เงินเลือกตั้งลดวูบ2หมื่นล้าน
เงินเลือกตั้งลดวูบ2หมื่นล้าน
| |
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจแนวโน้มการตลาดไทยช่วงเลือกตั้ง จากประชาชน 1,200 ตัวอย่างว่า คาดว่า มีเม็ดเงินสะพัดใช้จ่ายในช่วงเลือกตั้งในระบบเศรษฐกิจไทยประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท หรือมีผลต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) 0.1% ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่คาดว่า มีเม็ดเงินสะพัด 30,000-40,000 ล้านบาท และมีผลต่อจีดีพี 0.2-0.3% เนื่องจากการหาเสียงของพรรคการเมือง มีเวลาเพียง 2 เดือน จากเดิมคาดว่า 3-4 เดือน เพราะความไม่ชัดเจนของกลุ่มการเมืองที่ยังรวมตัวและจัดตั้งพรรคการเมือง “แม้รัฐจะกำหนดเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค. แต่ยังมีความไม่ชัดเจนหลายอย่างว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามจริงหรือไม่ อีกทั้งพรรคการเมืองก็มีความเคลื่อนไหวในการจับกลุ่มตลอดเวลา ทำให้เม็ดเงินที่คาดว่าจะเข้าระบบเศรษฐกิจจากการหาเสียงช้าลง เช่น การติดป้ายหาเสียง การโฆษณาประชาสัมพันธ์พรรคการเมืองตามสื่อต่าง ๆ คนยังไม่รับรู้ถึงเงินที่ลงไป ทำให้ไม่กล้าใช้จ่าย” อย่างไรก็ตามเม็ดเงินที่สะพัดช้าลง ทำให้การบริโภคที่คาดว่า จะฟื้นตัวไตรมาส 4 จะยังไม่เกิดขึ้น แต่จะฟื้นตัวได้หลังจากมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งการเมืองจะมีเสถียรภาพมากขึ้น หรือประมาณไตรมาส 1 นั่นเอง อย่างไรก็ตามศูนย์ฯ ยังประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้โตที่ระดับ 4.1% เหมือนเดิม สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายและบริโภคของประชาชนช่วงหลังการเลือกตั้งพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าคงทน เช่น ที่อยู่อาศัย ที่ระบุไม่ต้องการซื้อสัดส่วนมากถึง 72.1% และหากซื้อคาดว่าจะเป็นระยะเวลาหลังจากนี้ 1 ปี ส่วนการซื้อรถยนต์คันใหม่เช่นกัน ประชาชนส่วนใหญ่ระบุไม่ต้องการซื้อสูงถึง 70.7% ขณะที่ต้องการซื้อเพียง 29.3% ทั้งนี้ประชาชนส่วนใหญ่ 35% เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งจะมีเสถียรภาพภายใน 1 ปี หลังการเลือกตั้ง โดยประชาชนส่วนใหญ่ 45.5% เห็นว่าเสถียรภาพรัฐบาลมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอย ส่วนการใช้จ่ายเงินเพิ่มหลังเลือกตั้ง ผู้ตอบแบบสอบถามมีถึง 42.0% “ประชาชนส่วนใหญ่กังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการ จับจ่ายใช้สอย ทำให้การบริโภคไตรมาส 4 ไม่คึก คัก แม้จะเป็นช่วงเลือกตั้งก็ตาม โดยหากการเมืองนิ่งและมีรัฐบาลใหม่ จะทำให้ประชาชนกลับมาจับจ่ายใช้สอย แต่เป็นแบบระมัดระวัง” ส่วนสิ่งที่ประชาชนกังวลมากที่สุด คือ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะมีการส่งสัญญาณจากรัฐบาลว่าจะปล่อยก๊าซหุงต้มลอยตัวปลายปีนี้ รวมถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลก การปรับขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ การพิจารณา อัตราค่าจ้างแรงงาน ซึ่งผู้บริโภคมองว่าราคาสินค้าจะปรับขึ้นแน่นอน จึงเป็นช่วงรอยต่อที่รัฐบาลจะต้องดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้สร้างความหวั่นวิตกต่อประชาชน และจะกระทบด้านจิตวิทยาในการจับจ่ายใช้สอย แม้จะเป็นช่วงการเลือกตั้งและเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ก็ตาม แต่ศูนย์ฯยังคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้อยู่ที่ระดับ 2-2.5% ขณะที่ปีหน้าเงินเฟ้อมีโอกาสขึ้นสูงที่ระดับ 3-3.5%. |