"อัศวิน"มอบนโยบายตำรวจในสังกัด
"อัศวิน"มอบนโยบายตำรวจในสังกัด
 

ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 ต.ค. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. ได้มอบนโยบายและยุทธศาสตร์การทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด บช.น. ตั้งแต่ระดับสารวัตรไปจนถึงรอง ผบช. รวม 1,200 นาย และ กต.ตร.กรุงเทพมหานครอีก 18 คน เนื่องในโอกาสที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดย พล.ต.ท. อัศวิน กล่าวว่า เป้าหมายหลักในการทำงานของตำรวจนครบาลคือทำให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ส่วนนโยบายเร่งด่วนจะต้องเพิ่มการพัฒนาศักยภาพของตำรวจนครบาลให้มีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์บ้านเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะที่อาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายและความไม่สงบในบ้านเมือง นอกจากนั้นให้มุ่งเน้นการป้องกันอาชญากรรมอย่างเต็มความสามารถ เช่น การจัดระบบงานสายตรวจให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ การตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพื่อยับยั้งการก่ออาชญากรรมสำคัญ ๆ รวมถึงการสืบสวนขยายผล จับกุมอาชญากรรมในลักษณะองค์กร มุ่งหวังให้ลดอัตราการเกิดคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน
 
พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวต่อว่า สำหรับเบี้ยเลี้ยงของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามโรงพักต่าง ๆ นั้น ขอกำชับให้หัวหน้าสถานีตำรวจช่วยดูแลจัดการจ่ายให้ทั่วถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย โดยเฉพาะตำรวจชั้นประทวน เมื่อทางต้นสังกัดจ่ายเงินไปให้โรงพักแล้วก็ขอให้เงินเบี้ยเลี้ยงนั้นถึงมือตำรวจทุกนายในโรงพักโดยเร็ว อย่าพยายามดึงเวลาไว้ให้เนิ่นนาน
 
ผบช.น. ยังกล่าวถึงการแก้ปัญหาสภาพการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า หลังจากนี้ได้เน้นย้ำการทำงานของตำรวจจราจรทุกคนให้กวดขันดูแลสภาพรถประจำทางอย่างเข้มงวดโดยให้ทุกสถานีตำรวจจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย เข้าตรวจสอบความพร้อมสภาพรถ พนักงานขับรถ และการมั่วสุมยาเสพติดทุกอู่รถประจำทาง โดยเฉพาะบรรดารถร่วมของเอกชน เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน และจะมีการประเมินผลในเวลา 20 วัน หากผลเป็นที่น่าพอใจจะประสานองค์การขนส่งมวลชนหรือ ขสมก. ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
 
พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวอีกว่า ได้กำชับให้ตำรวจทุกหน่วยประสานการทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน พร้อมทั้งรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นภายใน 30 นาที ส่วนการดูแลสถานการณ์การเมืองในขณะนี้เชื่อว่าไม่น่าเป็นห่วงเนื่องจากใกล้จะมีการเลือกตั้ง อันจะนำไปสู่การเดินหน้าในระบอบประชาธิปไตยแล้ว.