พอดีเห็นคนยังสงสัยกับเจ้าแผ่น DVD กันอยู่บ้าง ก็เลยเห็นว่าคงเป็นประโยชน์กับผู้ที่ยังสงสัยอยู่ไม่น้อย
จึงขอนำมาเล่าใหม่อีกครั้ง พอดีไปอ่านเจอมา จาก http://202.29.7.2/teacher/daungkaew/data/unit2/dvd.htm
DVD
ปัจจุบันสื่อที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลมีการพัฒนามาเรื่อยๆ จากเดิมที่ใช้ฟล๊อปปี้ดิสก์พัฒนามาเป็นซีดีรอมและดีวีดีในปัจจุบันโดยจุดเด่นของOptical Discก็คือการจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่นฟล๊อปปี้ดิสก์ นอกจากจะเก็บข้อมูลได้มากแล้วยังสามารถเก็บทั้งรูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหวได้ ยิ่งทำให้Optical Disc เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เริ่มต้นของสื่อประเภทนี้นั้นจะอยู่ในรูปของCD-ROM หลังจากนั้นจึงพัฒนามาเป็น CD-R/RW และกระทั่งถึง DVD ในปัจจุบัน โดยOptical Discแต่ละประเภทจะมีโครงสร้างทั้งส่วนของเครื่องอ่าน/เขียน และแผ่นที่แตกต่างกัน ผู้จัดทำจึงได้รวบรวมข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับสื่อชนิดนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีความสนใจ โดยได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งหนังสือ บทความวารสาร และเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามายังเว็บไซต์นี้ได้ข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับ Optical Disc
DVD (Digital Video disc หรือ Digital Versatile Disc)
เป็นสื่อในการจัดเก็บข้อมูลชนิดใหม่ที่สามารถเก็บข้อทูลได้ถึง 4.7-17 กิกะไบต์ (Gigabyte) ซึ่งข้อมูลที่เก็บจะเป็นได้ทั้งภาพ เสียง และข้อความ โดยมีขนาดเท่ากับแผ่นซีดี ดีวีดีที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์จะเรียกว่า DVD-ROM ส่วนที่ใช้ในการดูหนังฟังเพลงก็จะเรียกว่า DVD หรือ DVD-Video ก็ได้ ดีวีดีจะให้คุณภาพทั้งภาพและเสียงที่ดีกว่าซีดี ดีวีดีมีความจุในการเก็บข้อมูลได้มากกว่าซีดีรอมถึง 7 เท่า (เปรมนาถ ดูเบ, 2541)
ความเป็นมาของดีวีดี
ดีวีดีแจ้งเกิดเมื่อปี 1995 หลังจากซีดี 13 ปี โดยเกิดกลุ่มพันธมิตรใหม่ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นสมาคม ดีวีดี (DVD Consortium) อันประกอบไปด้วยบริษัทฟิลิปส์ โวนี่ พร้อมด้วยอีก 7 บริษัทได้แก่ ฮิตาชิ แมทซูชิต้า(พานาโซนิค) ไพโอเนียร์ มิตซูบิชิ เจวีซี ธอมสัน โตชิบ้า และบริษัทไทม์ วอร์นเนอร์ โดยดีวีดีในระยะแรกใช้ชื่อเต็มว่า “Digital Video Disc” ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ปี 1996 สมาคมผู้ผลิตภาพยนตร์สหรัฐอเมริกาและสมาคมผู้ผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ประกาศว่าจะหาทางป้องกันในเรื่องของการคัดลอกทำสำเนาขึ้นมา และหวังว่าข้อเสนอของสมาคมจะรวมอยู่ในข้อกำหนดการบันทึกในระบบดิจิทัลปี 