การมาเรียนของผมครั้งนี้ก็คงเหมือนช่างทาสีที่กำลังหาวิธีทำงานให้ดีมากขึ้นหรือเหมือนคนตัดไม้ที่หยุดพักลับคมเลื่อยให้คมมากขึ้น หลังจากที่ทำงานมานาน คมเลื่อยอาจจะทื่อไปมากแล้ว ถ้าไม่หยุดพักอาจจะต้องออกแรงมากขึ้นแต่ได้งานน้อยลงแล้วก็ค่อยๆหมดแรงไป

อากาศที่แอนท์เวิปหนาวมากขึ้น ฟ้าครึ้มทั้งวัน บางช่วงมีฝนตกยิ่งทวีความหนาวขึ้นไปอีก หมอกลงแล้ว บรรยากาศดูทึมๆ ทำให้รู้สึกขี้เกียจได้มาก วันนี้เป็นวันพุธที่ 3 ตุลาคม ช่วงเช้าภาคแรกเรียนวิชาระบบบริการด่านแรก (First line health service) ซึ่งพูดถึงสถานบริการขั้นต้น (Health center) หรือที่บ้านเราเรียกว่าสถานีอนามัย ของอินเดียเรียกศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ (Promotion health center)

วันนี้เรียนเรื่องการดูแลที่มีคนไข้เป็นศูนย์กลาง (Patient centred care: PCC) เป็นการทำกิจกรรมกลุ่มในการวิเคราะห์การดูแลที่มีคนไข้เป็นศูนย์กลางของแต่ละประเทศที่เลือกเป็นแหล่งศึกษา ของการพูดคุยอภิปรายกันมาก ลงในประเด็นของการบริการในสาธารณสุขของสถานีอนามัย ดูแล้วเจ้าของพื้นที่ค่อนข้างจะไม่ค่อยเปิดใจเท่าไหร่ ทำให้การวิเคราะห์ของกลุ่มทำได้ยาก สมาชิกกลุ่มก็พยายามถามเพื่อเก็บประเด็นเกี่ยวกับผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง สถานีอนามัยแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่ด้านการรักษา 3 คน ปฏิบัติงานในเวลาราชการ 2 คน อีกคนหนึ่งรอรับคำปรึกษานอกเวลาราชการ มีพยาบาลและผดุงครรภ์ 4 คน เจ้าหน้าที่ด้านสังคม 2 คน

ผมพยายามเสนอให้กำหนดเกณฑ์ในการพิจารณาเรื่องผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางให้เห็นภาพใหญ่ทั้งหมดก่อนว่ามีประเด็นอะไรบ้าง เหมือนกำหนดกรอบแนวคิด (Concetual framework) ในการวิเคราะห์ แล้วก็พิจารณาว่ามีการดูแลแบบผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากน้อย มีหรือไม่มีแต่กลุ่มก็ลงไปในรายละเอียดเลย ทำให้มองเห็นภาพไม่ชัดเวลานำเสนอจึงไม่ค่อยเห็นภาพ ผมคิดว่าการนำเสนอของกลุ่มอินเดีย ทำได้ดีมาก วิเคราะห์ตามกรอบที่กลุ่มกำหนดได้ชัดเจน โดยประชันธ์ให้ข้อมูลได้ทั้งมีและขาด

