น่าเป็นหัวข้อวิจัยว่า ระบบโรงเรียน ทำลาย ทำร้าย ป่นปี้ อะไรไปบ้าง ?

สืบเนื่อง  จากเรื่อง DeSchooling   การยกเลิกโรงเรียนในระบบ  แล้ว การเรียนรู้จะเกิดขึ้น 

 http://reactor-core.org/deschooling.html

 จะแปลทั้งหมดคงไม่ไหวแน่ๆ  ...... ผมขอคัดเอาเฉพาะ ที่กระแทกๆ ตัวผมก็แล้วกัน ..... แปลแบบสุกี้ ชาบู   และ  ใส่ไข่เองอีกต่างหาก  นะครับ   

ผมไม่ได้ว่าการศึกษาที่ประเทศไทยนะครับ  เพราะ เป็นกันแทบทั่วโลก !!! ของประเทศไทย ผมขอ ไม่แตะต้อง ก็แล้วกัน !!! ยกไว้ในฐานที่ ไม่เข้าใจ 

เริ่ม บทที่ 1 ก่อนนะ

1. WHY WE MUST DISESTABLISH SCHOOL ทำไมเราต้อง จัดตั้งโรงเรียนกันใหม่  

  •  Universal education through schooling is not feasible  การศึกษาแบบเหมาโหล  โดยการผ่านระบบโรงเรียนไม่เวอร์ค
  • new educational funnels must be reversed into the search for their institutional inverse: educational webs which heighten the opportunity for each one to transform each moment of his living into one of learning, sharing, and caring  เน้นทุกเวลาของชีวิตประจำวัน ....  เราสามารถผันเอามาเป็นการเรียนรู้ได้  แบ่งปันได้  และ ห่วงใยกันด้ว
  •  Many students, especially those who are poor, intuitively know what the schools do for them .    They school them to confuse process and substance   นักเรียนจนๆจะรู้ดีว่า โรงเรียนทำอะไรลงไปกับพวกเขาบ้าง  ทำให้สับสนทั้งกระบวนการ (เรียนรู้) และ สาระเนื้อหา !!!
  •  ผมชอบคำว่า School ที่เป็น verb   มันทำให้เห็นภาพ  ว่า เด็กโดน school อย่างไร   ....  โดนครอบนั่นเอง และ  พ้องกับคำว่า Screw up คือ ทำให้ป่นปี้  ไปหมด  ในทุกวงการ   เช่น
    • Medical treatment is mistaken for health care   การแพทย์เป็นไปแบบรักษา มากกว่าดูแล  .... นึกถึงแพทย์หิวเงิน  เภสัชรับเงินคนขายยา  ฟันค่ารักษาพยาบาล   การรักษาแบบแยกส่วน การรักษาแบบไม่ได้ แคร์  (จิตใจคนไข้)  นึกถึง ที่ NASA ใช้ หุ่นยนต์  มาทำงานแทนแพทย์ครับ .
    • the rat race for productive work  ทำงานยังกะหนู (ถีบจักร) แข่ง  แทนที่จะทำเพื่อผลิตภาพ
    • คำว่า พัฒนา คือ สร้างตึก สร้างอาคาร   เอาตำแหน่ง เอาชื่อเสียง  
  •  global degradation and modernized misery  โลกย่อยยับเสื่อมสลาย (ทรัพยากรต่างๆโดนทำลาย) และ  โศกนาฏกรรมสมัยใหม่   ( น้ำท่วมโลกแน่ๆ) .....  เศร้าครับ !!!   ยากเกินแก้ไขแล้ว 
  • We need counterfoil research to current futurology.  เราน่าวิจัยแบบ สวนความเชื่อ  นอกกรอบ โจมตีตนเอง ( เช่น ยกเลิกโรงเรียนในระบบให้หมด)  สำหรับอนาคตศึกษา   เช่น ผลกระทบของการเรียนแบบในระบบ    การโดน school จนบางคืน ตื่นผวา ว่าไปสอบ ทั้งๆเรียนจบนานแล้ว !  เป็นกันบ้างไหมครับ  ..... การเอาแต่ผลงานราชการของตน ไม่สนใจ Outcome mapping เลย   (ทำลายจิตใจใครบ้าง  ทำลายสังคม ทำลายธรรมชาติ ทำลายวิธึคิด  ทำลายสถาบันครอบครัว  ฯลฯ) ผลิตคน งกๆ เค็มๆ  ประสาทๆ ออกมามากมาย รวมทั้ง ผมและตัวท่านด้วยหรือเปล่าเนี่ย ?   พ่อแม่ลูกขาดเวลาให้กันและกัน    เมาเสพนิยม  ฯลฯ
