ในการวิจัยครั้งนี้ ได้นำกระบวนการต่างๆ มาใช้ 6 กระบวนการ ดังนี้
1. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Science Process Skills)
2. กระบวนการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child Centered)
3. ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom)
4. การเรียนรู้โดยการบูรณาการ (Integration Learning)
5. บ้านเรียน (Home School)
6. การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ซึ่งแต่ละกระบวนการ มีรายละเอียด ดังนี้
1. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Science Process Skills)
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึงคุณลักษณะ ที่มีความจำเป็นต้องมีในตัวของผู้ที่จะต้องอาศัยวิธีการทางวิทยาศาตร์ในการแก้ปัญหา หรือปฏิบัติงานต่าง ๆ มีผู้รวบรวมไว้มากมายหลายท่าน มีใจความซ้ำกันบ้าง สอดคล้องกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง สรุปได้ ดังนี้
1. การสังเกต คือ ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัส อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง เพื่อหาข้อมูลหรือรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ โดยไม่เพิ่มความคิดเห็นส่วนตัวลงไป เห็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร ได้ยินอย่างไร ได้กลิ่นอย่างไร หรือรสชาติเป็นอย่างไร ก็ตอบไปตามนั้น ประสาทสัมผัสมี 5 ชนิด คือ
1.1 ตา สังเกตได้โดยการดู เพื่อบอกรูปร่าง สัณฐาน ขนาด สี สถานะ
1.2 หู สังเกตโดยการฟัง เพื่อบอกเสียงที่ได้ยินว่า เสียงดัง เสียงค่อย เสียงสูง เสียงต่ำ หรือเสียงดังอย่างไรตามที่ได้ยิน
1.3 จมูก สังเกตโดยการดมกลิ่น เพื่อบอกว่ามีกลิ่นหรือไม่ หอม เหม็น ฉุน
1.1 ลิ้น สังเกตโดยการชิมรส เพื่อบอกว่ามีรสชาติ หวาน ขม เผ็ด เค็ม เปรี้ยว ฝาด แต่ในการสังเกตโดยการชิมนี้ ต้องแน่ใจว่าสิ่งนั้นไม่มีอันตรายและสะอาดเพียงพอ
1.2 ผิวกาย สังเกตได้โดยการสัมผัส เพื่อบอก อุณหภูมิ ความหยาบ ความละเอียด ความเรียบ ความลื่น ความเปียกชื้น ความแห้งของสิ่งนั้น
2. การวัด หมายถึง ความสามารถในการเลือกและใช้เครื่องมือต่าง ๆ ทำการวัดหาปริมาณของสิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง โดยมีหน่วยที่ใช้วัดกำกับ ตลอดจนสามารถอ่านค่าที่วัดได้ถูกต้องหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริง ในการวัดจะต้องพิจารณาว่า
2.1 วัดอะไร เช่น วัดความยาวเส้นรอบรูปของลูกบอล ชั่งน้ำหนักก้อนหิน วัดอุณหภูมิของน้ำ วัดระยะเวลาที่ใช้ในการต้มน้ำ วัดปริมาตรของของเหลวในขวด วัดขนาดของมุม วัดความชื้นของอากาศ วัดแรงกดดันของอากาศ วัดแรงดันของไฟฟ้า ฯลฯ
2.2 ใช้เครื่องมืออะไรวัด เช่น ใช้เชือกและไม้บรรทัดวัดเส้นรอบรูปของลูกบอล ใช้ตาชั่งสปริงชั่งน้ำหนักของก้อนหิน
2.3 เหตุใดจึงใช้เครื่องมือนั้น เช่นทำไมจึงเลือกใช้เชือกและไม้บรรทัดวัดเส้นรอบรูปลูกบอล จะใช้เครื่องมืออื่นได้หรือไม่
2.4 จะวัดอย่างไร เช่น เมื่อมีเชือกและไม้บรรทัดแล้วจะทำการวัดอย่างไร มีเทคนิคอย่างไร
3. การจำแนก หมายถึงการจำแนกหรือการจัดจำพวกวัตถุหรือเหตุการณ์ ออกเป็นประเภทต่าง ๆ โดยมีเกณฑ์ในการจำแนกหรือจัดจำพวก เกณฑ์ที่ใช้อาจพิจารณาจากลักษณะที่เหมือนกัน แตกต่างกัน หรือสัมพันธ์กัน อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ การกำหนดเกณฑ์อาจทำได้โดย การกำหนดขึ้นเอง หรือมีผู้อื่นกำหนดให้
4. การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา
