แต่ได้ข้อสรุปว่า คนที่รับผิดชอบเรื่องตรงนั้น ต้องฝึกที่จะทำเอง ถึงจะได้สิ่งที่ต้องการ
หมอแว่น แห่งกองทันตฯ ค่ะ เธอเป็นเจ้าแม่เด็กวัยประถมฯ มานาน ตั้งแต่เอ๊าะๆ ตอนนี้ก็ยังเอ๊าะๆ อยู่ ... มาเล่าให้ฟังกันว่า แล้วเด็กประถม ใช้ KM กันตอนไหนบ้าง
- จริงๆ แล้วก็คือ เราทำไปโดยสันชาตญาณ เพราะฉะนั้นถ้าจะหาเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ยากมาก
- ตรงนี้ถ้าถามว่า เดิมที่ทำอยู่นั้นทำอะไร เราก็ทำเรื่อง Flow ของข้อมูลความเป็นจริง
- ... Flow ของข้อมูลก็คือ จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายจากกรมฯ จาก สปสช. อะไรก็ตามแต่ ตรงนี้ก็พยายามจะให้มีเวทีรับรู้ร่วมกันเร็วที่สุด เท่ากัน
- อีกส่วนหนึ่ง คือ Flow ของความรู้ ประสบการณ์ เพราะว่าตัวนี้จะกลายเป็นว่า เจ้าตัวจะจมข้อมูลตาย เพราะว่าเรียนรู้ลึก เอาตัวไม่รอด แต่ถ้าเพื่อนฟังนี่ ก็จะช่วยถามประเด็นที่จะทำให้สรุปความคิดรวบยอดนั้นๆ ได้
- ช่องทางที่ใช้อยู่เป็นปกติ คือ เรื่องของการประชุมกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย เรื่อง AAR หลังจากที่เราทำเรื่องใหญ่ๆ ไป
- และเรื่องพัฒนาการเป็นเรื่องของการพูดคุยของทีมงาน คือ ตอนที่ไปประชุม สปสช. มาก็พูดในเรื่อง Vertical Program ในโครงการยิ้มสดใสเด็กไทยฟันดี เวลาที่เขาไปทำกับเขา พอกลับมาถึงปั๊บ ก็จะส่ง e-mail ถึงทุกคนทันที ให้รู้ว่าตอนนี้เขาปรับกันอย่างไรบ้าง ให้รู้ทันกัน เพราะว่าเราเจอหน้าไม่พร้อมกัน
- KM ที่ทำไปแล้ว ที่ชัดๆ คือ โครงการเรียนรู้คู่วิจัย ทำปี 48 ต่อ 49 ได้รับทุนจาก สกว. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
- ซึ่งเขาตอบมาว่า ต้องการทำในเรื่องของการพัฒนาทักษะการคิดของเด็ก
- พอกองฯ ไปทำ มันก็ดีนะ เพราะว่าเครือข่ายของเราระดับนี้ดี มีทันตบุคลากรรองรับ กลายเป็นว่า ทำ 14 จังหวัด 200 กว่า รร. และโครงการนี้ได้รางวัลของ สกว.
- เรามีการทำ KM เมื่อปีที่แล้ว (49) คือ เราทำ KM โดยที่ตอนนั้น สถาบันพัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา มาช่วยเป็นวิทยากรให้ จัดที่ผู้หว่าน
- สิ่งที่คนของเราไปฟัง ก็ 14 จังหวัด ... มีระดับบุคลากร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาด้วย ปรากฎว่า พอมาสรุป ก็เห็นเลยว่า พวกเราชอบเล่า เป็น activity และ output ของ activity เป็นการอบรมกี่คน กี่ครั้ง
- แต่พอทำ KM นี่ มันถูกบังคับให้เล่าเรื่องความสำเร็จ ความประทับใจ ... ถามว่า ประทับใจอะไร คือ เล่าไปเล่ามา กลุ่มเล็กๆ ก็ได้เงื่อนไขปัจจัย และตัวชี้วัดความสำเร็จพอสมควร ก็เห็นประโยชน์ของตรงนี้
- แต่ได้ข้อสรุปว่า คนที่รับผิดชอบเรื่องตรงนั้น ต้องฝึกที่จะทำเอง ถึงจะได้สิ่งที่ต้องการ คนนอกมาทำให้ก็จะได้ประมาณนี้เท่านั้น
- อีกเรื่องก็คือ เรื่องเด็กไทยทำได้ ก็คือ ทางสำนักส่งเสริมทำ 3 issue อาหารสะอาดปลอดภัย สุขาน่าใช้ เด็กไทยฟันดี ... เขาก็จัดเป็นห้องๆ และทำ KM โดยคุณหมี และคุณหนุ่ย อ่านดูได้ที่นี่ละค่ะ ... เวทีเด็กไทยทำได้ (5) ... ห้องเด็กไทยฟันดี ...