1996 ที่จะนำเข้าสู่สภาคองเกรสข้อเสนอเหล่านี้ได้แก่ การอนุญาตให้ผู้บริโภคบันทึกเทปจากวิดีโอจากการแพร่สัญญาณหรือเคเบิลทีวีได้ อนุญาตให้โปรแกรมในระบบดิจิทัลที่เสนอแก่สมาชิกมีการป้องกันการทำสำเนาไว้ได้ อนุญาตให้เจ้าของลิขสิทธิ์ป้องกันการทำสำเนาจากภาพยนตร์ที่จ่ายเมื่อรับชม (payer-view) ภาพยนตร์ตามคำขอ (Video-on-demand) และวัสดุที่บันทึกล่วงหน้าจากโรงงานต่อมาเมื่อพฤศจิกายนปี 1996 แมทซูชิต้า ได้ประกาศถึงพัฒนาการของระบบการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ทกับดีวีดีระบบแรกเพื่อการเล่นภาพวิดีทัศน์จากหน้าเว็บในอินเทอร์เน็ทผ่านหน่วยนับ ดีวีดีรอม และถึงแม้จะมีการประกาศจากบริษัทต่างๆว่าจะนำ DVD-Video ออกวางสู่ตลาดเดือนพฤศจิกายนละธันวาคม 1996 แต่ก็ยังไม่มีการออกขายจริงจนถึงสิ้นปี ในเดือนกุมภาพันธ์ 1997 ทางไพโอเนียร์ และพานาโซนิค ได้นำเครื่องเล่นดีวีดีออกวางจำหน่าย ต่อมาด้วยประสิทธิภาพในการบันทึกข้อมูลโตชิบ้าจึงเสนอชื่อเต็มของดีวีดีใหม่ว่า “Digital Versattile Disc” หรือ “แผ่นวิดีทัศน์เอนกประสงค์” (เชาวฤทธิ์ พิบุตร, 2546)
เปรียบเทียบความจุของแผ่นดีวีดีกับสื่อแบบเดิม
ความจุที่มหาศาลเป็นจุดเด่นของดีวีดีที่เหนือกว่าสื่อแบบเดิม ซึ่งดีวีดี 1 แผ่นจะมีความจุเท่ากับ ซีดี 7 แผ่น และ เท่ากับฟล๊อปปี้ดิสก์ 3,357 แผ่น เคล็ดลับที่ทำให้ดีวีดีจุได้มากกว่านั้นมีดังนี้
ประการแรก คือโครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลภายในของดีวีดีที่มีขนาดเล็กกว่าจึงจุได้อัดแน่นมากกว่า
ประการที่ 2 คือ การใช้แสงเลเซอร์อ่านข้อมูลที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่านั่นคือ ดีวีดีใช้แสงเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นแค่ 635-650 นาโนเมตรขณะที่ซีดีรอมจะใช้เลเซอร์ที่มีความยาวกว่าในระดับ 750 นาโนเมตร
ประการที่ 3 ดีวีดีสามารถเก็บได้มากกว่าซีดี 1 ชั้น (Layer) ถ้าเป็นซีดีรอมจะเก็บข้อมูลได้ชั้นเดียว แต่ดีวีดีสามารถเก็บได้ 2 ชั้น
เปรียบเทียบคุณลักษณะของซีดีกับดีวีดี
คุณลักษณะ ดีวีดี ซีดี
เส้นผ่าศูนย์กลาง 120mm 120 mm
ความหนา 0.6 mm 1.2 mm
ระยะห่างระหว่างแทรค 0.74 nanometers 1.6 nanometers
ความยาวของหลุม 0.40 nanometers 0.834 nanometers
ความยาวคลื่นของเลเซอร์ 640 nm 780 nm
ความจุของข้อมูล 4.7 GB 0.68 GB
จำนวนชั้น (Layer) 1,2,4 1
เปรียบเทียบ DVD กับ CD
คุณสมบัติ DVD/ CD
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 120 มิลลิเมตร 120 มิลลิเมตร
ความหนารวม 1.2 มิลลิเมตร 1.0 มิลลิเมตร
ความหนา 0.6 mm. ต่อด้าน มีเพียงด้านเดียว
ความยาวของเลเซอร์ 650-635 นาโนเมตร 780 นาโนเมตร (infrared)
ความกว้างของแทรค 0.74 ไมครอน 1.6 ไมครอน
ความยาวของ pit และ land 0.4 ไมครอน 0.83 ไมครอน