  • Everywhere not only education but society as a whole needs "deschooling."   ที่ล้มเหลวนี่  ไม่ใช่ แค่การศึกษา แต่ สังคมก็ป่นปี้ไปด้วย   สังคมก็น่าจะ deschooling เช่นกัน
  • monopoly is at the root of the modernization of poverty นายทุนผูกขาด  เป็นรากหญ้าที่แท้จริง ..... การศึกษาที่เพื่อคนรวย ไม่ใช่เพื่อคนจนเลย  .....  ลองเอาข้อสอบ Entrance มาดูสิครับ 
  • the poorer student will generally fall behind so long as he depends on school for advancement or learning  คนจนยังไง ก็ล้าหลัง  ไล่ตามคนรวยไม่ได้ .....ถ้ายังเป็นระบบโรงเรียนแบบนี้ มหาวิทยาลัยแบบนี้  
  • citizens have learned to think rich and live poor.   ประชาชนถูกสอนให้คิดรวย แต่จริงๆแล้วยังยากจน    ..... คิดแบบนี้ ก็บรรลัยแน่นอน   คือ  ไม่รู้จักคำว่าพอเพียง  ไม่มี "ภูมิคุ้มกัน" ต่อกิเลสทั้งหลาย 
  • In the United States the per capita costs of schooling have risen almost as fast as the cost of medical treatment...... The increase in educational expenditures has produced even stranger results   งบประมาณการศึกษาเพิ่ม พอๆ กับงบสาธารณะสุข  (  ยิ่งเรียนมาก ก็ป่วยมาก  และ โง่มากขึ้นด้วย)  ......  งบประมาณการศึกษาเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ ผลออกมา แปลกๆ เลวร้าย   .....  เพราะ อะไร ?  นี่แสดงว่า "หลงทาง" กันเต็ม  .....   เราต้องการ Change management กับ คนที่บริหารงบ ฯ นี้ มาตลอดหลายปีที่ผ่านมานะเนี่ย 
  • This paradox must be made a public issue.  เรื่องประหลาดทางการศึกษานี้  ควรเอาทำ ประชาพิจารณ์    เป็นวิกฤติ แห่งชาติ  นะครับ  ...   ให้คนชุดใหม่  คิดใหม่ มาทำบ้าง   คนเก่า คิดแบบเก่า.....  "ตนเองเป็นคนสร้างปัญหาแล้ว จะมองเห็นปัญหาได้ไง"  ..... แบบ "หลง" เนี่ย น่ากลัวนะครับ  เขามองไม่เห็นตนเอง !!!! .....  ขนาดโดนคนแซวกันทั้งชาติ   พวกเขาก็ยังเฉยๆ  ทำแบบเดิม คิดแบบเดิม พฤติกรรมเดิมๆ  ..... 
  • schooling is to confuse salvation with the Church  ระบบโณงเรียน  ไปป่วนศาสนาด้วยนะเนี่ย  เละทุกวงการเลย 
  • School has become the world religion of a modernized proletariat  โรงเรียนกลายเป็น ศาสนาใหม่  ..... ตอบสนองเสพนิยม    (เอาคนที่คิดแบบเสพนิยม ไปบริหาร มันก็ออกมาแบบเสพนิยม แน่ๆ อยู่แล้ว !!!
