มีคนที่ทำงานแบบปิดทองหลังพระ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหน่วยงานอยู่มาก คล้ายๆการแสดงละคร แสดงภาพยนตร์ ที่เราได้เห็นหน้าเวทีหรือหน้าจอในบทบาทของนักแสดง แต่เบื้องหลังนั้นยังมีผู้กำกับ ช่างกล้อง ช่างแต่งหน้า หรืออื่นๆอีกมาก ที่ไม่ได้มีโอกาสออกไปโชว์หน้าเวทีหรือออกไปพูดตามหน่วยงานต่างๆ

  ช่วงนี้อากาศที่แอนท์เวิปหนาวลงมาก วันนี้แค่ 10 องศาเซลเซียส หนาวจนนึกว่าตัวเองจะไม่สบาย ขนาดใส่เสื้อหนาๆแล้วยังหนาว ตอนนอนต้องเปิดฮีตเตอร์ เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้รับใบนัดจากสถานีตำรวจ ให้ไปติดต่อเรื่องการทำบัตรประชาชนชั่วคราว มีวันเวลานัดให้ไปแต่ดูแล้ววันศุกร์จะเปิดถึง 1 ทุ่ม ผมมีเวลา 15 นาทีจากบ้านพักไปสถานีตำรวจ ที่ถนนอูดาน (Oodaan) ผมใช้เวลาเดินอย่างเร็วประมาณ 10 นาที ไปถึงเหลืออีก 10 นาทีจะหมดเวลา เขาก็ทำให้ด้วยดี พร้อมทำงาน โดยไม่เก็บของหรือแอบเลิกงานก่อนเวลา แล้วก็ให้เอกสารเพื่อไปให้สถาบันฯดำเนินการต่อ ต้องรอวันนัดเพื่อตรวจสอบบ้านพัก กว่าจะออกบัตรได้คงอีกประมาณ 3 สัปดาห์ บัตรนี้จะใช้แทนวีซ่าซึ่งทางสถานทูตออกให้แค่ 3 เดือน เท่านั้น แต่ถ้าได้บัตรนี้แล้วก็จะใช้แทนได้เลย

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม ทางศูนย์บริการนักศึกษา ได้จัดรถบัสพร้อมไกด์พาไปเที่ยวชมท่าเรือแอนท์เวิป ที่ถือเป็นท่าเรือที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ที่เหลือคือสิงคโปร์ ฮ่องกง รอตเตอร์ดัม ฮัมบรูกจ์ ท่าเรือนี้อยู่ในแม่น้ำเชลด์ (Schelde) บริเวณโดยรอบท่าเรือเป็นโกดังและตู้ใส่สินค้า (Container) ขนาดใหญ่ ของบริษัทต่างๆ กินพื้นที่กว้างมาก มีระบบขนถ่ายสินค้าจากเรือโดยใช้ปั้นจั่นขนาดใหญ่ยกสินค้า มีระบบขนส่งสินค้าจากท่าเรือออกไปปลายทางโดยระบบรถไฟ ไม่ใช้รถสิบล้อแบบบ้านเรา ที่กินเชื้อเพลิงมาก ขนส่งได้น้อย ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูงและถนนพังเร็ว

ช่วงบ่ายผมกับเพื่อนได้ไปเดินซื้อของเพื่อเตรียมไว้ทำอาหารที่ตลาดนัดวันเสาร์และบริเวณไชน่าทาวน์ที่ขายอาหารเอเชีย มีร้านไทยสองร้านคือร้านสวัสดี กับร้านแสงไทย อยู่บริเวณถนนฟอลวีเซนเบคแสตรต (Van Wesenbekestraat) ตอนซื้อของที่ร้านแสงไทย คนขายเป็นคนไทย คนซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทย ผมเจอพี่คนหนึ่งชื่อพี่อี๊ด เป็นคนสกลนคร มาอยู่ที่เบลเยียมได้ 17 ปีแล้ว สามีเป็นคนเบลเยียม มีลูก 4 คน อัธยาศัยดีมาก ให้เบอร์โทรพร้อมที่อยู่ไว้เผื่อมีเวลาว่างจะได้แวะไปที่บ้าน พี่เขาบอกว่าจะทำส้มตำปลาร้าให้กิน อยู่ที่เบลเยียมหากินยาก