สเปส หมายถึง ที่ว่าง สเปสของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างที่วัตถุครองอยู่ ถ้าจะให้เห็นภาพภาพพจน์ที่ชัดเจน ขอให้ลองนึกว่า ถ้าลูกบอลลงไปแช่อยู่ในน้ำซึ่งอยู่ในถังจนมิดหัว แล้วนำไปแช่เย็นจนแข็ง ลูกบอลก็จะถูกฝังอยู่ในก้อนน้ำแข็งนั้น ถ้าเราผ่าก้อนน้ำแข็งออกมา ที่ว่างที่อยู่ในก้อนน้ำแข็งนั้นก็คือ สเปสของลูกบอลนั่นเอง
ประโยชน์ของการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส มีดังนี้
4.1 บอกจำนวนมิติของวัตถุที่พบเห็นได้
4.2 ชี้บ่งรูป 2 มิติ และวัตถุ 3 มิติได้
4.3 บอกความสัมพันธ์ระหว่างรูป 2 มิติ กับวัตถุ 3 มิติได้ ซึ่งแบ่งเป็น
4.4 บอกตำแหน่งหรือทิศของวัตถุได้
4.5 บอกความสัมพันธ์ของสิ่งที่อยู่หน้ากระจกเงา และภาพที่ปรากฏในกระจกเงาได้
5. การคำนวณ คือ การหาค่าต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ เช่น
1.1 นับ
1.2 ใช้ตัวเลขแสดงจำนวนที่นับ
1.3 บอกวิธีคำนวณ
1.4 คิดคำนวณ
1.5 แสดงวิธีคิดคำนวณ เช่น การหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ฯลฯ
6. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล
ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงที่จะนำไปใช้ในการอ้างอิงหรือคำนวณ เราแบ่งข้อมูลตามระดับความยากง่ายในการทำความเข้าใจได้ 2 ประเภทคือ
6.1 ข้อมูลดิบ เป็นข้อมูลที่ทำความเข้าใจยาก ได้จากการสังเกต การวัด การจำแนก การคำนวณ ฯลฯ
6.2 ข้อมูลที่จัดกระทำแล้ว เป็นข้อมูลที่ทำความเข้าใจได้ง่าย ซึ่งได้มาจากการนำข้อมูลดิบมาดัดแปลงใหม่นั่นเอง การดัดแปลงข้อมูลดิบให้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้นดังกล่าว สามารถทำได้ หลายวิธี เช่น หาความถี่ จัดลำดับ แยกประเภท คำนวณหาค่าใหม่
การสื่อความหมายข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลที่ได้จัดกระทำแล้วมาแสดงหรือนำเสนอในรูปแบบใหม่ เพื่อให้สามารถเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นอีก รูปแบบใหม่ที่สามารถแสดงหรือนำเสนอมีหลายรูปแบบ เช่น ตาราง แผนภูมิ วงจร กราฟ สมการ บรรยาย เป็นต้น
7. การลงความเห็นจากข้อมูล หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัส สัมผัสสิ่งของหรือเหตุการณ์ให้ได้ข้อมูลอย่างหนึ่ง แล้วเพิ่มความคิดเห็นส่วนตัวลงไปให้กับข้อมูลนั้น ความคิดเห็นส่วนตัวอาจได้มาจาก ความรู้เดิม ประสบการณ์เดิม หรือเหตุผลต่าง ๆ ดังนั้นการลงความเห็นจากข้อมูล จึงมีลักษณะ ดังนี้
1.1 อธิบายหรือสรุป เกินข้อมูลที่ได้จากการสังเกต
1.2 เพิ่มความคิดเห็นส่วนตัวลงไป
8. การพยากรณ์ หมายถึงการทำนายผล เหตุการณ์ หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาศัยข้อมูล ความสัมพันธ์ของข้อมูล หลักการ กฎ หรือทฤษฎีเกี่ยวกับสิ่งที่ทำนาย9. การตั้งสมมุติฐาน หมายถึงการทำนายผล เหตุการณ์ หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยไม่ทราบ หรือไม่มีความสัมพันธ์ของข้อมูล กฎ หลักการ หรือทฤษฎีเกี่ยวกับสิ่งที่ทำนาย
10. การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ ในการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมุติฐานนั้น อาจมีคำ หรือข้อความ ในสมมุติฐานที่มีความหมายได้หลายอย่าง ทำให้เข้าใจไม่ตรงกัน และอาจสังเกตหรือวัด หรือตรวจสอบได้ยาก จึงจำเป็นต้องกำหนดความหมายของคำ หรือข้อความนั้น ให้สามารถเข้าใจตรงกันได้ และสามารถสังเกตหรือตรวจสอบได้ง่าย อันเป็นการจำกัดขอบเขตของการศึกษาทดลอง การกำหนดความหมายของคำหรือข้อความจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ
มีจุดประสงค์ของการการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ มีเพื่อ
10.1 ให้เข้าใจตรงกัน
