ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเดินทางผจญภัยอย่างอกสั่นขวัญแขวนอย่างนี้

ก่อนนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องเดินทางผจญภัยอย่างอกสั่นขวัญแขวนอย่างนี้ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะคงไม่มีใครได้มีโอกาสพบเหตุการณ์อย่างพวกเรา

เมื่อปลายปี 2544 ผมกับชาวคณะต้องไปถ่ายทำสารคดีโทรทัศน์เกี่ยวกับผ้าไทยในเขตภาคเหนือ เริ่มตั้งแต่ อ.ศรีเทพ อ.หล่มเก่า (เพชรบูรณ์) ไป อ.วังทอง และ อ.ชาติตระการ (พิษณุโลก) จากนั้นก็ต้องขึ้นไป อ.เวียงสา อ.ปัว จ.น่าน โดยออกจากชาติตระการประมาณห้าโมงกว่าๆ บอกขอบคุณเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนที่พาเราไปที่โน่นที่นี่ตลอดเวลาหลายชั่วโมง เขาแยกกลับไปทางขวา เราออกไปทางซ้าย ตามแผนเดิมนั้นควรจะออกไปเส้นอุตรดิตถ์แพร่ แล้วขึ้นไปน่าน แต่ดูในแผนที่แล้วค่อนข้างจะอ้อม เราถามโตกับยุทธว่าถ้าขึ้นไปทางฟากท่าเข้าเวียงสาดีไหม ก็ว่าดี เพราะสั้นกว่าเยอะ แต่เส้นทางที่ไปนั้นเป็นสายรอง ทางจึงค่อนข้างแคบ โชคดีที่ไม่มีรถมาก ขับไปได้ตามปกติ

ปิ่นรู้สึกไม่สบาย แวะคลีนิคแถวน้ำปาดแล้วเดินทางต่อ สองข้างทางเป็นทุ่งนา ไกลออกไปเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน พรรคพวกมองไปข้างหน้าเป็นเขาสูงใหญ่ขวางอยู่ไกลๆ แล้วอุทานว่า อย่าบอกนะ ว่าเราต้องผ่านเขาพวกนี้ และจริงๆ แล้วก็เป็นอย่าง ที่คิด พวกเราต้องผ่านขุนเขาน้อยใหญ่มากมายทั้งขับอ้อม ทั้งขึ้น ทั้งลง แต่ก็นึกในใจว่าดีเหมือนกันที่ได้หนีเส้นอุตรดิตถ์-แพร่ เพราะเขากำลังสร้างทาง 4 เลนอยู่

แผนที่ไม่ค่อยจะให้ความกระจ่างนัก เส้นทางบอกแต่ว่า เดินทางไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้ววกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือก็เข้าเวียงสาได้ จำไม่ได้ว่าแวะถามใครหรือเปล่า แต่ไปได้ตลอดทางจนถึงด่านตรวจของตำรวจตระเวนชายแดน ก่อนถึงสามแยก เราปวดตาเพราะต้องคอยอ่านหลักกิโลบ้าง อ่านป้ายข้างทางบ้าง

ไปถึงด้าน ตำรวจขอดูใบขับขี่ ยุทธทำหน้าเสีย เมื่อตำรวจบอกว่าหมดอายุแล้ว รีบแก้ตัวพัลวัน บอกว่า ผมไม่รู้จริงๆ ไม่ได้เอามาดูเลย ดูสิ หมดอายุแล้ว ไม่อย่างนั้นก็รีบไปต่อแล้วล่ะ ตำรวจไม่ว่าอะไร พอดีน้ำมันใกล้จะหมด ถามว่าข้างหน้านี้มีปั๊มน้ำมันหรือเปล่า ตำรวจบอกว่าไปทางซ้ายนี้ไม่มีบ้านคนเลย ปั๊มใหญ่กํไม่มี เราอนุมานเอาว่า ปั๊มใหญ่ไม่มี คงจะมีปั๊มเล็ก ที่เรียกว่าปั๊มหลอด แต่โตบอกว่ากลัวจะไม่พอ ก็เลยตรงไปข้างหน้า เพราะตำรวจบอกว่าทางนี้พอจะมีปั๊มน้ำมันอยู่

ทางสามแพร่ง 

เลยไปจากสามแยกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็ถึงหมู่บ้านเล็กๆ มีโรงเรียน และร้านค้าเล็กน้อย ไปถึงร้านแห่งหนึ่ง มีปั๊มหลอด บอลล์บอกว่าเติม 500 พอเพราะราคาต่อลิตรสูงกว่าปกติ พอเติมไปได้ 5 ลิตรก็เริ่มปวดหัว เพราะคนซื้อบอกเป็นบาท แต่คนขายเขาขายเป็นลิตร ต้องนั่งคำนวณอยู่พักใหญ่ ว่าจะต้องเติมกี่หลอดกับอีกกี่ลิตร จึงจะครบ 500 บาท

