เราเรียนหนังสือประถมศึกษาในกลางทศวรรษ ๒๔๙๐ มัธยมศึกษาและอุดมศึกษาในทศวรรษ ๒๕๐๐
เมื่อเราเรียนประถมศึกษา ระบบการศึกษาของเราเป็น ๔-๓-๓-๒ และเปลี่ยนเป็น ๗-๓-๒
ต่อมา ครูของเราทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นนักเรียนที่เรียนดีของจังหวัด ถูกคัดเลือก ถูกเคี่ยว ถูกฝึกให้มาเป็นครู เพื่อเป็นผู้แบกภาระอันหนักหรือ "คุรุ"
ในชนบทครูของเราจะอยู่บ้านพักโรงเรียนถ้าย้ายมาจากถิ่นอื่น ถ้าโรงเรียนของเราอยู่ในวัด เราเรียนบนศาลาวัด เมื่อถึงวันโกนเราจะต้องหยุดเรียนครึ่งวัน เพื่อล้างศาลาวัดเตรียมทำบุญ วันพระเราหยุดทั้งวัน
ครูของเราและพระจะใกล้ชิดกัน เราจึงได้พระเป็นครูด้วย และได้รับการขัดเกลาทางศาสนา ครูโรงเรียนเรามีเวลาให้เราเต็มที่ทั้งความรู้ การขัดเกลามารยาทและความประพฤติ
ครูเป็นพ่อแม่คนที่สองของเราจริง ๆ ถ้าเราซนหรือทำผิด ครูจะตีและสอนให้หลาบจำ ครูสอนพิเศษเพิ่มเติมให้เราหรือเพื่อนของเราที่เรียนอ่อนโดยไม่ต้องมีเงินตอบแทน
ครูรู้จักพ่อแม่ของเราอย่างดี
ครูเขียนสมุดพกบอกพ่อแม่เราว่าเราเอาใจใส่การเรียนหรือประพฤติตัวอย่างไรที่โรงเรียน
เราถูกสอนให้อ่านเขียน ย่อความและเรียงความภาษาไทยอ่านตัว ร ตัว ล ตัวควบกล้ำ
ทำให้ภาษาไทยของเราแตกฉาน และพูดภาษาไทยชัดเจนจนทุกวันนี้
เราถูกสอนให้คัดลายมือ รู้จักช่องไฟ รู้จักวรรคตอน
ภาษาไทยของเราจึงอ่านรู้เรื่องมากกว่าภาษาไทยของลูกหลานเราที่ใช้คอมพิวเตอร์แบ่งวรรคตอนอัตโนมัติ
เราถูกสอนให้คิดเลขในใจห้าข้อสิบข้อทุกเช้าก่อนเริ่มเรียน ทำให้เรามีทักษะคิดเลข บวก ลบ คูณ หาร บัญญัติไตรยางค์
ในชีวิตประจำวัน เราไม่จำนนถ้าไม่มีเครื่องคิดเลขหรือแบตเตอรี่หมด
หลังจากเราเรียนไม่กี่ปี เมื่อน้องเราเรียนหนังสือ โรงเรียนของน้องเราทิ้งการอ่าน การเขียน การคิดเลข (4R-reading,writing, articulation,arithmetic)
เปลี่ยนมาเป็นระบบเติมคำในช่องว่าง กาคำตอบถูกผิด เลือกคำตอบที่ถูก
น้องเราเลยใช้ภาษาไทยไม่ได้ เขียนเรียงความ ย่อความไม่เป็น คิดเลขไม่เป็น ระบบคิด ระบบตรรกกะมีปัญหา