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม ตื่นนอนตามปกติ ไม่ได้ออกไปไหน อยู่ซักผ้า ทำงานบ้าน การซักผ้าด้วยตัวเองก็เป็นการทำงานก็ได้ หรือจะเป็นการพักผ่อนคลายความเครียดก็ได้ ทำให้ละจากชีวิตออนไลน์ ทีวี หนังสือมาอยู่กับผืนผ้าที่บรรจงซักให้สะอาด ใจจดใจจ่ออยู่กับผ้าที่ซัก ก็เป็นการทำสมาธิได้อย่างหนึ่ง เหมือนกับที่พระอาจารย์จรัญ ฐิติธัมโม ท่านคอยสอนผมเรื่องกายไหว ใจนิ่ง หรือที่ท่านจันทร์ เคยเทศน์ออกโทรทัศน์ไว้ว่า "สมาธิที่แท้จริง ไม่ใช่การปลีกวิเวกออกไปอยู่ป่า อยู่วัด แต่สมาธิที่แท้จริงคือจิตใจที่มุ่งมั่นผูกกับงานที่ทำ ที่รับผิดชอบ" หลังจากนั้นก็นั่งดูหนังเรื่องสมเด็จพระนเรศวร ภาค 1 (ภาคสองดูแล้วในโรงหนัง) ซึ่งอยากดูแต่ตอนอยู่เมืองไทยไม่มีเวลาดู เป็นการดูอย่างตั้งใจ ดูไปคิดไป เรียนรู้ไป ทำให้ได้แนวคิด กำลังใจอย่างมาก  

ช่วงบ่ายก็รีดผ้าที่แห้งแล้ว การรีดผ้าถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ผมไม่ได้รีดผ้าเองมานานสิบกว่าปี แต่พอกลับมาทำอีก ก็ทำได้ ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไร เพราะเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องทำเอง มาอยู่แบบนี้ก็ต้องดูแลตัวเอง ช่วยตัวเองได้ แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากการช่วยตัวเองแล้ว การที่ทำให้ปรับตัวได้เร็ว ทำอะไรๆในบ้านเมืองที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นทางการ อ่านป้าย อ่านเอกสารอะไรไม่ได้เลยนี่ ถ้าไม่มีผู้ช่วยแล้วคงลำบากอย่างมาก ผู้ช่วยนี้คือศูนย์บริการนักศึกษา

ศูนย์บริการนักศึกษา (Student service) ของสถาบันITM มีเจ้าหน้าที่ 4 คนมีคุณเฮลก่า (Helga Bodges) เป็นหัวหน้า มีคุณแพทริเชีย (Patricia Braat) คุณฮิลดี (Hilde Verhegen)และคุณเฟียน่า (Fiona Robertson) โดยมีหน้าที่ประสานงานกับนักศึกษาในเรื่องบ้านพัก จัดซื้อตั๋วเครื่องบิน จัดการเรื่องทุนการศึกษา การขึ้นทะเบียนผู้อาศัยและบัตรประจำตัว ประกันสุขภาพ การประสานด้านการเรียนภาษา วีซ่า ใบรับรองต่างๆ การหาสถานที่เลี้ยงเด็กสำหรับครอบครัว จัดกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการเปิดบัญชีธนาคาร ช่วงอยู่ที่เมืองไทยผมจะประสานกับทีมงานเหล่านี้ทางอีเมล์ เขาจะให้ความช่วยเหลือ คำแนะนำดีมาก

ศูนย์บริการนักศึกษาจะอยู่ในอาคารที่ศูนย์โรคัส ที่ถนนเซนต์โรคัสแสตรต (St. Rochusstraat) ซึ่งเป็นอาคารที่ใช้เรียนของหลักสูตรผมเป็นสำนักงานของคณะสาธารณสุขศาสตร์ ตอนพักเบรคก็จะจัดชา กาแฟ นมสด จาน ช้อน เตาไมโครเวฟ ไว้บริการนักศึกษา การที่นักศึกษามีผู้คอยช่วยเหลือ ทำให้ลดภาวะเครียดในเรื่องต่างๆลงได้มาก เบื้องหลังความสำเร็จของนักศึกษาแต่ละรุ่นจึงมีบุคคลเหล่านี้คอยสนับสนุนเสมือนเป็นการปิดทองหลังพระอยู่ด้วย