10.2 ให้สังเกตหรือวัด หรือตรวจสอบได้ง่าย
11. การกำหนดและควบคุมตัวแปร
ตัวแปร หมายถึง วัสดุ สิ่งของ หรือสถานการณ์ หรือปริมาณ ที่สามารถทำให้ผลของการทดลองออกมาผิด หรือถูกต้อง น่าเชื่อถือหรือไม่ แบ่งได้ 3 ชนิด คือ
11.1 ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ คือตัวแปรที่เป็นต้นเหตุ ให้เราคาดว่าทำให้ผลออกมาต่างกัน
11.2 ตัวแปรตาม คือผลที่เกิดจากตัวแปรต้น
11.3 ตัวแปรที่ต้องควบคุม คือสิ่งที่เราต้องจัดทำ หรือควบคุมให้เหมือนกัน เพื่อให้แน่ใจว่า ผลการทดลองเกิดจากตัวแปรต้นเท่านั้น
12. การทดลอง เป็นกระบวนการปฏิบัติการเพื่อทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งขึ้น ในการทดลองจะประกอบด้วยกิจกรรม 3 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ
12.1 การออกแบบการทดลอง เป็นการวางแผนการทดลอง เพื่อ บอกวิธีทดลอง ให้รู้ว่าจะทำการทดลอง หรือปฏิบัติอย่างไร เลือกอุปกรณ์ เครื่องมือ วัสดุ หรือสารเคมีที่จะใช้ทดลอง ให้รู้ว่าจะต้องใช้อะไร จำนวนเท่าไร และใช้อย่างไร การออกแบบการทดลองที่ดี ต้องสามารถทดลองได้สะดวก ปลอดภัย รวดเร็ว เที่ยงตรง เห็นผลได้ชัดเจน และประหยัด
12.2 การปฏิบัติการทดลอง เป็นกิจกรรมที่ต้องลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งจะต้องใช้ทักษะด้านอื่นๆ ประกอบอีกมาก เช่น ทักษะการวัด ทักษะการสังเกต ทักษะการใช้เครื่องมือต่างๆ เป็นต้น
12.3 การบันทึกผลการทดลอง เป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากการปฏิบัติการทดลอง กล่าวคือ เมื่อผู้ทดลองได้สังเกต ได้วัดปริมาณ ได้นับจำนวน หรือได้ให้คะแนน อย่างไร ก็บันทึกผลตามนั้น ลงในแบบบันทึกที่ได้เตรียมไว้ ซึ่งแบบบันทึกนี้จัดเป็นวัสดุอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ต้องเตรียมไว้
13. การตีความหมายและลงสรุปข้อมูล ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของสัญลักษณ์ ตาราง รูปภาพ กราฟ ฯลฯ การนำข้อมูลไปใช้จึงจำเป็นต้องตีความให้สะดวกที่จะสื่อความหมายได้ถูกต้อง และเข้าใจตรงกัน
13.1 การตีความหมายข้อมูล คือ ความสามารถในการบอกความหมายของข้อมูลที่ได้จัดกระทำ และอยู่ในรูปแบบที่ใช้ในการสื่อความหมาย การบรรยายลักษณะ และคุณสมบัติ ของข้อมูล
13.2 การลงสรุปข้อมูล คือ การบอกความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ถ้าความดันน้อย น้ำจะเดือดที่อุณหภูมิต่ำ หรือน้ำจะเดือดเร็ว ถ้าความดันมากน้ำจะเดือดที่อุณหภูมิสูงหรือน้ำจะเดือดช้า การตีความและลงสรุปข้อมูล มีขั้นตอน ดังนี้
1) แปลความหมาย หรือบรรยายลักษณะและสมบัติของข้อมูลที่มีอยู่ได้
2) บอกความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มีอยู่ เช่น นักเรียนจะบรรยายตารางเกี่ยวกับความสูงของต้นไม้และปริมาณของปุ๋ย ในที่นี้ได้อย่างไรบ้าง
3) นักเรียนจะสรุปว่าปุ๋ยและต้นไม้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไรโดยพิจารณาจากตารางที่บันทึกได้จากการทดลอง
1. กระบวนการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ได้กำหนดหลักการใหญ่ในแนวการจัดการศึกษา ว่า "การจัดการศึกษาต้องถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด" และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เอง มีหลักการข้อหนึ่งว่าการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาให้ถือว่า ผู้เรียนสำคัญที่สุด ด้วยเช่นกัน
"ผู้เรียนสำคัญที่สุด" จึงเป็นกรอบหลักของการกำหนดหลักสูตรสถานศึกษา และการจัดการ