ตอนหาคนนำเสนอ ก็ไม่ค่อยมีใครอยากนำเสนอ โยนกันไปกันมาไปลงที่คิอูล่า เจ้าของพื้นที่ แต่ดูแล้วเขาจะกังวลมาก ผมเลยอาสาเป็นผู้นำเสนอให้เอง ก็เป็นการนำเสนอตามที่กลุ่มสรุปเนื่องจากเราทำงานเป็นกลุ่มก็ต้องยอมรับมติกลุ่มและนำเสนอไปตามนั้น ตอนพักเบรกโรติมี่ก็มาจับมือผมแล้วบอกว่าคุณพูดภาษาอังกฤษได้ดี ผมก็ขอบคุณเขาและคิดว่าเขาน่าจะให้กำลังใจเราเพราะเราไม่ค่อยพูดไม่ค่อยออกความเห็น แต่วันนี้ ผมตอบคำถามและออกความเห็นมากขึ้นทั้งในกลุ่มเล็กและในการนำเสนอกลุ่มใหญ่ มีเพื่อนถามเรื่องการนำเสนอที่ไปเน้นกิจกรรมปกติไม่ค่อยเน้นเรื่องPCC มากนัก ผมก็ตอบไปว่า ในกลุ่มมีการกำหนดประเด็นในการพิจารณาการดูแลที่มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กกลางอะไรบ้าง จริงๆแล้ว ผมอยากให้กลุ่มใช้ 3 CTHER + HELP ในการพิจารณา แต่กลุ่มไปสนใจในรายละเอียดบางเรื่องมากกว่า

อีกช่วงหนึ่งเป็นวิชาการบริการในโรงพยาบาล (Hospital services) ของอาจารย์ฌอง ปิแอร์ อังเกอร์ อาจารย์ติดภารกิจมาไม่ได้ ให้ผู้ช่วยมาแนะนำกิจกรรมกลุ่มและให้กลุ่มช่วยกันแก้ปัญหากรณีสมมติโรงพยาบาลอำเภอแห่งหนึ่งมีหอผู้ป่วยสี่สาขาหลัก มีปัญหาเรื่องภาระงานที่ที่หอผู้ป่วยหนักมากเกินไป การแก้ไขปัญหาของทีมบริหารล่าช้า มีความต้องการจะขยายโรงพยาบาล สร้างอาคารเพิ่มเติม จึงทำโครงการเสนอขอเงินบริจาคไป ทางเจ้าของเงินต้องการทีมช่วยวิเคราะห์หาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยไม่เพิ่มขนาดเตียง ให้แต่ละกลุ่มเป็นทีมแก้ปัญหาที่มีเวลาแค่ 2 ชั่วโมงในการนำเสนอกรอบการแก้ไขปัญหาและมีเวลาเก็บรวมรวมข้อมูลแค่ 5 วัน โดยให้พิจารณา 2 ประเด็นหลักคือการพัฒนาหน่วยปฏิบัติงานของโรงพยาบาลและสถานีอนามัย คราวนี้เกรซเป็นผู้นำกลุ่ม และก็สรุปประเด็นเองด้วย เกรซจะเรียนรู้ได้เร็วมาก ทักษะภาษาอังกฤษดีมาก ช่วยเหลือกลุ่มได้ดี รวมทั้งช่วยทำเพาเวอร์พอยท์นำเสนอด้วย เขาถามผมว่าผมทำได้ไหม ผมตอบว่าทำได้ แต่ช้า ก็แค่นั่งฟังอย่างเดียวก็แทบแย่แล้ว จะมาให้ฟังไปพิมพ์ไป สงสัยจะพิมพ์ได้เฉพาะความคิดผมคนเดียวเท่านั้นแหละ

ผมพยายามเสนอให้ใช้กรอบการพิจารณาจากระบบบริการสาธารณสุขแบบบูรณาการ (Integrated Health System) โดยพิจารณา 5 องค์ประกอบคือการทำหน้าที่ทับซ้อน การขาดบริการบางอย่าง การเข้าถึงระบบบริการในระดับที่เหมาะสม การนัดติดตามผู้ป่วยในระบบอย่างมีข้อมูลที่ดีและการกระจายอำนาจหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วย แล้วก็มาพิจารณาเป็นข้อๆไปทั้งโรงพยาบาลและสถานีอนามัย ซึ่งถือเป็นระบบบริการสาธารณสุขในพื้นที่เดียวกัน (Local Health system) แต่กลุ่มก็ไปใช้การพิจาณาระดับโรงพยาบาลและสถานีอนามัยในรายละเอียดมาก ทำให้ไม่เห็นภาพใหญ่ (Big picture) เช่นเดิม