ผมมานั่งนึกดูช่วงที่ผมทำงานมาตลอด 14 ปี ความสำเร็จของงานที่เกิดขึ้นก็จะมีคนที่ทำงานแบบปิดทองหลังพระ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหน่วยงานอยู่มาก คล้ายๆการแสดงละคร แสดงภาพยนตร์ ที่เราได้เห็นหน้าเวทีหรือหน้าจอในบทบาทของนักแสดง แต่เบื้องหลังนั้นยังมีผู้กำกับ ช่างกล้อง ช่างแต่งหน้า หรืออื่นๆอีกมาก ในช่วงที่ผมเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่พริก มีหมอคนเดียว ก็ได้หมอญาหรือทันตแพทย์ปัญญา ขวัญวงศ์ (ปัจจุบันทำงานอยู่ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก เป็นคนที่ทำงานเก่ง มีความรับผิดชอบสูงมากและคิดกว้าง มองไกล เข้าใจคน) มาช่วยเป็นรองผู้อำนวยการรับภาระงานต่างๆแทนให้อย่างดี ช่วงที่อยู่โรงพยาบาลบ้านตาก หมอประจำ (น่าจะเรียกหมอเวียนมากกว่า) เปลี่ยนบ่อยมาก ตั้งแต่หนึ่งเดือนถึงหนึ่งปี) ก็ได้พี่ปุ๋ยหรือเภสัชกรวรุตม์ อ๊อดทรัพย์ มาช่วยรับภาระรองผู้อำนวยการคอยดูแลงานต่างๆให้เป็นอย่างดีเช่นกัน

ทางด้านการประชุมส่วนราชการ การประชาสัมพันธ์ การสร้างสัมพันธ์กับชุมชน การดูแลติดต่อกับคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลก็ได้พี่ตุ้ยหรือวราภรณ์ ใจมูลมาช่วย ด้านงานสาธารณสุขชุมชนก็ได้พี่เป้าหรือดารณี สวนเอก ช่วยดูแลให้ ด้านการพยาบาลก็มีพี่เย็น (ปริญฎา นิลประภา) ในเรื่องงานประกันสุขภาพ การจัดสรรงบประมาณรายหัว การตามจ่าย รับส่งคนไข้ก็ได้พี่แจ๋ว (จินตนา บึกนันตา) ช่วยดูแลให้ ในเรื่องกิจกรรม 5 ส ก็มีพี่ต๋อม (ศศิธร ชัยมัง) ช่วยเป็นหัวหน้าทีม ในการพัฒนาคุณภาพระบบบริการก็มีพี่ตุ๊ (เทพทวย มูลวงษ์) ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพบริการทางคลินิกก็มีพี่ติ้ง (ศรีวรรณ รัศมี) ในเรื่องการเรียนการสอนนิสิตแพทย์ปี 4 ปี 5 ก็ได้เอ้ (สุภาภรณ์ บัญญัติ) เป็นผู้จัดการ ติดตาม ดูแลนิสิตให้ ในเรื่องการเรียนการสอนแพทย์แผนไทยประยุกต์ของวิทยาลัยชุมชนก็มีปู (วรวรรณ พุทธวงศ์) ดูแลอยู่

ในเรื่องการบริหารความเสี่ยงและกายภาพ สิ่งแวดล้อมก็ได้พี่ตุ๊ก (ภิพาภรณ์ โมราราช)มาช่วยบริหารจัดการ ในเรื่องกิจกรรมต่างๆเช่นกีฬา การดูแลน้องๆลูกจ้างชั่วคราวสายวิชาชีพก็มีป้อม (รัชดา โพธิ์ทอง) จัดการให้ ในเรื่องข้อมูลสารสนเทศของโรงพยาบาลก็มีปิ (ปิย์วรา ตั้งน้อย) ช่วยเป็นแม่งาน ในเรื่องเทคโนโลยีสานสนเทศและการก่อสร้างต่างๆก็ได้พี่ออด (อภิชาต รอดแสวง) ช่วยจัดการดูแล ในเรื่องการเงินของมูลนิธิโรงพยาบาลบ้านตากก็มีหยิน (ยุวดี มีปัญญา) ช่วยดูแลอยู่ ซึ่งผู้ช่วยเหล่านี้ก็ทำได้ดีมากๆ เป็นคนที่รับภาระหลักและหนักมากในเรื่องนั้นๆ รวมทั้งเป็นผู้ร่วมลงมือปฏิบัติเองด้วย ไม่ใช่ไปใช้คนอื่นทำอีกต่อหนึ่งแล้วเอาผลงานมาเสนอผม