จำนวนชั้นที่บันทึกข้อมูลได้ 1 หรือ 2 1
ความจุต่อหน้า Single Layer 4.7 GB
Double Layer 8.5 GB 680 MBโดยประมาณ
คุณสมบัติ DVD/ CD
อัตราการส่งผ่านข้อมูลต่อวินาที Max. total of combined audio and video = 9.8
Mbps Max. sum of Elementary streams+system overhead = 11.08 Mbps(1xDVD) 1.44 Mbps (video,audio)
(1xCD speed)
รูปแบบการบีบอัดของภาพวิดีโด MPEG-2 MPEG-1
Sound Tracks Mandatory (NTSC):2 chanel
Dolby Digital(AC-3) Optional: up to 8 streams of data available 2 Chanael-MPEG
สนับสนุนตัวอักษรบรรยาย มากถึง 32 ภาษาและเลือกภาษาได้ ได้เพียงคำบรรยายภาษาเดียว
การแก้ไขข้อผิดพลาด Reed Solomon Product Code
ส่งผ่านเฟรมต่อวินาที 25 Hz frames per sec
Aspect ratio 4:3, 16:9
ระบบเสียง Dolby AC-3 sampling rate 48 Khz
หน่วยความจำสนับสนุนวิดีโอ 1.85 Mb (MPEG-2) 328 Kb (MPEG-1)
ประเภทของแผ่นดีวีดี
ดีวีดีมีให้เลือกใช้งานหลายความจุ ซึ่งแต่ละแบบมีเทคนิคในการเก็บข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน ปัจจุบันแบ่งเป็น 4 รูปแบบตามความจุดังนี้
1. Single-Side, Single Layer หรือ DVD5
เป็นแผ่นที่ทำการจัดเก็บภาพได้เพียงชั้นเดียวและหน้าเดียว โดยสามารถบันทึกข้อมูลได้ 4.7 กิกะไบต์ DVD5 จะแบ่งใช้วัสดุ 2 แผ่น ประกบกัน จะใช้งานเพียงแค่ส่วนล่างเพียงแค่แผ่นเดียวในการบันทึกข้อมูล และบันทึกลงไปเพียงแค่ชั้นเดียว แผ่นรูปแบบนี้ใช้งานแพร่หลายมากที่สุด
2. Single-Side, Dual Layer : หรือ DVD9
จะคล้ายกับ DVD5 คือมีการบันทึกข้อมูลลงในหน้าเดียว แต่จะบันทึกข้อมูลไว้ 2 ชั้นกระบวนการผลิตจะเป็นวัสดุแผ่นเดียว บันทึกข้อมูลได้ประมาณ 8.5 กิโลไบต์ จึงเรียกว่า DVD9 โดยทั่วไป DVD9 จะใช้บันทึกข้อมูลที่ต้องการรายละเอียดมากๆ เช่น ภาพยนตร์ที่ต้องการคุณภาพของภาพสูงๆ เรื่องยาวๆ ซึ่งจะบรรจุข้อมูลเสียงไว้อีกชั้นหนึ่ง
3. Double-Sided, Single Layer : หรือ DVD10
สามารถบันทึกข้อมูลลงไปในแผ่นได้ทั้งสองหน้า และในแต่ละหน้าก็จะสามารถบันทึกข้อมูลได้เพียง 1 ชั้น แผ่นแบบนี้สามารถบันทึกข้อมูลได้เป็น 2 เท่าของ DVD5 คือสามารถบันทึกข้อมลได้ 9.4 กิกะไบต์
4. Double-Sided, Dual Layer : หรือ DVD18
สามารถบันทึกข้อมูลลงไปในแผ่นได้ทั้งสองด้าน และแต่ละด้านสามารถบันทึกได้มากถึงสองชั้น ซึ่งแผ่นชนิดนี้สามารถบรรจุข้อมูลได้ถึง 17 จิกะไบต์ จึงเป็นรุ่นที่จุได้สูงสุดการนำไปใช้งานมักเป็นเพื่อการบันทึกข้อมูลขนาดใหญ่มาก เช่น ภาพยนตร์ความยาวมากๆ
เปรียบเทียบดีวีดีทั้ง 4 ประเภท
Format ความจุ เวลาโดยประมาณที่บันทึกได้
Single-Side, Single Layer หรือ DVD5 4.7 GB 2 ชั่วโมง
Single-Side, Dual Layer : หรือ DVD9 8.5 GB 4 ชั่วโมง
Double-Sided, Single Layer : หรือ DVD10 9.4 GB 4.5 ชั่วโมง
Double-Sided, Dual Layer : หรือ DVD18 17 GB มากกว่า 8 ชั่วโมง