ในการนำเสนอกลุ่มผมแพทริซ เป็นผู้นำเสนอ ก็มีเพื่อนๆให้ข้อเสนอแนะหลายคน ผมคิดว่ากลุ่มของประชันธ์นำเสนอได้ดี คมชัดอีกเช่นเคย หลังจากนำเสนอครบสามกลุ่มแล้ว อาจารย์ก็ได้ช่วยสรุปแนวทางแก้ปัญหาให้ เช่น เพิ่มความยืดหยุ่นในการกระจายเตียงหรือใช้เตียงร่วมกันของทั้งสี่แผนก พัฒนาระบบการรับผู้ป่วยนอกในโรคที่ไม่เร่งด่วน  พัฒนาเรื่องวันนอนโรงพยาบาลเฉลี่ย พัฒนาขั้นตอนในการบริการทุกขั้นตอน (เพิ่มการสื่อสารระหว่างแผนก พัฒนาการไหลเวียนของผู้ป่วย การกระจายบุคลากร การเพิ่มค่าตอบแทน)และพัฒนาระบบการเงินของโรงพยาบาล ส่วนในสถานีอนามัยก็ปรับระบบการเงิน เพิ่มการเข้าถึงบริการและเพิ่มศักยภาพในการให้บริการ

ในการทำงานหรืออ่านหนังสือ ผมชอบอ่านหรือกำหนดกรอบใหญ่ๆ มองภาพใหญ่ (Big picture) ให้ออกก่อน แล้วค่อยๆไล่ลงไปในรายละเอียด จะทำให้เกิดความเข้าในได้ง่าย ไม่หลงทาง กำหนดเป้าหมายก่อนค่อยกำหนดทางหลักแล้วจึงกำหนดทางย่อย ผมสังเกตว่า ในการทำงานกลุ่ม เราต้องปรับตัวอย่างมากเนื่องจากมีความแตกต่างกันมากในหลายๆเรื่องทักษะ ประสบการณ์ ภูมิหลัง ฯลฯ การที่จะทำให้ได้ความเห็นร่วม (Consensus) จะยากมาก คิดว่าที่ได้ส่วนใหญ่เป็นความเห็นประนีประนอม (Compromised) มากกว่า ยิ่งทุกคนเท่ากันหมด จะให้ฟังเหตุผลกัน ทุกคนต่างก็มีเหตุผลของตนเอง เมื่อเป็นประชาธิปไตยก็เลยต้องยอมรับความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ ให้เป็นประชาธิปไตย เรื่องนี้มีพี่ที่เคารพนับถือกันท่านหนึ่งเคยยกตัวอย่างว่า ไม่สามารถได้สิ่งที่ดีจากเสียงส่วนใหญ่เสมอไป เช่น ถ้าในกลุ่มมีโจรสี่คน พระหนึ่งรูปแล้วให้ใช้เสียงส่วนใหญ่ว่าจะไปปล้นหรือไปสวดมนตร์ เสียงส่วนใหญ่ก็จะออกมาทางไปปล้นอยู่แล้ว หรืออีกกรณีหนึ่งเรือลำหนึ่งล่องไปในทะเลมีกัปตันที่รู้เรื่องดีกับผู้โดยสารอีกสิบคน ถ้าให้มาออกเสียงส่วนใหญ่ว่าจะไปทางไหน ก็มีสิทธิ์ออกนอกเส้นทางไปได้ ในทางปฏิบัติก็ต้องฟังกัปตัน ไม่ใช่ฟังเสียงส่วนใหญ่ของผู้โดยสาร