และก็ยังมีผู้ช่วยที่อยู่เบื้องหลังมากๆ อีกก็คือเลขานุการของผม อยู่ที่บ้านตากก็มีหนิง (นารายณ์ แรมนิล)เป็นเลขาผมด้วยและเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการของโรงพยาบาลบ้านตากด้วย คอยดูแลอำนวยความสะดวกต่างๆ การติดต่องาน เอกสารต่างๆให้ผม และมีเอ๋ (พุทธรักษา ยังทิศ) งานการเจ้าหน้าที่ ช่วยด้วยอีกแรงหนึ่ง ผมไม่ได้มีเลขานุการแยกออกมาเฉพาะ เพราะคิดว่างานของส่วนของผมไม่มากและเราก็มีคนน้อย ส่วนที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก มีเลขานุการของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด 2 คนคือ ทิพย์ (พรทิพย์ สะสมสิน) กับ พี่เปิ้น (พิมพรรณ คงดี) ซึ่งก็ช่วยดูแลผมด้วย ผู้ช่วยที่ทำหน้าที่เลขานุการของผมทั้งสี่คนนี้ เป็นคนที่มีอัธยาศัยใจคอดีมาก มีความรับผิดชอบสูง มนุษยสัมพันธ์ดีและมีน้ำใจ เป็นการช่วยเหลือผมโดยที่ผมไม่เคยให้อะไรเป็นพิเศษมากไปกว่าเจ้าหน้าที่คนอื่นๆเลย

ในความสำเร็จของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เมื่อเกิดความสำเร็จขึ้นมา เป็นที่รู้จัก เป็นที่ยอมรับ คนก็จะรู้จักเฉพาะผู้บริหารระดับสูงหรือผู้อำนวยการเท่านั้น จริงๆแล้วเบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นยังมีบุคคลอีกหลายคนที่อาจไม่ได้รับการกล่าวถึงโดยเฉพาะผู้ปฏิบัติทั้งหลาย รวมทั้งผู้ช่วยต่างๆที่แบกภาระหนักมากแต่คนอาจมองข้ามไปได้ ในชีวิตของคนๆหนึ่งก็เช่นกันหากพบกับประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น นอกจากความสามารถคุณสมบัติเฉพาะบุคคลของคนๆนั้นแล้ว ก็จะมีบุคคลเบื้องหลังอีกมากมายที่คอยช่วยเขาอยู่ เป็นพลังหนุน พลังเสริมให้คนๆนั้นประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ด้วยลำแข้งของเขาคนนั้นคนเดียว

ก่อนจบบันทึกนี้ ผมได้อ่านบทความในคอลัมน์ ความคิดที่ออกแบบได้ โดย คุณสาโรจน์ มณีรัตน์ชื่อ เรียนรู้การเป็นผู้นำจาก'จูมง เป็นเนื้อหาสาระที่ดีมาก ผมเองก็ไม่เคยดูละครเรื่องนี้ แต่คิดว่าเป็นการวิเคราะห์ที่มีประโยชน์ จึงขอตัดตอนบทความมาให้ผู้อ่านได้อ่านกัน ดังนี้ครับ

“.....แต่กระนั้น ในอีกภาพหนึ่ง ผมก็อยากที่จะเห็นภาวะความเป็นผู้นำในประเทศเกิดขึ้น เพราะอย่างที่ทราบๆกัน คนที่เป็นผู้นำนั้นนอกจากจะต้องมีความเป็นผู้นำอย่างชัดเจน ซึ่งจะต้องถึงพร้อมด้วยคุณธรรม จริยธรรม หรือถึงพร้อมในการเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธา

หากผู้นำนั้นจะต้องกล้าตัดสินใจ มีการวางแผน และจะต้องมียุทธวิธีในการใช้คนด้วย ซึ่งตัวอย่างมีให้เห็นหลายคนในองค์กรธุรกิจชั้นนำ แต่ภาพที่เห็นชัดเจน จนเชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกออกถึงความเป็นผู้นำก็คือ'จูมง'