รูปแบบของแผ่นดีวีดี
• แผ่น DVD-ROM เป็นแผ่นดีวีดีที่บันทึกข้อมูลเพียงอย่างเดียวเหมือนกับซีดีรอม โดยการบันทึกข้อมูลจากโรงงานเราไม่สามารถบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมได้
• แผ่น DVD-R (DVD-Recordable) เป็นแผ่นดีวีดีที่สามารถบันทึกข้อมูลได้เพียงครั้งเดียว โดยสามารถบันทึกได้ทั้งข้อมูลเพลงและวิดีโอ ขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ใช้เขียนแผ่น
• DVD-RW (DVD-Rewritable) สามารถเขียนข้อมูลซ้ำได้หลายครั้งจะเล่นได้กับไดรว์ DVD-R/RW บนเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น
• แผ่น DVD+R/RW เป็นแผ่นที่ใกล้เคียงกับ DVD-RW เป็นมาตรฐานที่ทำให้แผ่นที่สามารถเขียนซ้ำได้สามารถนำไปใช้งานได้กับเครื่องเล่นดีวีดีอื่นๆที่ไม่ใช่ไดร์วของดีวีดีบนคอมพิวเตอร์
• แผ่น DVD-RAM (DVD-Random Access Memory) เป็นดิสก์แบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม สามารถบันทึกซ้ำได้เช่นเดียวกับ DVD-R, DVD+R/RW การบันทึกข้อมูลจะเป็นแบบฮาร์ดดิสก์ ซึ่งจะต้องมีไดร์ฟชนิดพิเศษในการอ่านและเขียนข้อมูลจะใช้งานผ่านไดร์ฟดีวีดีปกติไม่ได้ แต่ข้อดีของดีวีดีชนิดนี้ก็คือสามารถบันทึกข้อมูลซ้ำได้มากกว่า 100,000 ครั้งทำให้มันถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่มากขึ้น เช่น กล้องดิจิทัล
การแบ่งโซน ดีวีดี
เดิมดีวีดีถูกสร้างมาเพื่อใช้บันทึกภาพยนตร์ซึ่งมีโอกาสถูกละเมิดลิขสิทธิ์ได้สูงมาก ด้วยเหตุนี้ผู้ผลิตภาพยนตร์จากค่ายต่างๆจึงได้กำหนดโซนให้กับดีวีดีเพื่อป้องกันไม่ให้มีการก๊อปปี้ข้ามโซน แต่ละโซนจะมีสิทธิดูได้เฉพาะดีวีดีในโซนของตัวเองเท่านั้น หรือจะซื้อเครื่องเล่นดีวีดีจากโซนอื่นมาใช้กับแผ่นในโซนตัวเองก็ไม่ได้เช่นกัน โดยการแบ่งโซนมีการแบ่งดังนี้
โซนที่ 1 อเมริกาเหนือ แคนาดา
โซนที่ 2 ญี่ปุ่นและยุโรป
โซนที่ 3 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โซนที่ 4 ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกาใต้
โซนที่ 5 อินเดีย โซเวียต รัสเซีย แอฟริกา
โซนที่ 6 ประเทศจีน
นอกจากการมีแผ่นที่จำกัดโซนแล้วมีแผ่นที่สามารถเล่นได้กับทุกโซนก็คือ แผ่น All Zone ที่สามารถใช้งานได้กับเครื่องเล่น/ไดร์ฟได้โดยไม่ขึ้นกับโซนใดโซนหนึ่งซึ่งมักจะเป็นแผ่นที่ไม่เกี่ยวกับภาพยนตร์ นอกจากจะมีแผ่น All Zone แล้วตัวเครื่องเล่นดีวีดีก็มีเครื่อง DVD All Zone ด้วยเช่นกันเพื่อให้สามารถเล่นแผ่นดีวีดีของทุกโซนได้
นอกจากคุณสมบัติด้านการจัดเก็บที่สามารถเก็บได้มากกว่าแล้ว ดีวีดียังมีคุณสมบัติพิเศษดังต่อไปนี้
คุณสมบัติพิเศษของดีวีดี
1. คุณภาพของภาพและเสียง ระบบภาพของดีวีดีถูกบันทึกโดยใช้การบีบอัดภาพแบบ MPEG-2 ซึ่งจะให้คุณภาพของภาพและเสียงที่ดีกว่า
