ควันหลงจาก
- มหกรรม KM ภูมิภาค ที่ ม. นเรศวร
- การเข้าประชุมกลุ่มย่อย “วิจัยเชิงพื้นที่” และ
- การคุยแบบส่วนตัวกับคุณ จตุพร (พระ“เอก” แห่งเมืองปาย) เกือบ ๒ ชั่วโมง ระหว่างการ “ล่องเรือ”
ทำให้ผมได้เห็นความสับสนของแนวคิดของทั้งนักวิชาการ และนักวิทยากรกระบวนการ ที่ต้องการทำงานกับชุมชน
ที่ต้องทำตัวในบทบาทที่จำเป็นทั้งสองอย่าง และ ในปัจจุบันนี้ ขาดแคลนอย่างมากในกระบวนการวิจัยและพัฒนา
นักวิจัยที่ทำงานกับชุมชนส่วนใหญ่ ไม่พร้อมที่จะเป็นวิทยากรกระบวนการ ทำงานเน้นวิชาการโดยไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ชุมชน และชาวบ้านได้คิด
ซึ่งทำให้เกิดเพียง “Inside in” ในตัวนักวิชาการ แต่ไม่มี “Outside in” จากชุมชน ที่จะทำให้เกิดความเชื่อมโยงในการพัฒนาที่แท้จริง ทั้งเชิงภูมิปัญญา และเชิงนโยบาย
ประเด็นนี้ยังไม่ครอบคลุมถึงนักวิจัยที่ยังไม่เคยทำงานกับชุมชน ที่มักจะไม่เข้าใจ หรือสนใจแม้ความหมายของคำว่า “วิทยากรกระบวนการ”
จึงยากที่จะเชื่อมโยงความคิดทางวิชาการของตนเองเข้ากับความรู้ และภูมิปัญญาของชาวบ้านและชุมชน
และนำไปสู่การทำงานแบบ “ใบสั่ง” ทำให้แล้วๆ เสร็จๆตามขั้นตอนที่ไม่ทราบว่าใครจะได้อะไรจนเกิดผลงาน “ขึ้นหิ้ง” มากมาย
ในอีกมุมหนึ่ง
นักพัฒนามักเน้นการเป็นวิทยากรกระบวนการ จนแทบไม่ได้เชื่อมกับความรู้ทางวิชาการสาขาต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีในการพัฒนา
ซึ่งทำให้เกิดเพียง “Inside in” ในระดับชุมชน ไม่มี “Outside in” ที่จะทำให้เกิดความเชื่อมโยงในการพัฒนาทั้งเชิงวิชาการ และเชิงนโยบาย
แต่ การทำงานกับชุมชนนั้น จำเป็นต้องอาศัยทั้งบทบาทนักวิชาการและวิทยากรกระบวนการแบบสมดุลและกลมกลืน ไปพร้อมๆกัน
ที่ในบางจังหวะต้องผลัดกันนำ แบบขาซ้ายและขาขวา
ที่จะเป็นการกระตุกให้เกิดความคิดทั้งในเชิงความรู้ ที่สามารถนำสู่การพัฒนาทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน พื้นที่ และ สามารถเชื่อมโยงถึงระดับนโยบาย ได้ในทุกมุมของการพัฒนา ทั้งในเชิงการพัฒนาวิชาการ และพัฒนาชุมชน อย่างสอดคล้องกัน
ผมจึงได้แต่หวังว่าเราจะร่วมมือกัน ทำงานพัฒนาในส่วนของตัวเอง ให้พร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น ที่จะเกิดผลแบบ
- Inside in มองตัวเองให้ชัด
- Outside in มองว่าจะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์เข้ามาต่อเติม ส่วนที่ขาด
- Inside out มองว่าเราจะเชื่อมโยงและช่วยเหลือ พึ่งพากันได้อย่างไร
- ที่เป็นบทบาทที่ควรจะเป็นของนักวิชาการ นักพัฒนา ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ทั้งหลายทั้งปวง
เพื่อการพัฒนาที่ครบถ้วน เกิดประโยชน์แบบบูรณาการ ยั่งยืน ทั่วถึง และเป็นธรรม ครับ
ขอบคุณมากครับ ที่ทำให้ผมคิดประเด็นขีดจำกัดข้อนี้ออกในวันนี้ครับ
ขอขอบคุณ ม. นเรศวร และกรรมการจัดงานทุกท่านที่ทำให้งาน มหกรรม KM ภูมิภาคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สนุกสนาน สมกับการเป็นมหกรรมการจัดการความรู้ที่แท้จริงครับ
ขอบคุณท่าน อ.แสวงครับ ผมคาดอยู่แล้วว่าห้องนี้จะต้องได้อะไรดี ๆ จากอาจารย์แน่ ๆ อยากให้อาจารย์ช่วยถ่ายทอดออกมามาก ๆ ครับ เราที่เหนือล่างยังใหม่กันมากกับเรื่องเหล่านี้ แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยใจที่อยากจะทำให้ได้และให้ดีด้วยครับ
ครับ
ผมมีอีกหลายเรื่องครับ
จะค่อยๆปล่อยออกมาครับ
ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ของ มหกรรม KM ครับ
อยากเห็นบ่อยๆครับ
ขอบคุณครับที่กรุณาชมให้กำลังใจกับทีมงาน และขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับบันทึกต่อ ๆ มาครับ เราจะคอยติดตาม
ที่เข้ามาอ่านบล๊อคของอ่จารย์มาก็หลายเรื่องพอสมควร พอดีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตัวเองหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยอยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ปัจจุบันการเชี่อมโยงการพัฒนาเชิงวิชาการ กับชุมชนมีปัญหามากขึ้น อยากทราบว่าทางออกที่น่าจะเป็นแนวทางที่จะปฏิบัติได้จริงคืออะไร ขอบคุณมากค่ะที่มีเรื่องดีๆมาให้อ่าน
ทางออกในการเชื่อมโยงก็คือวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับชุมชน ให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมวิจัย
แต่ก่อนหน้านั้นก็ต้องมีการเตรียมการให้ชุมชนเข้าใจ พอๆกับการทำความเข้าใจตนเองของนักวิชาการ
โดยรวมก็คือการทำความเข้าใจตัวเอง และ ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันครับ
แต่ขีดจำกัดก็อยู่ที่อัตตาของแต่ละฝ่าย
และความมีใจถึงใจ
ที่จะทำให้งานทะลุผ่านแนวต้าน กำแพงของอัตตาและระดับความเข้าใจครับ
ถ้ายังไม่เข้าใจถามมาใหม่นะครับ