กิจกรรมKMที่บ้านตากที่มีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมนั้น ไม่ใช่เวอร์ชั่นใหม่ครับ พวกเราทำกันมานานแล้ว แต่คนทำอาจไม่ได้มีโอกาสไปนำเสนอด้วยตัวเอง อย่างเช่น การแลกเปลี่ยนการทำงานสาธารณสุขในชุมชนของกลุ่ม อสม. นำโดยพี่ตา (อัมรา มหาวรรณ)กับพี่เพชร (เพชรา คงศรี) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างญาติที่มาเฝ้าผู้ป่วยกับพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยในหอผู้ป่วยชายและหญิงโดยพี่ตุ๊(เทพทวย มูลวงษ์) กับพี่ติ้ง(ศรีวรรณ รัศมี)

การแลกเปลี่ยนระหว่างผู้สูงอายุในชุมชนในการดูแลตนเองโดยน้อย(วราพร คุ้มอรุณรัตนกุล)และพี่เพชร การแลกเปลี่ยนการดูแลเด็กพัฒนาการล่าช้าในระหว่างผู้ปกครองที่ดูแลเด็กโดยปิ (ปิย์วรา ตั้งน้อย ตรีบุพชาติสกุล) การแลกเปลี่ยนกลวิธีการทำงานร่วมกับชุมชนและเทศบาลในเรื่องอาหารปลอดภัยโดยพี่ตุ๊ก (ภิพาภรณ์ โมราราช) ที่ทำมาเกือบสิบปีแล้ว การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหมู่บ้านเพื่อเลิกเหล้าโดยพี่เพชร การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มหมอพื้นบ้านโดยพี่คุ้ม (บุญคุ้ม อ่ำเจ๊ก) เป็นต้น

กิจกรรมเหล่านี้ ผู้รับผิดชอบงานเป็นผู้ริเริ่มขึ้นมาเอง ภายใต้การสนับสนุนของผู้บริหารเท่านั้น

ฝากสวัสดีอาจารย์หมอวิจารณ์ อาจารย์ดร.ประพนธ์และพี่ๆน้องๆชาว สคส.ด้วยครับ

เขียนเมื่อ 

ดูแล้วพี่หมอก็ได้มีเวลาเรียนเวลาพัก มีเวลาส่วนตัวดีคะ จะได้ไม่เหงามากคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับน้องนก

พี่ก็พยายามแบ่งเวลาในการเรียน การทำงานบ้าน ติดต่อกับเพื่อนๆ อ่านข่าวของมืองไทย ดูทีวี เป็นต้น และก็หาเวลาออกกำลังกาย แต่สถานที่ในการออกกำลังกายที่แอนท์เวิปจำกัดมาก สู้เมืองไทยไม่ได้

เขียนเมื่อ 

นก เอารูปลูกนก มาอวดพี่หมอคะ คนโต อยู่ ป.6 11 ขวบ  คนเล็กอยู่อ.3  6 ขวบคะ

Image%28059%29Dsc04015

Dsc04058Image%28062%29

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับน้องนก

ลูกๆน่ารักทั้งคู่ คงน่ารักเหมือนคุณพ่อคุณแม่นะครับ ลูกถือเป็นกำลังใจที่สำคัญที่ทำให้เราพยายามทำสิ่งดีๆเพื่อเขา เป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ เรารุ้ว่าพ่อแม่เรารักเรามากแค่ไหน ก็จากการที่เรารักลูกนี่แหละ จริงไหมครับ

หมายเลขบันทึก

136456

เขียน

09 Oct 2007 @ 02:35
()

แก้ไข

09 Jun 2012 @ 20:11
()

สัญญาอนุญาต

สงวนสิทธิ์ทุกประการ
ความเห็น: 6, อ่าน: คลิก