จากการที่ได้มาเรียนเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว ผมมั่นใจว่าได้ประโยชน์มาก หลายเรื่องขณะทำงานเราไม่เคยคิดว่า มีความสำคัญ เราทำงานไปตามที่เคยทำ ไมได้มีเวลามาวิเคราะห์ระบบ วิเคราะห์ข้อมูล ทำไปๆ เอ๊ะทำไมงานมันมากขึ้นๆเรื่อยๆ ยิ่ง (คิดว่า) ทำดี ก็ยิ่งรู้สึกว่างานมากขึ้นๆ ไม่หมดสักที ก็คงเหมือนตัวอย่างเรื่องช่างทาสี ที่วันแรกทาสีถนนได้เยอะมาก แต่วันหลังๆทาได้น้อยลงเรื่อยๆ เจ้าของงานก็เข้าไปถามว่า ทำไมคุณทาสีได้น้อยลงเรื่อยๆ เขาก็บอกว่าวันแรกผมเดินเอาพู่กันไปจุ่มกระป๋องสี ไม่ไกลก็เลยทาได้เร็ว แต่วันหลังๆบริเวณที่ต้องทามันห่างกระป๋องสีไปเรื่อยๆ ผมต้องเดินไปกลับเพื่อจุ่มสีไกลขึ้น ก็เลยทาได้น้อยลง หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง คนเลื่อยไม้ เลื่อยไม้ไปเรื่อยๆ กลับได้ไม้น้อยลงเรื่อยๆ เพราะฟันเลื่อยมันทื่อไปเรื่อยๆ พอบอกให้หยุดลับคมเลื่อย เขาก็บอกว่า ขนาดเลื่อยไม้ตลอดเวลาขนาดนี้ ยังทำงานไม่ทันเลย ถ้ามัวเสียเวลาหยุดลับคมเลื่อยอีก เกรงว่า จะมีเวลาเลื่อยไม้น้อยลง เคยเห็นเหตุการณ์ทำนองนี้บ้างไหมครับ

ผมไม่ได้คิดมานานแล้ว เรื่องจะลาพักงานไปเรียนหนังสือเพราะคิดว่าเสียเวลาทำงาน ตอนอยู่ที่โรงพยาบาลบ้านตาก ก็ไม่เห็นผลอะไรชัดเจน แต่พอไปอยู่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก ต้องทำงานร่วมกับเอ็นจีโอที่เป็นชาวต่างชาติเยอะมาก สื่อสารกับเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องอาศัยล่าม และก็มุมมองการทำงานของเขาก็แตกต่างไปจากเรา ที่เคยคิดว่ารู้อะไรเยอะแยะ พอมาอยู่จังหวัดกลับรู้สึกว่าเรารู้น้อยลง (เหมือนกบเพิ่งออกมาจากกะลา มีคนบอกว่ากะลาถ้าคว่ำจะไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าหงายก็กลายเป็นภาชนะที่คอยรับความรู้ที่ดีๆจากคนอื่นได้ ตอนที่ผมไปบรรยายที่พนมสารคาม พี่ก๊องส์ ผู้อำนวยการกล่าวตอนจบบรรยายว่า ผมเป็นเหมือนกบ เป็นกบเหลาดินสอที่มาช่วยเหลาความรู้ของทีมงานพนมสารคามให้คมขึ้น ก็เป็นการใช้สำนวนคำพูดที่เยี่ยมมาก) เวลานำเสนอก็ดูไม่สมาร์ท ขาดความมั่นใจ กล้าๆกลัวๆ (กลัวมากกว่ากล้า) แต่ก็ไม่รู้จะไปเรียนต่อที่ไหน เพราะรู้ตัวอยู่ว่า ภาษาอังกฤษไม่ดีและก็ทำงานมากจนไม่มีเวลาฝึกฝนตนเอง ถ้าไปสอบโทเฟลหรือไอเอลท์ คงเสียเงินเปล่า

พอดีพี่ยงยุทธ์ พงศ์สุภาพ ได้ไปที่โรงพยาบาลบ้านตาก เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับโครงการปฏิรูประบบสาธารณสุขของสหภาพยุโรป ได้แนะนำเรื่องการเรียนที่แอนท์เวิป ที่ไม่เน้นภาษาอังกฤษมากนัก จะเน้นประสบการณ์และคุณสมบัติส่วนบุคคลของผู้สมัครด้วย ผมก็เริ่มสนใจ โดยพี่เขาบอกว่าต้องสมัครต้นปี 50 ที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนปี 2549 เป็นหลักสูตรภาษาฝรั่งเศส แต่หลังจากนั้นผมก็เริ่มลืมๆเรื่องเรียนนี้ไปเพราะยุ่งอยู่กับงาน