ยอมรับครับว่า แรกเมื่อดู 'จูมง มหาบุรุษกู้บัลลังก์' ก็ดูแบบคนชอบดูละครทั่วไป แต่เมื่อนำหลักคิด วิธีคิดเชิงการบริหารจัดการมาลองจับดู ปรากฏว่าภาพยนตร์เกาหลีเรื่องนี้สอนให้เห็นในเรื่องของความเป็นผู้นำอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของการวางแผน การตัดสินใจ ยุทธวิธีในการใช้คน หรือแม้แต่ความเด็ดเดี่ยว เด็ดขาด ที่เขาแสดงออกให้ลูกน้องเห็น ขณะเดียวกัน 'จูมง' ก็พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของลูกน้อง หากลูกน้องมีความคิดเห็นที่ดีกว่า

              ที่สำคัญ'จูมง'พร้อมที่จะเสียสละอยู่เสมอโดยไม่สนใจว่า สิ่งที่ตัวเองกรุยทางผ่านมาในการรวมอาณาจักรโชซอนโบราณ ตัวเองจะต้องขึ้นเป็นพระราชาเพียงผู้เดียว เพราะขณะนั้น ลูกน้องของ'โซซาโน'ต่างคิดว่าเราก็เป็นผู้สนับสนุนทางด้านเสบียงอาหาร และสร้างอาณาจักรขึ้นมา แล้วทำไม ถึงจะต้องยกตำแหน่งพระราชาให้กับ'จูมง'

               ส่วนฝ่ายลูกน้องของ'จูมง'ก็คิดว่า ในเมื่อเราเป็นผู้รวบรวมแคว้นต่างๆ จนเป็นปึกแผ่น แล้วทำไมถึงจะต้องมอบตำแหน่งผู้ปกครองอาณาจักรให้กับ'โซซาโนปรากฏว่าทั้ง'จูมง'และ'โซซาโน'กลับไม่คิดอย่างที่ลูกน้องคิดเลย เพราะทั้ง 2 คน ต่างมีความคิดเห็นอย่างเดียวกันว่าเป้าหมายของเราคือต้องการฟื้นอาณาจักรโชซอนโบราณขึ้นมา ดังนั้น ไม่ว่าใครจะเป็นพระราชา หรือผู้ปกครองก็ได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียวคือคนที่จะมาเป็นผู้นำจะต้องเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของประชาชนให้ได้                 

                'จูมง'เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาได้ ขณะที่'โซซาโน'ก็เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาได้ ดังนั้น เมื่อทั้ง 2 คน แต่งงานกัน ศรัทธาจึงเพิ่มเป็น 2 เท่า จนทำให้อาณาจักรโชซอนโบราณฟื้นคืนมาอย่างยิ่งใหญ่ จนสถาปนาเป็นแคว้นใหม่ขึ้นมาแต่ลึกลงไปกว่านั้น การที่'จูมง'และ'โซซาโน'สามารถสถาปนาแคว้นใหม่ขึ้นมาได้ เป็นเพราะเขาทั้งคู่มียุทธวิธีในการใช้คนด้วย

                 ยิ่งเฉพาะ'จูมง'ด้วยแล้วเห็นชัดเจนที่สุด เพราะลูกน้องแต่ละคนที่เขาได้มานั้น ไม่เพียงถูกพิสูจน์กันด้วยใจกับใจ หากเขายังมอบความจริงใจให้ด้วย สำคัญไปกว่านั้น เขายังให้เกียรติ และมอบหมายงานที่เชื่อว่าคนคนนี้น่าจะเหมาะกับงานชนิดนี้ ขณะที่ลูกน้องอีกคนหนึ่ง ก็น่าจะทำงานอย่างนี้ ถึงจะบรรลุเป้าหมาย

               นั่นแสดงว่า'จูมง'ต้องอ่านใจคนออก และมีสายตาพิเศษที่มองออกว่าใครเหมาะกับงานประเภทไหน อย่างไร…”

                  เป็นไงบ้างครับ แง่คิดจากการทำงาน การบริหารงานและการเป็นผู้นำของ จูมง

พิเชฐ  บัญญัติ

Verbond straat 52

2000 Antwerp, Belgium

8 ตุลาคม 2550

21.20 น. ( 02.20 น.เมืองไทย )