เรียนรู้ของโรงเรียนที่ต้องคำนึงถึงตลอดเวลา ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึง การปฏิรูปการเรียนรู้ และการปฏิรูปหลักสูตรในโรงเรียนจะบรรลุผลได้ก็ด้วยตระหนักว่า "ผู้เรียนสำคัญที่สุด" นั่นเอง การจัดการศึกษาที่ "ผู้เรียนสำคัญที่สุด" ก็คือ การกำหนดหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง เรียนรู้อย่างมีความสุขโดยผ่านกระบวนการที่เป็นไปตามธรรมชาติ เต็มตามศักยภาพ และสนองความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน
การจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญผู้เรียนจึงควรมีบทบาท ดังนี้
1. มีส่วนร่วมในการแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริง ความคิดเห็น หรือประสบการณ์ต่าง ๆ จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย เพื่อนำมาใช้ในการเรียนรู้
2. ศึกษาหรือลงมือกระทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจ ใช้ความคิดในการกลั่นกรอง แยกแยะ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ความรู้สึก หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่หามาได้ และสร้างความหมายให้แก่ตนเอง
3. จัดระบบระเบียบความรู้ที่ได้สรรค์สร้างขึ้น เพื่อช่วยให้การเรียนรู้เกิดความคงทนและสามารถนำความรู้นั้นไปใช้ได้สะดวกขึ้น
4. เชื่อมั่นในความสามารถที่จะเรียนรู้ของตน อธิบายองค์ความรู้ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยให้การเรียนรู้นั้นเกิดประโยชน์ต่อชีวิต
5. ชื่นชม และรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนและผลงานของผู้อื่น
6. ทำงานอย่างอิสระ และทำงานร่วมกับกลุ่มได้
การดำเนินการตามบทบาททั้ง 6 ข้างต้น
ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่จำเป็นดังนี้
1. เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ
อย่างกระตือรือร้น
2. ให้ความร่วมมือและรับผิดชอบในการดำเนินงาน/กิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับกลุ่ม เช่น การแสวงหาข้อมูล การศึกษาข้อมูล และการสรุป เป็นต้น
3.
รับฟัง พิจารณาและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น
4. ใช้ความคิดอย่างเต็มที่ ปฏิสัมพันธ์ โต้ตอบ คัดค้าน สนับสนุน
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และความรู้สึกของตนกับผู้อื่น
5. แสดงความสามารถของตน
และยอมรับความสามารถของผู้อื่น
6. ตัดสินใจและแก้ปัญหาต่าง ๆ
7. เรียนรู้จากกลุ่ม และช่วยให้กลุ่มเกิดการเรียนรู้
2. ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้แก่ บุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง และทำงานนั้นๆมาอย่างมากมาย ความรู้ดังกล่าวเป็นความรู้ที่นำมาปฏิบัติ มีผลผลิตที่เป็นรูปธรรม เป็นความรู้ที่มีความสำคัญในการดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่น ความรู้ ความสามารถดังกล่าว เป็นสิ่งที่สะสมมานาน เป็นโครงสร้างความรู้ที่มีหลักการ มีเหตุผลในตัวเองที่น่าศึกษา ควรอนุรักษ์และสืบทอด ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น นั้นมีอยู่มากมายในท้องถิ่น แต่ละคนต่างมีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ มีผลงานเพื่อ การดำรงชีวิตที่แตกต่างออกไปหลายด้านหลายสาขา เช่น ด้านการเกษตรกรรม การคหกรรม การศิลปกรรม การสาธารณสุข ภาษาและวรรณกรรม และสาขาอื่นๆ เช่น พิธีกรรม โหราศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ เป็นต้น
การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน คือ การบอกวิชาความรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นมักจะถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน หรือกลุ่มเป้าหมายไปโดยอัตโนมัติ ไม่ได้เรียนวิชาการสอนจากสถาบันใดๆ แต่จะใช้สามัญสำนึกแบบสังคมปะกิต คือ การเรียนการสอน ที่เกิดขึ้นจากการเลียนแบบและจดจำสืบทอดกันมาในครอบครัว ในปัจจุบันเริ่มมีการถ่ายทอดเป็นระบบบ้าง เช่น
2.1 การสาธิต คือ ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง อธิบายทุกขั้นตอน ให้ผู้เรียนทำให้เข้าใจแล้วให้ผู้เรียนปฏิบัติตาม
2.2 การปฏิบัติจริง คือ ฟังคำบรรยาย อธิบาย สาธิตแล้วนำไปปฏิบัติจริงและปฏิบัติซ้ำๆจนเกิดความชำนาญ เพราะผลงานที่จะใช้ดำรงชีวิตได้ ต้องเป็นผลงานที่เกิดขึ้นจริง นำเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ใช่ผลงานที่กล่าวอ้างไว้ในตำราเท่านั้น
3. การเรียนรู้โดยการบูรณาการ
กระบวนการเรียนรู้หรือทำความเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และ/หรือกระบวนการบริหาร การทำงาน โดยประสานวิทยาการด้านต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในภาพรวม หรือองค์รวม ไม่ใช่มุ่งเจาะลึกลงไปในวิทยาการด้านใดด้านหนึ่ง แล้วละเลยวิทยาการอื่น ไม่ทำความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างวิทยาการ เปรียบประดุจเหมือนจะรู้จักและเข้าใจป่าได้ ก็ต้องมองเห็นภาพทั้งหมดของป่า มีพื้นที่เท่าไร ตั้งอยู่ที่ไหน ในภูมิประเทศแบบใด มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เป็นต้น ไม่ใช่เรียนรู้ต้นไม้แต่ละต้นแยกส่วนออกมาเท่านั้น ซึ่งก็จะทำให้เรารู้จักต้นไม้ต้นนั้นลึกซึ้ง แต่ไม่รู้จักป่าทั้งป่า
การสอนแบบ "บูรณาการ" คือ
การเชื่อมโยงเนื้อหาวิชาการต่างๆ เข้าด้วยกัน
โดยไม่เน้นการเรียนเป็นรายวิชา ว่า ปัญหาอุปสรรค
รวมทั้งประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตของมนุษย์นั้น จะผสมผสานกัน
มิได้แยกออกเป็นส่วนๆ ทั้งนี้
มนุษย์จำเป็นต้องใช้ทักษะหลายประการในการเรียนรู้จากประสบการณ์
รวมทั้งในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาง่ายๆ หรือซับซ้อนเพียงใดก็ตาม
แต่การที่โรงเรียนเน้นการสอนแยกเนื้อหาวิชา
จะทำให้การเรียนนั้นไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงของนักเรียน
เพราะเด็กมองไม่เห็นความเชื่อมโยงของสิ่งที่เรียน
กับสิ่งที่เป็นไปในชีวิตจริงนอกโรงเรียน ดังนั้น
หลักสูตรที่เน้นการสอนแบบบูรณาการจะสอดคล้องกับชีวิตจริงของเด็กมากกว่า
โดยจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจและมองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของเนื้อหาวิชาต่างๆ
ทั้งยังกระตุ้นให้เด็กใฝ่เรียนรู้
เนื่องจากเขาสามารถนำเนื้อหาและทักษะที่เรียนไปใช้ในชีวิตจริง
นอกจากนี้
การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการยังช่วยลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาวิชา
ลดจำนวนเวลาเรียน เป็นการแบ่งเบาภาระของผู้สอน
รวมทั้งส่งเสริมผู้เรียนให้มีโอกาสใช้ความคิด ประสบการณ์ ความสามารถ
ตลอดจนทักษะต่างๆ อย่างหลากหลาย
ก่อให้เกิดการเรียนรู้ทักษะกระบวนการและเนื้อหาสาระไปพร้อมกัน
การบูรณาการ เป็นการกำหนดเป้าหมายการเรียนร่วมกัน ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยนำกระบวนการเรียนรู้จากกลุ่มสาระเดียวกัน หรือจากต่างกลุ่มสาระมาบูรณาการ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนซึ่งจัดได้หลายลักษณะ เช่น
3.1 การบูรณาการแบบผู้สอนคนเดียว คือ ผู้สอนสามารถเอาเนื้อหาในสาระต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาสอนร่วมกันได้ เช่น เรื่องสัตว์ สามารถบูรณาการได้ทั้ง วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย (การอ่าน การเขียน) คณิตศาสตร์ การคิดคำนวณ ภาษาอังกฤษ คำศัพท์ชื่อสัตว์ต่างๆ ศิลปะ การวาดภาพสัตว์ เป็นต้น