พอเดือนมกราคม 2550 พี่ยงยุทธ์ โทรมาถามผมว่า สมัครไปหรือยัง ผมก็เลยนึกขึ้นได้ เข้าไปใน www.itg.be ในส่วน teaching & training เข้าไปที่ Course review 2007-2008 เพื่ออ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดใบสมัคร เอกสารที่ใช้ประกอบก็เป็นหนังสือรับรองจากผู้บังคับบัญชา สำเนาปริญญาบัตรและใบระเบียนผลการศึกษาเป็นภาษาอังกฤษ ผมมีเวลาสามสัปดาห์ในการส่งใบสมัคร เตรียมหลักฐานต่างๆภาษาอังกฤษ โดยบุคคลที่ให้ทางสถาบันอ้างอิงถึงอีกสามท่าน ของผมมีท่านนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตาก พี่พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข และพี่ยงยุทธ์ พงษ์สุภาพ

ตอนขอใบปริญญาบัตรของนิด้าและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการให้เร็วมาก ผมไม่ต้องลงไปขอเอง ใช้ทางจดหมายได้ หลักสูตรนี้ปีหน้าจะเรียนเป็นภาษาฝรั่งเศส เพราะเขาจัดสลับกันระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษาไทยปีเว้นปี ในใบสมัครจะให้เราแสดงความจำนงด้วยว่าจะขอรับทุนจากรัฐบาลเบลเยียมด้วยหรือไม่ เป็นทุน DGDC ย่อมาจาก Directorate General for Development  Cooperation Fellowship ทุนนี้ให้ค่าใช้จ่ายครอบครัวด้วย ระยะเวลาเรียนหลักสูตรปริญญาโทสาธารณสุขศาสตร์ 10 เดือน มีสองสาขาคือการบริหารระบบสุขภาพและนโยบาย (MPH:HSMP) กับการควบคุมโรค (MDC) ผมส่งใบสมัครไปทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษและส่งทางอีเมล์ด้วย ทันเวลาภายใน 31 มกราคม 2550 พอดีเลย

หลังจากส่งใบสมัครประมาณ 1 เดือน สถาบันจะแจ้งผลการพิจารณาจากคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนในขั้นหนึ่งก่อน และให้เราเตรียมหาแหล่งทุนเพิ่มเติม หากไม่ได้ของ DGDC และหลังจากนั้นอีกประมาณ 2 เดือนก็จะแจ้งผลการพิจารณาเรื่องทุนว่าได้รับอนุมัติหรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วของประเทศไทยเราจะได้ทุน DGDC ประมาณ 1-2 ทุน และจะมีทุนของ EU อีก 1 ทุน จะมีการสอบสัมภาษณ์โดยกรรมการที่มีตัวแทนที่สถาบันมอบหมายและสอบที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อประกอบการขอรับทุน รุ่นก่อนผม (2005-2006) ของไทยได้ 3 คน แต่รุ่นผม (2007-2008) ได้ 2 คน

เมื่อได้รับอนุมัติเข้าเรียนและรับทุนแล้ว ทางสถาบันจะจัดส่งหนังสือสัญญาเข้าเรียนให้เพื่อให้เรายืนยันการเข้าเรียนกับสถาบันและยืนยันว่า ถ้าเรียนจบแล้วจะต้องกลับประเทศของตนเอง ถ้าไม่กลับจะต้องชดใช้ทุนคืนเขาประมาณ 1 ล้านบาท หลังจากนั้นทางศูนย์บริการนักศึกษาก็จะติดต่อกับเราทางอีเมล์เป็นระยะๆเพื่อแจ้งกำหนดการต่างๆ การเช่าบ้านพัก การเดินทางของเรา