2. การแสดงภาพแบบ Wide-Screen เนื่องจากโทรทัศน์ที่ใช้กันอยู่มีอัตราส่วนของจอภาพเป็น 4:3 แต่ภาพยนตร์ที่สร้างในปัจจุบันมีอัตราส่วนของภาพเป็น 16 : 9 หรือ 20 : 9 ดังนั้นเวลาที่นำภาพยนตร์มาบันทึกลงภาพยนตร์มาบันทึกลงวิดีโอก็จะต้องตัดขอบบนและขอบล่างบางส่วนทิ้ง ด้วยเทคโนโลยีของดีวีดีทำให้ชมภาพยนตร์ที่มีอัตราส่วน 16 : 9 ได้ซึ่งหมายความว่าจะต้องใช้ร่วมกับโทรทัศน์แบบ Wide-Screen ด้วย
3. เลือกการทำงานแบบ Interactive เราสามารถเลือกมุมกล้องในการดูได้มากกว่า 1 มุมกล้อง ดีวีดีจะมีเมนูให้เลือกรูปแบบการทำงานทำให้ผู้ใช้สามารถกำหนดสิ่งที่ตัวเองต้องการรับชมเหมือนกับเป็นผู้กำกับหนัง ซึ่งทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับแผ่นโปรแกรมแต่ละแผ่นด้วย
4. ผู้ช่วยผู้ปกครอง ดีวีดีสามารถให้ผู้ปกครองสมารถกำหนดรหัสผ่านในการชมภาพยนตร์ที่มีเรทอันไม่เหมาะสมกับอายุของลูกๆ นอกจากนี้ยังสามารถชมภาพยนตร์ในแผ่นเดียวกันแต่เป็นเวอร์ชั่นในระดับที่ต่างกันได้
5. วิดีโอหลายภาษา ผู้ชมภาพยนตร์สามารถเลือกภาษาที่ตนต้องการได้ เพราะแผ่นดีวีดีหนึ่งแผ่นจะเก็บซาวด์แทรค์ได้ถึง 8 ภาษาและคำบรรยายใต้ภาพอีก 32 ภาษา
องค์ประกอบของไดร์ฟดีวีดี มีดังนี้
• Power Supply เป็นตัวรับกระแสไฟฟ้าเข้าสู่เครื่องดีวีดี
• Electronic Board ส่วนนี้เป็นบอร์ดหลักของไดร์ฟ ประกอบไปด้วย Microcontroller, Servo ระบบ READ BACK AUDIO D/A
• Optical Deck อุปกรณ์ที่ใช้เลื่อนทั้งหลาย หรือถาดเลื่อนแผ่นดีวีดี
• Objective Len และ Laser Diode เป็นส่วนสำคัญสำหรับไดร์ฟดีวีดีจะทำหน้าที่รวมลำแสงอินฟาเรดให้เกิดการโฟกัสยิงไปอย่างถูกต้องและแม่นยำ
• Optical Pickups หรือหัวอ่านแสงนับเป็นส่วนสำคัญของไดร์ฟดีวีดี โดยหัวอ่านแสงจะมีหลายประเภท ได้แก่
1. หัวฮอโลแกรม (Holographic pickups) จะใช้เลนส์ที่เป็นรูปวงแหวน และสามารถสะท้อนแสงเลเซอร์จากความลึก 2 ระดับที่แตกต่างกัน
2. หัวเลนส์คู่ (Twin-lens pickups) จะใช้เลนส์สองแบบที่แตกต่างกันออกแบบมาเพื่อให้โฟกัสได้ทั้งแผ่นดีวีดีและซีดี แต่ไม่สามารถอ่านแผ่น CD-R ได้
3. หัวเลนส์คู่ (Twin-lens pickups) จะใช้ชุดแสงเลเซอร์และเลนส์แยกจากกันเป็น 2 ชุดโดยที่ชุดหนึ่งจะใช้เลเซอร์ความยาวคลื่นสำหรับแผ่นซีดี และแผ่น CD-R และอีกชุดหนึ่งสำหรับอ่านแผ่นดีวีดี
ประเภทของไดร์วดีวีดี
ปัจจุบันไดร์ฟดีวีดีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะของการติดตั้งดังนี้
ไดร์วภายใน (Internal Drive) เป็นไดร์ฟที่ติดตั้งภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ราคาก็ถูกลงเรื่อยๆและน่าจะทดแทนไดร์ฟซีดีรอมได้ทั้งหมด(เชาวฤทธิ พิบุตร, 2546 : 46)
ไดร์วภายนอก(External Drive) ติดตั้งอยู่ภายนอกคอมพิวเตอร์ คุณสมบัติอื่นๆเทียบเท่ากับไดร์วภายใน แต่จะทำให้สะดวกสบายในการเคลื่อนย้าย
ไดร์วดีวีดีสำหรับการเขียนหรือบันทึก