- อีกเรื่องหนึ่งคือ รร. เขาบอกกลับมาเยอะ ว่าหมอกับครูเขาดีแล้วละ แต่ครอบครัวยังไม่ค่อยรับรู้ หรือรู้เรื่อง
- การประชุมตอนเปิดเทอมไม่ Work เราก็ทำการศึกษาอยู่ที่แพร่ และสิงห์บุรี และใช้กระบวนการ AI (Appretaitive Inquiry) ก็คือ ได้ความประทับใจ
- ที่ทำไป คือ ทีมหมอกับครู ไปจับมือกับครอบครัว ชุมชน ที่จะสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อสุขภาพในครอบครัวด้วย ทำให้เกิดเป็นทีมจริงๆ
- ล่าสุดที่ทำ AI ไป เมื่อสัปดาห์ก่อน เอาแพร่ กับสิงห์บุรีไปทำวิจัย
- กลายเป็นว่า ที่จังหวัดเขาทำดี เขาสร้างบรรยากาศ ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ไปเชิญทันตแพทย์คนแรกของจังหวัด ทำนองนี้มา เริ่มต้นบรรยากาศที่ดีมาก
- อีกเรื่องหนึ่งคือ เราจัด ลปรร. มหกรรมทันตสุขภาพใน รร. เพราะว่าเราประกาศประกวด รร. มา 48 49 50 ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้ว
- ก็พยายามจัดประมาณตุลา ให้ รร. ได้มาโชว์ แลกผลงานกัน ... เราไปเห็นว่า เขาเอาเทคโนโลยีที่เรามีไปใช้เลย แต่ว่าไม่ค่อยเขียนเล่า แต่เล่าด้วยปาก
- เพราะฉะนั้นตอนนี้เราก็เปิด Webblog ก็คือ ส่งเสริมทันตสุขภาพ เด็ก เด็ก และพยายามให้เขาเล่า ถ้าเขาเขียนเอง ใส่ได้เอง ก็จะดี แต่เขายังทำไม่ได้ ก็เปิดช่องให้ส่งมาที่เรา ก็จะทำให้ใหม่ เขียนให้ใหม่ๆ ด้วย ใส่รูป และเอาขึ้นให้
- เพราะฉะนั้น เวลาใส่ชื่อครู ใส่ชื่อ รร. เขาก็เกิดความภูมิใจด้วย
- เราก็พยายามทำทุกทิศทางให้เขาเล่า
- ตัวนี้พิสูจน์แล้วว่า มัน Work กว่า คือ การขึ้นเวป และกระดานถาม-ตอบ ก็จะช่วยในการตอบปัญหาต่างๆ ได้ดี เพราะว่าสุดท้ายเขาก็ตอบกันเอง
- ในกลุ่มที่เขารู้เรื่องการบริหารจัดการในจังหวัดต่างๆ เราก็ไปร่วมตอบ ทำให้เราไม่ต้องตอบเรื่องเดิมซ้ำๆ และก็สามารถนำมาขึ้นเป็นผลงานได้โดยอัตโนมัติ เรื่องถามเรื่องอะไร ตอบเรื่องอะไร ต่างๆ เหล่านี้
การทำงานให้เป็นลายลักษณ์อักษร และมีการสรุปให้เป็นระบบ ตรงนั้นก็จะดี- เรามีเรื่อง เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ที่เด็กเล็ก เด็กโตทำด้วยกัน และก็ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ก็จะมีการสรุปบทเรียนเป็นระยะๆ อาจไม่ถึงกับเป็นเรียนรู้แท้ แต่จะเป็นเรื่องๆ ขึ้นมา
- สุดท้ายที่เราจะทำในปี 51 นี่ ก็จะมี 4 เรื่อง คือ
... เรื่องโรงเรียน เราก็พยายามให้มีการสรุปเรื่อง รร. พยายามถ่ายทอดไปที่ รร. อื่นได้ เขาก็พยายามสกัดของเขาให้ได้ จะยาวมาก จนคนฟังงง ว่า เล่าเรื่องอะไร
... ในสถานบริการ เราพบว่า คนของเรามีการเปลี่ยนวิธีคิด จากเรื่องการรักษา มาเป็นเรื่องของการส่งเสริม พอเขาทำกันจริงๆ และเห็นผล ตัวนี้ก็จะสามารถทำ KM ให้เห็นบทบาทตรงนี้ชัดๆ ได้
... เราพยายามจะพัฒนาเครือข่ายในจังหวัด โดยขอเงินงบอุดหนุน ทำศูนย์ละ 2 จว. ทั้งหมด 24 จว. ก็พยายามให้ จว. เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ให้ รร. เป็นศูนย์กลางการพัฒนา มี รร. มีเด็ก ผปค. อบต. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทันตาภิบาล ที่เราอยากจะสร้าง พอเราไปจับก็มีแม่ค้าขายขนมก็มาร่วมด้วย
... อีกอันหนึ่ง เป็นเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สสส. มีเทคโนโลยีใหม่ เรื่อง Outcome mapping ซึ่งก็ทำให้เวลามาวางแผนการทำงาน และการประเมินผลมันชัดขึ้น- ถ้าหลักเลยตอนนั้น partner ของเราคือ จังหวัด สิ่งที่จังหวัดไปทำ คือ เรื่องของจังหวัด สิ่งที่เราทำกับจังหวัด เป็นเรื่องของเรา ... เพราะฉะนั้น จะทำให้เวลาเราวิเคราะห์งาน วิเคราะห์กิจกรรม และวัดผลงาน ชัดขึ้นมากๆ
คุณหมอแว่นเล่ารวบยอดหลายกิจกรรมเลยละค่ะ ที่ทำกับเด็ก เด็ก ต่อยอดถึง ปี 51 ด้วยซะอีกค่ะ