ที่เขียนเล่ามานี้ก็เผื่อว่า มีผู้ที่สนใจจะได้เข้าไปอ่านรายละเอียดหรืออาจจะสมัครเรียนในปีต่อๆไป ได้มีข้อมูลประกอบเป็นเบื้องต้น นอกจากหลักสูตรปริญญาโทแล้ว ก็มีหลักสูตรปริญญาเอกและหลักสูตรระยะสั้น 2-3 เดือนอีกด้วย ทุนในการศึกษาอบรมในต่างประเทศมีทั้งที่ผ่านทางกพ.และไม่ผ่านทางกพ. เราต้องสมัครตรงไปเอง มีอยู่มาก แต่คนทำงานในต่างจังหวัดมักไม่ค่อยทราบ ทำให้เสียโอกาส ผมเองก็ไม่ค่อยทราบเช่นกัน ทุนอบรมระยะสั้นที่แจ้งผ่านทางกระทรวงสาธารณสุขก็มีทุก 6 เดือน ใน www.moph.go.th ส่วนการสอบภาษาอังกฤษก็สามารถสมัครสอบกับกรมวิเทศสหการ ได้ตลอด ค่าสมัคร300 บาท เวลาสมัครก็ให้ส่งสมัครในนามของหน่วยงานต้นสังกัด เช่น โรงพยาบาล หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

การมาเรียนของผมครั้งนี้ก็คงเหมือนช่างทาสีที่กำลังหาวิธีทำงานให้ดีมากขึ้นหรือเหมือนคนตัดไม้ที่หยุดพักลับคมเลื่อยให้คมมากขึ้น หลังจากที่ทำงานมานาน คมเลื่อยอาจจะทื่อไปมากแล้ว ถ้าไม่หยุดพักอาจจะต้องออกแรงมากขึ้นแต่ได้งานน้อยลงแล้วก็ค่อยๆหมดแรงไป

วันนี้ เรียนเลิก 6 โมงเย็นกลับมาถึงบ้านพักต่อสไกป์ไปหาภรรยาแล้ว ไม่ได้เพราะว่าตรงกับเวลาห้าทุ่มกว่าเมืองไทย ภรรยาพาลูกๆเข้านอนแล้ว แม่ก็คงนอนแล้วเช่นกัน เคยคุยกันทุกวัน พอไม่ได้คุยก็เลยรู้สึกเหงามากกว่าวันอื่นๆ แต่ก็ยังดีที่เมื่อเช้าได้คุยกันบ้างแล้ว ส่วนความคิดถึงครอบครัวก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม แม้จะปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตในแอนท์เวิปและปรับตัวเข้ากับการเรียนได้แล้วก็ตาม วันนี้ผมขอจบบันทึกด้วยเพลงไพเราะๆของน้าหมู คนเดิม ในเพลง ตรงเส้นขอบฟ้า ครับ

“ตรงเส้นขอบฟ้า รุ่งเรือง เมืองที่เราใฝ่ฝัน เก็บความสั่งสม นมนาน เป็นสายธารสดใส จะไปให้ถึง คนงาม ถามว่าเป็นสุขไหม แบกความสับสน วุ่นวาย บรรทุกความทรงจำ ทั้งๆที่รู้ ร่างกาย มากมายแผลใจเจ็บช้ำ ไม่โทษไม่ถาม ใครทำ จะไม่ช้ำในรอยแผลเก่า

เมื่อวันที่หวัง ยังรอ ต่อไป ด้วยใจมั่นคง หลงคอยแล แม้คืนวันไกลห่าง ไม่จืดจางร้างรา แม้เวลาล่วงเลย อยู่เป็นนิรันดร์

ทั้งที่รู้ ว่าไกล จะไป แม้ไกลกว่านั้น กี่เดือนกี่ปี กี่วัน คืบคลาน พบพานเพื่อเธอ เมื่อวันที่หวัง ยังรอ ต่อไป ด้วยใจมั่นคง หลงคอยแล แม้คืนวันไกลห่าง ไม่จืดจางร้างรา แม้เวลาล่วงเลย อยู่เป็นนิรันดร์”  

พิเชฐ  บัญญัติ

Verbond straat 52

2000 Antwerp, Belgium

3 ตุลาคม 2550

21.35 น. ( 02.35 น.เมืองไทย )