ถามทางเขาว่าจะไปน่าน ไปทางไหน เขาบอกว่าให้ไปทางแพร่จะดีกว่า อย่าไปทางนี้เลย แต่ตอนนั้นเราเข้าใจว่าที่เขาไม่ให้ไปนั้นคือทางเล็ก ที่อยู่ระหว่างสามแยกกับหมู่บ้าน จึงเดินทางออกไปทางสามแยกแล้วเลี้ยวไปทางซ้าย วิ่งไปได้ประมาณ 5-10 กิโล ก็มีทางแยกไปซ้ายเข้านาน้อย ขวาเข้าเวียงสาและน่าน ไม่ต้องคิดเลย พวกเราเลือกไปเวียงสาและน่าน

เส้นทางเปลี่ยวมาก ไม่มีรถสักคันเดียว สองข้างทางก็เป็นไร่หรือสวน ไม่มีนาโล่งๆ เลย เห็นแสงไฟไกลๆ ดีใจว่ามีรถผ่านมา ที่แท้ก็เป็นแสงไฟจากบ้านเรือนที่อยู่กระจัดกระจายกันห่างๆ ผ่านไปได้ไม่กี่กิโล ถนนเริ่มแคบลง สุดท้ายก็หมดทางลาดยาง มีกองลูกรังกองเรียงบนถนน และเส้นทางก็เป็นถนนลูกรัง ตอนแรกนึกว่าจะไปต่อไม่ได้เสียแล้ว ผ่านทางขรุขระประมาณ 10-20 เมตร ก็เป็นทางโปร่ง แต่ถนนยังเป็นลูกรัง พวกเขาใจไม่ดี สังเกตหลักกิโลก็เห็นเขียนบอกจำนวนลดลงเรื่อยๆ จาก 80 กว่า เราคอยนับกันไป

ความเร็วของรถทำได้เต็มที่ไม่เกิน 40 กม/ชม เพราะนอกจากทางขรุขระแล้ว ยังแคบ และเลี้ยวซ้ายที ขวาทีตลอดทาง เข้าใจว่าเป็นทางขึ้นลง และลงเขาสลับกันไป

ผ่านไประยะหนึ่ง มีแคมป์ปลูกอยู่ บรรยากาศมืดมาก ไม่เห็นอะไรเลย เพราะสองข้างทางเป็นป่ารถ ยุทธกดแตรปิ๊น แล้วตะโกนถามเข้าไปในกระท่อมนั้น ว่าทางนี้ไปน่านหรือเปล่า เขาบอกว่าใช่ ถามว่าเป็นทางอย่างนี้อีกไกลไหม บอกว่า 30 กิโล หรืออะไรจำไม่ได้ ค่อยใจชื้นขึ้นหน่อย ก็ดั้นด้นขับต่อไป

เดิมนั้นเปิดเพลงมาเสียงดัง พอถึงยามคับขันอย่างนี้ ก็ปิดเสียงกันหมด ทุกคนชะเง้อไปทางด้านหน้ารถพร้อมๆ กัน แผนที่ไม่ต้องใช้กันเลย คอยสังเกตหลักกิโลอย่างเดียว ให้ปิ่นอยู่หลังสุดคอยสังเกต ตอนนั้นประมาณสองทุ่มได้ กะว่าไปถึงเวียงสาประมาณ 4 ทุ่ม ก็คงไม่เป็นไร ตอนนี้โทรศัพท์ถูกตัดขาดหมด ไม่มีสัญญาณอะไรเลย ส่วนสองข้ามทางนั้น ยังพอมีเครื่องหมายของทางหลวงอยู่ คือมีป้ายบอกทางโค้งซ้ายขวา หรือหลักเตี้ยทาสีขาวดำกั้นขอบถนนเป็นช่วงๆ อย่างน้อยก็ยังเป็นทางหลวง

เส้นทางนี้นับว่าอันตรายพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับน่ากลัวนักหากคนขับรถไม่ประมาท เพราะบางช่วงนั้น ถัดจากไหล่ทางก็ตัดดิ่งลงไป มีรั้วไม้ไผ่ทาสีแดงขาวคอยเตือนไว้เป็นช่วงๆ บนถนนสายนั้นมีแต่พวกเราคันเดียวเท่านั้น ยุทธไม่กล้าเปิดไฟสูง เขาให้เหตุผลว่า เกรงจะทำให้คนร้าย (ถ้ามี) ทราบว่าเรากำลังมา เพราะไฟสูงนั้นไปได้ไกลเป็นกิโลๆ

ระหว่างทางเห็นชายคนหนึ่งถือปืนแก๊ปเดินดุ่มๆ แถวข้างทาง เข้าใจว่าเที่ยวล่าสัตว์ หรือหาของป่า พวกเขาค่อยสบายใจ ว่าอย่างน้อยก็มีคนเดินทางบ้างล่ะ

ยุทธเริ่มใจไม่ดี บอกว่าสังเกตไหมว่า สองข้างทางมันเหมือนเดิม ทำเอาพวกเขาใจเสีย พี่ป้อมว่า มันจะที่เดิมได้ยังไง ก็หลักกิโลคอยบอกอยู่ เราคอยนับหลักกิโลอยู่ตลอด เรียกว่าแทบจะไม่พลาดสักหลักเดียว ถ้าจะพลาดคงไม่เกิน 3 หลัก
(อ่านต่อ...)