วัฒนธรรมไทย(กลุ่มคนไทย-ไต) : ข้อมูลที่รอการรวบรวมจัดทำแผนที่ทางวัฒนธรรม         

            ผมโชคดีมากที่ได้รับเชิญจากสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาปรัชญา โดย ศาสตราจารย์ปรีชา  ช้างขวัญยืน ประธานคณะกรรมการ ให้เข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมในประเทศไทยเพื่อจัดทำแผนที่วัฒนธรรม : ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 28-29 กันยายน 2550 ที่ โรงแรมเซ็นทารา ดวงตะวัน เชียงใหม่   รายการนี้จัดร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ 

 

           ช่วง 2 วันมานี้จึงไม่ได้นั่งลงเขียนบันทึก พอเสร็จสัมมนา  ผมก็ขอนำสาระมาบอกกล่าวให้ท่านได้อ่านกันครับ

          ที่กล่าวว่าผมโชคดีที่เข้าสัมมนาในรายการนี้ก็เพราะ ผมได้เรียนรู้ภาพรวมของวัฒนธรรมภาคเหนือ อันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการนำไปศึกษาวิจัยและถ่ายทอดสู่ลูกศิษย์ลูกหา  เนื่องจากการสัมมนาครั้งนี้จะมีนักวิชาการทางด้านวัฒนธรรมทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาและวรรณกรรม  ด้านประวัติศาสตร์และมรดกสถาปัตยกรรม  ด้านวิถีชีวิต อาหารและพิธีกรรม ด้านศิลปะสถาปัตยกรรมและโบราณคดี  ประมาณ 200 คน มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการวิจัยทางวัฒนธรรมและความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมภาคเหนือ ซึ่งจะเกิดการเข้าใจร่วมกัน  รวบรวมเป็นองค์ความรู้ และนำไปสู่การจัดทำแผนที่วัฒนธรรมภาคเหนือ และเชื่อมโยงใน 4 ภูมิภาคต่อไป

         วัฒนธรรม  เป็นเรื่องที่สำคัญมาก  เพราะเป็น "รากเหง้า" ของกลุ่มชน  การลืมวัฒนธรรมของตน ก็เท่ากับลืม  "รากเหง้า" ของตนด้วย

         ที่ผ่านมา เราละเลยวัฒนธรรมของตน หันไปรับเอาวัฒนธรรมตะวันตก และนำเอา ลัทธิทุนนิยม มาใช้ในการนำประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ทำให้คนกลายเป็นทาสวัตถุนิยม และสู่หายนะ  ศาสตราจารย์ปรีชา  ช้างขวัญยืน  ประธานคณะกรรมการสาขาปรัชญา ของสภาวิจัยแห่งชาติ ได้กล่าวไว้ในพิธีเปิดตอนหนึ่งว่า 

                วัฒนธรรม  เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของประเทศ  แต่รัฐบาลไทยกลับมิได้เชื่ออย่างนั้น  กลับเชื่อว่าควรพัฒนาประเทศไปในแนวทุนนิยม โดยเชื่อ ว่าจะนำประเทศไปสู่ความเจริญ   ด้วยเหตุนี้จึงเกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอุปนิสัยใจคอของคนไทย

        ทุนนิยมเป็นลัทธิเศรษฐกิจ และเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ระบบแบบนี้จะต้องกระตุ้นให้เกิดการนิยมบริโภค จึงจะทำให้ลัทธินี้อยู่ได้  ทำให้คนแสวงหาและเห็นคุณค่าบูชาเงิน การหลงใหลการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย ทำให้คนมีหนี้สิน คนนำเงินในอนาคตมาใช้  คนหนุ่มสาวเข้าเมือง ทำงานแต่เงินไม่พอใช้ เกิดปัญหาสังคมนานา ทั้งมิจฉาชีพ การโกงกิน เอารัดเอาเปรียบเพื่อดำรงชีพ ผลกระทบด้านจิตใจที่เกิดขึ้นเลวร้ายมาก เพราะเกิดค่านิยมใหม่ที่มุ่งเอาประโยชน์ร่ำรวย และบริโภคอย่างหรูหรา ฟุ่มเฟือย และไม่นำพาศีลธรรมจรรยา

  

แผนที่ทางวัฒนธรรม  คือ  อะไร?

             ในช่วงแรกๆ  ผมก็งงอยู่เหมือนกัน เพราะเคยได้ยินแต่แผนที่ทางภูมิศาสตร์  แผนที่เขตแดน แผนที่เขตการปกครอง  ไม่คิดว่าจะมีการจัดทำแผนที่ทางวัฒนธรรมด้วย  แต่ในที่สุดก็ทำความเข้าใจไม่ยากครับ  

          แผนที่ทางวัฒนธรรม  ก็คือ การระบุแหล่งข้อมูลทางวัฒนธรรมที่ค้นพบว่าอยู่ ณ ตำแหน่งใด ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หรือเขตการปกครอง  เพียงแต่ว่า ข้อมูลทางวัฒนธรรมนั้นไม่ได้แบ่งตามนั้น  เพราะข้อมูลทางวัฒนธรรมสามารถแพร่กระจายข้ามพรมแดนได้  สุดแล้วแต่การเลื่อนไหล