ไดร์ว DVD-RAM สามารถเขียนและลบข้อมูลได้หลายครั้ง และไม่ต้องเขียนหรือลบทั้งแผ่นในเวลาเดียวกัน
ไดร์ว DVD-R ใช้สำหรับอ่านแผ่นได้อย่างเดียวไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ และสามารถอ่านแผ่นได้หลากหลายไม่จำกัดเหมือน DVD-ROM แต่ข้อเสียก็คือการถูกจำกัดเรื่องการแบ่งโซน
ไดร์ว DVD-RW ใช้อ่านข้อมูลจากแผ่นได้เช่นเดียวกับไดร์ว CD-R แต่จะทำการลบเพื่อเขียนข้อมูลใหม่ลงไปได้เช่นเดียวกับ DVD-RAM แต่จะต่างกันตรงที่ DVD-RW จะสามารถเขียนได้เพียงครั้งเดียว
ไดร์ว DVD+RW/+R สามารถเขียนและลบแผ่นดีวีดีได้หลายครั้ง
หลักการพิจารณาเลือกไดร์วดีวีดี
หลักการพิจารณาไดร์วดีวีดีต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆดังต่อไปนี้
1. ความเร็วในการอ่านของตัวไดร์ว หรือ Speed ของหัวอ่านเข้าถึงข้อมูลที่อยู่บนแผ่นนั่นเอง เช่น 16x หมายถึงความเร็วในการอ่านสูงถึง16 x1,356 จะเท่ากับ 21,696 กิโลไบต์
2. มาตรฐานการเชื่อมต่อของไดร์วกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าเป็นไดร์วภายนอกมีพอร์ตที่ใช้ส่งผ่านข้อมูลได้หลายแบบไม่ว่าจะเป็น USB หรือ Firewire เลือกให้สอดคล้องกับคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งาน ถ้าเป็นไดร์วแบบภายในก็ควรเลือกสนับสนุนการเชื่อมต่อแบบ IDE ไม่ต่ำกว่า ATA100 ขึ้นไป
3. สนับสนุนการอ่านกับแผ่นแบบต่างๆ ถ้าจะให้ดีไดร์วควรรองรับการอ่านให้ได้มากที่สุดนั่นคือ ได้ทั้ง DVD5, DVD9, DVD10 และ DVD18 นอกจากนั้นสิ่งที่ลืมไม่ได้คือการอ่านแผ่นซีดีธรรมดา(CD-ROM,CD-Rและ CD-RW)
4. มีเทคโนโลยีต่างๆ เนื่องจากแต่ละค่ายมีการสร้างและพัฒนาให้มีจุดเด่นเหนือกว่าค่ายอื่นอยู่เสมอ โดยแต่ละฝ่ายจะแตกต่างกันออกไป
5. ความสามารถพิเศษที่มาพร้อมกับไดร์วดีวีดี ยกตัวอย่างเช่น สามารถยกเลิกโซนได้
6. ราคา ใช่ว่าของถูกจะมีประสิทธิภาพดีเสมอไป ควรเลือกให้เหมาะสม
7. ระยะเวลาการรับประกันคุณภาพของสินค้า ซึ่งโดยปกติจะมีระยะเวลาการรับประกัน 1 ปีเป็นพื้นฐาน
DVD หมายถึง อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั้งภาพ วิดีโอ และข้อมูลทั่วไป ซึ่งมีความจุ มากกว่า แผ่น CD-ROM ทั่วไป ราวเจ็ดเท่าตัว DVD ได้ถูก พัฒนาขึ้น เพื่อกลบ ปัญหา ในการ สร้างสรรค์ ความบันเทิง ผ่านแผ่น VCD อันเนื่องมาจาก ปัญหา ในเรื่อง ของความจุต่ำ และคุณภาพ ของภาพและเสียง ที่ยังคง ไม่สามารถ ตอบสนอง ความคมชัด และความสมจริง ได้ ทำให้ วงการ คอมพิวเตอร์ ต้องพัฒนา สื่อบันทึกข้อมูล ในรูปแบบใหม่ ที่สามารถ ให้ความจุ ที่สูงมากขึ้น โดยที่ ยังคงรูปแบบ การใช้งาน ได้เช่นเดียวกับ แผ่น CD ในรูปแบบเดิม และนี่เอง คือต้นกำเนิด ของ DVD