3.2 การบูรณาการแบบคู่ขนาน โดยผู้สอนตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้หัวเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่นเรื่อง”กล้วย” ครูวิทยาศาสตร์ก็สอนถึงลักษณะของ ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล การจำแนกชนิดของพืช ครูที่สอนคณิตศาสตร์ก็อาจจะสอนเกี่ยวกับการคำนวณการปลูกกล้วยในที่ดิน การขายกล้วย ครูที่สอนวิชาการงานก็สอนเกี่ยวการทำขนมจากกล้วย การถนอมอาหารที่ทำจากกล้วย เป็นต้น
3.3 การบูรณาการแบบสหวิทยาการ ตามปกติผู้สอนก็จะแยกกันสอนตามกลุ่มสาระ แต่มีเป็นครั้งคราวที่จัดกิจกรรมการสอนร่วมกัน เช่น วันสารทไทย ครูภาษาไทยก็ให้นักเรียนอ่าน เขียนบทความเกี่ยวกับวันสารทไทย ครูสังคมก็ให้นักเรียนค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติและกิจกรรมในวันสารทไทย ครูการงานก็สอนการทำขนมในวันสารทไทย และทุกคนพานักเรียนไปร่วมทำบุญในวันสารทไทย เป็นต้น
3.4 การบูรณาการแบบโครงการ ครูผู้สอนร่วมกันจัดโครงการขึ้นแล้วแบ่งงานกันรับผิดชอบ เช่น โครงการเข้าค่ายวิทยาศาสตร์ โครงการเข้าค่ายภาษาอังกฤษ โครงการเข้าค่ายพักแรมลูกเสือ โครงการเข้าค่ายพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม เป็นต้น
4. บ้านเรียน
บ้านเรียน หรือ Home School เป็นเรื่องใหม่ในเมืองไทย ไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก เพิ่งมีเป็นจริงเป็นจังในช่วงที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ซึ่งลักษณะเป็นการจัดการศึกษานอกระบบ ที่จัดโดยครอบครัว มีบุคคลในครอบครัว ซึ่งปกติเป็น คุณพ่อ คุณแม่ อาจเป็น คุณตา คุณยาย คุณปู่คุณย่า หรือ พี่ๆ ก็ได้ที่มีความสามารถถ่ายทอด และร่วมกันเรียนรู้ไปกับเด็กได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องนั้นมาก่อน อาจมีการเสริมความรู้โดยการเชิญวิทยากรมาช่วยบ้างก็ได้
กิจกรรมการเรียนการสอนแบบ บ้านเรียน (Home School) ก็คือ การเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลา ทำงานบ้าน ทำงานอาชีพ อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร ดูโทรทัศน์ หรือการเดินทาง การเลือกซื้อของตามห้างสรรพสินค้า การทัศนาจร หรือการจัดงานวันเกิด การไปร่วมงานทำบุญต่างๆ หรือแม้แต่การคุยกันก่อนนอน ก็เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ของการเรียนแบบบ้านเรียน (Home School)ทั้งสิ้น
เมื่อผู้เรียนเรียนรู้ได้ระยะหนึ่งก็นำผู้เรียนไปสอบเทียบความรู้ ตามช่วงชั้นที่กำหนด กับโรงเรียน
1.
การวิจัยในชั้นเรียนปัญหาการจัดการเรียนการสอนประการหนึ่งซึ่งมีความสำคัญยิ่ง คือ ครูไม่ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นชั้นเรียนของตนเองอย่างชัดเจน เช่น ครูบอกว่านักเรียนในห้องอ่านหนังสือไม่คล่อง แต่เมื่อเมื่อถามต่อไปว่า อ่านไม่คล่องเกี่ยวกับเรื่องอะไร จำนวนกี่คน ครูมีวิธีการแก้ไขอย่างไร ดำเนินการแก้ไขแล้วอย่างไร ได้ผลเป็นอย่างไร ครูตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ทั้งๆที่ครูส่วนใหญ่ได้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอยู่แล้ว เป็นประจำ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ระบุให้ "สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา" หากครูผู้สอนได้ดำเนินการวิจัยในชั้นเรียนแล้ว นอกจากใช้ในการแก้ปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแล้ว งานวิจัยในชั้นเรียนยังสามารถใช้เป็น