            ข้อมูลทางวัฒนธรรมที่นำมาจัดแผนที่นั้น ต้องการทุกแขนงครับ ไม่ว่าจะเป็นภาษา วรรณกรรม ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ศิลปะการแสดง ฯลฯ ดังที่กล่าวแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยไว้มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ความสนใจของคน ข้อมูลเหล่านี้อยู่กระจัดกระจาย ไม่เป็นภาพรวมที่ชัดเจน  มาบัดนี้ สภาวิจัยแห่งชาติ จึงดำริที่จะดำเนินการให้มีการจัดทำแผนที่วัฒนธรรมภาพรวมขึ้น  โดยได้ดำเนินการในแต่ภาค 4 ภาค ก็จะได้ภาพรวมประเทศไทย  และต่อไปก็จะดูความเชื่อมโยงไปในระดับภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ คือ ไทย-พม่า  ไทย-ลาว  ดินแดน 5 เชียง คือ เชียงใหม่ เชียงราย เชียงตุง เชียงรุ้ง เชียงทอง(หลวงพระบาง) เป็นต้น 

          การจัดทำแผนที่ทางวัฒนธรรม ไม่ใช่เป็นการแค่ระบุว่าวัฒนธรรมนั้นๆ ปรากฏอยู่ ณ ตำแหน่งใดในพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทย และ/หรือ เอเชียอาคเนย์เท่านั้น แต่จะลงลึกไปในรายละเอียด "ความรู้" ที่จะอธิบายเกี่ยวกับ ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น หรืออธิบายประวัติความเป็นมาของวัฒนธรรมนั้นๆ ได้ด้วย  ตลอดจนวิธีการคิด สร้างสรรค์ เปลี่ยนแปลง เสื่อม หรือสูญหาย ได้อย่างถูกต้อง 

          ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำแผนที่ทางวัฒนธรรมนั้นมีมากมาย  ได้แก่  

       การได้มองเห็นภาพรวมวัฒนธรรมที่ชัดเจนของชนชาติ -กลุ่มชาติพันธุ์ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์-การปกครองเดียวกันหรือในภูมิภาคเดียวกัน  ซึ่งมีความหลากหลาย ทับซ้อน กัน แต่มีความสัมพันธ์กัน ทำให้เรามองเห็นความต่าง  ความเหมือน ทำให้เราเข้าใจกันดีขึ้น

        ความเข้าใจกันดังกล่าวนี้ จะนำไปสู่การลดความขัดแย้งระหว่างชนชาติ ซึ่งจะเกิดสันติภาพตามมา เพราะเราจะเคารพกันมากขึ้น

        ประโยชน์ในแง่เศรษฐกิจ การค้า เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถนำเสนอสินค้า / บริการ / สถานที่ท่องเที่ยว ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนได้

       ประโยชน์ทางวิชาการ มีการขยายงานวิจัยศึกษาค้นคว้ามากขึ้น  เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดวัฒนธรรมวิจัยร่วมที่ย่นระยะเวลา การทำวิจัยให้น้อยลง เพราะมีคนช่วยกันทำมาก ดังนั้น ข้อมูลวัฒนธรรมใดที่มีผู้สนใจตรงกันก็จะติดต่อเป็นเครือข่ายช่วยกันทำ เกิดความร่วมมือทางวิชาการมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีในสังคมที่ต้องช่วยเหลือพึ่งพากันเพื่อประโยชน์สังคม ประเทศชาติ        ข้อควรระวังในการทำแผนที่ทางวัฒนธรรมนั้น จำเป็นต้องเข้าใจว่า  แผนที่นั้นจะมีการแปรผันไปตามปัจจัยหลัก 3 ประการ  คือ   คน  สภาพภูมิศาสตร์ /สภาพภูมิประเทศ  และสิ่งที่คนสร้างขึ้น พัฒนาขึ้น 

         คน - ในฐานะกลุ่มชน(ชาติพันธุ์)  ซึ่งกลมกลืนไปกับคนในพื้นที่  การอพยพเข้ามา หรือที่หายไป        

       สภาพภูมิศาสตร์/ภูมิประเทศ ทำให้กลุ่มชนหนึ่งๆ แม้จะเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน แต่ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเหล่านี้ได้

       สิ่งที่คนสร้างขึ้น/พัฒนาขึ้น  อยู่ที่แบบแผนการดำรงชีวิต ถ้าดำรงชีวิตต่างกัน ชาติพันธุ์เดียวกันกต่างกันได้ เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน

        เราต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ให้มาก  รวมไปถึงมิติของกาลเวลา  มิติการทับซ้อนของปัจจัยต่างๆ เช่น วิถีชีวิต  ระบบสังคมและเศรษฐกิจ  เทคโนโลยี / ภูมิปัญญาท้องถิ่น  ภาษาถิ่น  วรรณกรรม วรรณคดี นิทานพื้นบ้าน  ศิลปะ  หัตถกรรม ดนตรี  นาฎศิลป์ การละเล่น ฯลฯ 

       ในบันทึกตอน นี้ ผมคงจะอธิบายเรื่อง "แผนที่ทางวัฒนธรรม"  เอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน  เพราะมีสาระอีกยืดยาวที่จะมาคุย  โดยเฉพาะการแสวงหาเครือข่ายในการศึกษาวิจัยข้อมูลทางวัฒนธรรมต่อไป  เพราะไม่แน่ว่า  มีข้อมูลวัฒนธรรมใดบ้างที่มีความพร้อมที่จะนำไปจัดการทำแผนที่ทางวัฒนธรรมได้  ยกตัวอย่างเช่น  วรรณกรรมเรียกขวัญ  ซึ่งเป็นข้อมูลที่คิดว่าทุกภาคของไทย หรือชนกลุ่มไต น่าจะมีวรรณกรรมเรียกขวัญเหมือนกัน ดังนั้นจึงอยากทราบว่ามีใครบ้างที่ศึกษาวิจัยไว้ และในพื้นที่ใด ของชนกลุ่มใด เป็นต้น

          พบกันในบันทึกตอนหน้าครับ เรื่องที่น่าสนใจยังมีอีกมากครับ