DVD ถูกพัฒนา และออกแบบ มาเพื่อตอบสนอง ความต้องการ ทางด้านบันเทิง เป็นหลัก ด้วยการ รวมเอา ระบบมัลติมีเดีย ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งภาพ และเสียง มาไว้ บนแผ่น DVD คุณภาพ ของ แผ่น DVD นั้น จะให้ความคมชัด ในระดับ Laser Disc นอกจาก มีจุดเด่น ในเรื่อง ของความคมชัดแล้ว ยังสามารถ ให้ระบบเสียง ที่สมบูรณ์แบบ เทียบเท่ากับ ระบบเสียง ที่คุณ ได้รับชม ในโรงภาพยนตร์ เลยทีเดียว แต่เหนือกว่านั้น เนื่องจาก ขนาดความจุ ที่เหลือเฟือ ของแผ่น DVD ทำให้ แผ่น DVD หนึ่งแผ่น สามารถ แทรก Subtitle หรือเสียงบรรยาย ได้มากกว่า 1 ภาษา ซึ่งคุณ สามารถ เลือกรับชม ภาษา ที่คุณต้องการ ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้ง ยังมีการแทรก เบื้องหลัง การถ่ายทำ สัมภาษณ์ ดารา รวมไปถึง การเลือกชม ฉาก ต่างๆ ได้อย่างทันใจ ซึ่งทั้งหมดนี้ คุณไม่สามารถ ได้รับ ประสบการณ์ เช่นนี้ จาก สื่อความบันเทิง ในรูปแบบเดิม ทั้ง VCD, Video และ Laser Disc
DVD- R สามารถ ทำได้ มากกว่า การชม ภาพยนตร์ โดยคุณ จะสามารถ จัดเก็บข้อมูล หลายกิกะไบต์ และใช้งาน ระบบมัลติมีเดีย ได้เป็นอย่างดี เพราะเนื้อที่ ของ DVD ที่มีมากถึง 4.7GB นั้น สามารถ ใช้จัดเก็บ ข้อมูล ได้มากกว่า แผ่น CD ซึ่งมี เนื้อที่แค่ 650MB มากมาย แม้ว่า รูปลักษณ์ ภายนอก อาจจะมี ขนาด รูปทรง ที่คล้ายคลึงกัน ก็ตาม ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า คาดกันว่า ไดร์ฟ DVD-ROM จะเข้ามาแทนที่ไดร์ฟ CD-ROM บนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป
DVD มีสอง รูปแบบ คือ ดีวีดี ภาพวิดีโอ หรือ DVD-Video (หรือที่เรียก กันทั่วไป ว่า DVD ซึ่งใช้ ในการชม ภาพยนตร์ และ DVD-ROM ซึ่งใช้ ในการ เก็บข้อมูล เพียงอย่างเดียว เครื่อง เล่น DVD ( ไม่ใช่ Drive DVD ในคอมพิวเตอร์ ) ซึ่งคาดว่า จะมาแทนที่ เครื่องเล่น VCD ในอนาคต จะไม่สามารถ อ่านข้อมูล จากแผ่น DVD-ROM ได้ แต่ ไดร์ฟ DVD-ROM ในเครื่อง คอมพิวเตอร์ จะสามารถ อ่านได้ ทั้งแผ่น ภาพยนตร์ DVDs, CDs, และ DVD-ROMs
หากคุณ สนใจ ที่จะใช้งาน DVD Rom แล้วล่ะก็ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันก็ ไม่ง่าย เสมอไป เนื่องจาก ถ้าเครื่องของคุณ มี Spec เครื่องที่ต่ำแล้ว ( ต่ำกว่า Pentium 300 ) ระบบของคุณ จะไม่สามารถ รองรับ การถอดรหัส ด้วยความเร็วสูง ที่ถูก บันทึกอยู่ใน DVD ได้ ดังนั้น จึงต้องพึ่ง การ์ดถอดรหัส MPEG-2 เพื่อใช้ ในการ ชมภาพยนตร์ DVD และเล่นภาพ มัลติมีเดีย ต่าง ๆ โดยภาพ วิดีโอ จะถูกเก็บไว้ บนแผ่นDVD ด้วยการ บีบอัด ระบบ MPEG-2 ดังนั้น การที่จะ แสดงภาพ วิดีโอ ออกมานั้น จึงต้อง อาศัย ซีพียู ที่มี ประสิทธิภาพ สูงมาก เพราะ มิฉะนั้น ก็อาจจะ ทำให้ ภาพติดขัด หรือ หยุดชะงักได้ การ์ด MPEG-2 จะทำหน้าที่ ในการ ถอดรหัส ดังกล่าว ป้อนเข้า ซีพียู เพื่อช่วยให้ ภาพที่ ปรากฏ บนหน้าจอ เป็นไป ด้วยดี ไม่สะดุด ปัจจุบัน ผู้ผลิต DVD จะผลิตทั้ง DVD ROM ที่มี ตัวถอดรหัส MPEG-2 มาพร้อม และในรุ่น ราคาที่ถูกกว่า นั้น จะไม่มี ตัวถอดรหัส MPEG-2 มาให้ แต่จะใช้ software ในการช่วย ถอดรหัสแทน ซึ่งจะต้อง พึ่งพลัง ส่วนหนึ่ง ไปที่ CPU เพื่อให้ ทำการ ถอดรหัส ให้