  • Neither learning nor justice is promoted by schooling because educators insist on packaging instruction with certification  เจ็บปวดครับ กับคำว่า Packaging  ....   มันทำให้นึกถึงการศึกษาแบบ fast food   พวกสอน MBA นี่  ตั้งใจสอน หรือ โลภสอนกันแน่   หลายๆคณะ เปิดหลักสูตร เพื่อใคร    จะเอาเงินเค้าหรือเปล่าเนี่ย !!
  •   Curriculum has always been used to assign social rank หลักสูตรทำให้เกิดการแบ่งชั้นทางสังคม  ..... ว้าว ใช่เลย  ใครจบที่ไหน  จบสูง จะดูดีมีชาติตระกูล .....  เดี๋ยวนี้  ไม่มีใครเรียน ช่างกล  หนีไปต่อ วิศวะ    ไม่มีใครหยุดแค่ ปริญญาตรี หนีไป ต่อโท  ที่เกลื่อนเมือง !!!   .....  คนงานต่างด้าว มาทำงานกันเพียบ เพราะ พี่ไทยเราหนี ไปต่อปริญญาตรี โท กันหมด   ...  พวกเสพนิยม จะเน้น งานเบาๆ สบายๆ
  • most learning is the result of teaching.  ผู้บริหาร ผู้ยิ่งใหญ่ทางการศึกษาต่างๆ คิดแต่ว่า  "การสอน = การเรียนรู้"  ....  ท่านเข้าใจเรื่อง "เรียนรู้" แค่ไหนเนี่ย  ...ท่านเรียนจบ "การสอน"  ไม่ได้จบ "การเรียนรู้"  แน่ๆ.....  เพราะ ยังไม่ "รู้"จักตัวเอง  
  •  most people acquire most of their knowledge outside school  คนเราได้ความรู้จาก นอกโรงเรียนมากที่สุด    ...  ในโรงเรียนสอนเยอะ แต่ ไม่ได้ใช้สะเป็นส่วนมาก    ผมทำงาน NASA หลายปี มารดูข้อสอบ Entrance ถึงกับมึน .... เรื่องบางเรื่อง จะให้เด็กทั้งประเทศรู้ไปทำไมเนี่ย   ปริญญาเอกอย่าง ผมยังไม่ได้ใช้มันเลย
  • Most learning happens casually, and even most intentional learning is not the result of programmed instruction  การเรียนรู้เกิดขึ้นในสภาพสบายๆ (casual)   ไม่ได้จากในหลักสูตร  ....   วางหลักสูตรให้ตาย ก็ไม่มีทางไล่ทันโลกครับ  ต้องสอนให้คิดเป็น เรียนเป็น ใฝ่รู้  ฯลฯ ต่างหาก ....  คนในระบบโรงเรียน ถ้าเปลี่ยนแปลตนเองไมได้  ไม่เข้าใจการเรียนรู้ เปลี่ยนพฤติกรรม และทัศนคติไมได้   การล้มระบบโรงเรียน ก็น่าจะเกิดขึ้น
  • Progress in learning skills is measurable  กระบวนการเรียนรู้วัดผลได้ครับ   อย่าห่วงแต่ ออกข้อสอบ มาทดสอบความจำกันอีกเลย   
  • Potential skill teachers are never scarce for long   ครูดีๆ หามาทดแทนได้ไม่ยาก .....   ก็ไม่ลองปล่อยเสรี สักที    ...... กฏหมายเปิดให้ทำการสอนแบบเสรีได้แล้ว   ผู้บริหารต่างหาก ที่ กลัว   โดยเฉพาะ สังคมเสพนิยม จะมาด่า ว่า สอนแบบนี้ จะสอบเข้าอะไรได้    กลุ่มผู้ปกครองติดเสพนิยมมีเยอะครับ  
  • Skill teachers are made scarce by the belief in the value of licenses   ครูมีทักษะหายาก เพราะ ไปบ้า "ใบอณุญาติครู" นี่เอง   Most teachers of arts and trades are less skillful, less inventive, and less communicative than the best craftsmen and tradesmen  คนเก่งจริง มีทักษะ  ไม่ได้มาเป็นครู   คนเป็นครูก็ไม่เก่งจริง   ...  ว้าว  ระบบอะไรเนี่ย  พังแน่ๆ
