ขอบคุณครับอาจารย์ครับ ผมอ่านและสรุปเพื่อความชัดเจนของผมเอง ดังนี้
- จัดการศึกษาให้แตกต่างเหมาะกับบุคคล (ถ้าไม่เอาตามระบบ เด็กเรียนไม่เก่งอาจดีกว่า เช่น อาจปลูกข้าวเป็น แต่เด็กนักเรียนในเมือง ไม่รู้ว่าเขาปลูกกันอย่างไง)
- เรียนรู้ แบ่งปัน ห่วงใย และมาจากชีวิตประจำวัน
- ต้องสามารถสร้างคนดีในสังคม (เช่น การรักษาป่วยไข้ การทำงานไม่แข่งขัดขากัน ไม่มี hidden agenda ทำลายกัน เป็นผู้บริหารขัดขวางเพราะกลัวการเติบโตของผู้ใต้บังคับบังชา)
- การศึกษา สุดท้ายต้องเกิดมรรคผลจรรโลงโลก (อยู่ในแถบร้อน ไม่ศึกษาสถาปัตยกรรมออกแบบตึกให้เก็บความร้อนแบบเมืองหนาว เพราะต้องติดแอร์ ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าไฟฟ้า น้ำมัน )
- เราน่าวิจัยแบบ สวนความเชื่อ นอกกรอบ โจมตีตนเอง ( เช่น ยกเลิกโรงเรียนในระบบให้หมด) สำหรับอนาคตศึกษา จะได้เจอความจริงอีกด้าน
- อย่าผลิตคน งกๆ เค็มๆ ประสาทๆ ออกมามากมาย รวมทั้ง ผมและตัวท่านด้วยหรือเปล่าเนี่ย ? พ่อแม่ลูกขาดเวลาให้กันและกัน เมาเสพนิยม ฯลฯ
- ถ้าระบบโรงเรียนดีแล้ว ทำไมถึงต้องมีโรงเรียนกวดวิชา ให้ดียิ่งกว่า (นึกถึง เด็กญี่ปุ่น เคยมีข่าวว่าเรียนกันหนักตั้งแต่เล็ก สงสัยระบบไทย จะเดินตาม ต้อยๆ)
- ต้องสอนให้คิดเป็น เรียนเป็น ใฝ่รู้
ความคิดเห็นเพิ่มเติม คือ
· เห็นด้วยอย่างมาก เรื่องนี้ต้องมีผู้วิจัยมากๆ ถึงผลกระทบทุกๆด้าน เพราะประเทศไทย แตกต่างจากชนเชื้อชาติอื่น ทั้งลักษณะนิสัย พฤติกรรมแบบไทไท ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมการปกครอง
· ปัญหาจริงๆแล้ว ก็คือเราเดินตามตะวันตกมาตลอด เราไม่เป็นตัวเอง ไม่ศึกษาตนเอง เขาเฮไปซ้าย ก็เฮไปทางซ้าย ไปขวาก็เฮไปขวา
· มาคิดทำไมตะวันตกเขาอยากให้คุณตามละ อ้าวก้ระบบนายทุนไง ก็จะได้ทำธุรกิจการศึกษากับคุณยังไง เอาแค่การสอบเทียบภาษาอังกฤษ สอบกันมากมาย หลายครั้ง เป็นเงินมหาศาล (เสียดาย ถ้าเขานิยมภาษาไทย เราจะเก็บค่าสอบเทียบมาตรฐานเหมือนกัน คงต้องสอบกันหลายรอบนะ เพราะ Advanced Thai Words เนี่ยยากนะ คนไทยตกกันระนาว)
· เรื่องนี้มีการปฏิวัติการศึกษาไปรอบหนึ่งแล้ว เกิดมีการจัดการศึกษาเฉพาะขึ้น เช่น โรงเรียนวิถีพุทธ