คราวนี้ คุณคงจะรู้จัก DVD กันมากขึ้นแล้วว่า มันคืออะไร แต่ถ้าจะให้มากกว่านี้ ลองมาดูกันว่า การทำงานของ DVD นั้น มีหลักการ อย่างไรบ้าง เราเชื่อว่า จะยิ่ง ช่วยให้คุณ กลายเป็น ผู้เชี่ยวชาญ DVD ได้มากยิ่งขึ้น หากคุณ ได้มา ทำความรู้จัก กับ DVD อย่างเจาะลึก
ความเร็ว ในการอ่าน ข้อมูล ของ ไดร์ฟ DVD-ROM ถูกระบุ เป็นค่า "X" ซึ่งแตกต่าง จากค่า ที่ใช้กับ ไดร์ฟ CD-ROM เพราะ ระดับ 1X ของ DVD-ROM สามารถ อ่านข้อมูล ได้มากถึง 1.3MB ต่อวินาที และสามารถ อ่านแผ่น CD-ROM ธรรมดา ๆ ได้ใน ความเร็ว ในระดับ 8X หรือ 9X ของไดร์ฟ CD-ROM ธรรมดา (พูดง่าย ๆ ก็คือ 1X ของไดร์ฟ DVD-ROM เท่ากับ 8X - 9X ของไดร์ฟ CD-ROM ) ส่วนไดร์ฟ รุ่น 4X และรุ่น ที่มี ความเร็ว สูงกว่านั้น ของไดร์ฟ DVD-ROM ซึ่งมี วางขายแล้ว ในปัจจุบัน นั้น มีความเร็ว เทียบได้กับ ระดับ32X ของไดร์ฟ CD-ROM เพราะเหตุนี้ การซื้อ อุปกรณ์ DVD-ROM จึงช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพ ในการใช้งาน แผ่น CD-ROM ให้ดีขึ้นไปด้วย
นอกจาก Drive DVD แล้ว ปัจจุบัน ยังมีการ พัฒนา DVD แบบบันทึก ข้อมูลได้ คล้ายๆ กับ CD-R ซึ่ง ไดร์ฟ DVD ที่สามารถ บันทึก ข้อมูล ได้นั้น ยังช่วยให้ คุณสามารถ เก็บข้อมูล บนแผ่นเปล่า ได้อีกด้วย โดยใน ไดร์ฟนี้ จะมีการ ฉายแสงเลเซอร์ เผา ลงบน ผิวหน้า ของแผ่นดีวีดี ทำให้ส่วน ที่ถูกแสงเผา กลายเป็น ส่วนทึบ และ ส่วนที่ไม่ถูกแสง ก็จะกลายเป็น ส่วน ที่สะท้อนแสง ซึ่ง ทำให้ สามารถ อ่านค่า ได้เป็น เลข 2 หลัก 0 1 ได้เช่นเดิม ซึ่งแผ่น ที่ได้นั้น จะมีลักษณะ เดียวกับ แผ่นดีวีดี ที่มีการ ผลิตออกมา ขายโดย ทั่วไป และเช่นเดียวกัน กับ CD-R นั่นคือ ต้องอาศัย แผ่น DVD แบบบันทึกได้ ซึ่งได้ ฉาบ สารพิเศษ เอาไว้ เพื่อให้ ทำการ บันทึก ข้อมูลผ่าน ลงไปได้
ไดร์ฟบันทึกข้อมูล DVD นั้นมีประเภท + และประเภท – ในกลุ่มที่เป็น + จะสามารถบันทึกข้อมูลในแบบ Multi-Session ได้ ส่วนแบบ – จะสามารถบันทึกข้อมูลได้เพียงครั้งเดียว
DVD +R เป็นไดร์ฟที่สามารถบันทึกข้อมูลลงแผ่น DVD+R โดยสามารถเขียนข้อมูลซ้ำลงไปในที่ว่างของแผ่นเดิมได้
DVD –R เป็นไดร์ฟที่สามารถบันทึกข้อมูลลงแผ่น DVD –R โดยสามารถบันทึกได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แม้ว่าจะมีพื้นที่ในแผ่นเหลือก็ไม่สามารถที่จะเขียนข้อมูลลงไปได้อีก
บริษัท บางกอก ดิจิตอล เอ.วี. จำกัด 80/16 ตรอกนอกเขต ถนนนนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา จ.กรุงเทพฯ 10120
รับผลิตงาน CD DVD CD-R DVD-R กล่อง CD ทุกประเภท และPACKING สำเร็จรูป
T.02-6813005 , 086-3084849 (กระแต)