  • matching the right teacher with the right student when he is highly motivated in an intelligent program, without the constraint of curriculum  จับคู่ความต้องการมาเจอกัน   ..  สงสัยต้องใช้ Net ช่วย  เป็น "ตลาดเรียนรู้" ....  ทำให้นึกถึง สมัยโบราณ   คนเก่งจริง (ปั้นหม้อ ตีดาบ) ได้เป็นครู   แต่ นี่ อะไรกัน  ปั้นไม่ได้เรื่อง แต่ จบครู 
  • นึกถึง KTC  ที่  รับเด็กฝึกงาน (ยังเรียนอยู่)   มาทำแบบ Earn & learn    ทำให้ได้ดูโอกาส  ดู "จิตอาสา" ของพวกเขา ตั้งแต่เนิ่น   และ แนะนำได้ด้วยว่า ควรเรียนรู้อะไรบ้าง .....  จะมี องค์กรแบบ KTC อีกไหมเนี่ย
  • Creative, exploratory learning requires peers  การเรียนแบบเป็นทีมครับ ....  นึกถึงเด็ก รร เพลินพัฒนา  ไปสอบเทียบ  พอครูคุมสอบแจก ข้อสอบ  เด็กทั้งห้อง เดินจับกลุ่มกันทันที  ตามนิสัย เรียนรู้เป็นทีม  .... 
    • ครูในระบบ ช็อคโลก !!!  "เฮ้ย  ผิดกติกา  เธอต้องทำคนเดียว"  ....  เด็กนอกระบบงง    "อ้าวในชีวิตจริง คนเรามีเพื่อนไม่ใช่หรือ  ไม่ได้ติดเกาะร้างนี่ครับ"  
  • Matching people according to their interest    จัดคนเรียนให้ตรงกับที่เขาสนใจ   ....   พวกจีน  พวกลาว  พวกเกาหลี เขาทำแล้ว   เรียนตอนเช้านิดหน่อย บ่ายๆ เรียนตามอัธยาศัย   เข้า ค่ายที่ตนชอบ  เช่น อยากเป็นหมอ   ก็เข้าค่ายหมอตั้งแต่เด็กๆ จะได้ "ค้นหาตนเอง"  ชอบไม่ชอบเปลี่ยนได้ทัน  สอนแบบแพทย์แผนตะวันออกกันตั้งแต่เล็กๆเลย   จะได้ ไม่เป็นทาสบริษัทยาต่างชาติ
  • Both the exchange of skills and matching of partners are based on the assumption that education for all means education by all   การศึกษาเพื่อทุกคน  โดยทุกคน  ....  ใช้การจับคู่  " คนเรียน กับ ผู้เรียน"
  • นึกถึง   อาจารย์ที่โหดๆ   อารมณ์รุนแรง  บ้าอำนาจ  บ้าปริยัติ  อวดเก่ง  ฯลฯ   นักเรียน มิอาจหลบได้  ต้องทนทรมานไปทั้งปี   หรือ บางวิชาที่ไม่ชอบมากๆ  ก็ต้องเรียน   เพราะ ครูบอกว่า "ฝึกความอดทน"   .... ผมว่าตอบมั่วๆกับเด็กแบบนี้ ไม่ดีนะ     ระบบเราไม่เหมาะต่างหาก 
  • A deschooled society implies a new approach to incidental or informal education.  การเรียนรู้ นอกระบบ  น่าจะเป็นคำตอบที่ควรทำมากๆ .... เรียนกันทั้งหมู่บ้าน   ทั้งชุมชนไปเลย   ก็ไม่โรงเรียนในระบบแล้วนี่  !!! 
  • Almost all education was complex, lifelong, and unplanned การศึกษา เป็นเรื่องซับซ้อน (คิดแบบเหมารวม แบบคลุมถุงชน แบบแบ่งส่วน แยกส่วน ฯลฯ ไมได้)   ตลอดชีวิต และ ไม่มีแบบแผน .....   ผมชอบ ที่ เม็กดำ คือ  โรงเรียนหลากหลายอายุ   มาเรียนเพราะอยากจะเรียน  !!!  ใช่เลย
  • our imagination was "all schooled up  พ้องเสียงกับ Screw  up คือ  โรงเรียนทำลายจินตนาการจนย่อยยับ

.

จบบทที่ ๑   ....   หมดแรง   เอาแค่นี้ไปก่อน