เล่าเรื่องสิงคาลกสูตร ๔

 พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสว่า อริยสาวกย่อมละกรรมกิเลส ๔ ประการแล้ว จึงได้ตรัสความแตกต่างในการกระทำระหว่างอริยสาวกกับปุถุชนดังต่อไปนี้

อริยสาวกไม่กระทำบาปกรรมโดบฐานะ ๔ เป็นไฉน ? ปุถุชนถึงฉันทาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก, ถึงโทสาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก, ถึงโมหาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก, ถึงภยาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก ฯ

ดูกรลูกนายบ้าน ส่วนอริยสาวกย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ย่อมไม่ถึงโทสาคติ ย่อมไม่ถึงโมหาคติ ย่อมไม่ถึงภยาคติ ท่านย่อมไม่ทำกรรมอันลามกโดยฐานะ ๔ เหล่านี้ฯ 

ตามพระพุทธพจน์ที่ได้อัญเชิญมาตอนนี้ มีเรื่องราวที่ควรขยายเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นดังต่อไปนี้

ประเด็นแรกก็คือความหมายของคำว่า อริยสาวก และ ปุถุชน ... ซึ่ง อริยสาวก ในที่นี้ หมายถึงผู้บรรลุธรรม อย่างน้อยก็ชั้นโสดาบันขึ้นไป อาจเป็นบรรพชิต (พระ-เณร) หรือคฤหัสถ์ (ชาวบ้าน) ก็ได้ ... ส่วน ปุถุชน ในที่่นี้ หมายถึงคนทั่วไปที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมขั้นต้นนั่นเอง

คำว่า บาปกรรม ก็คือ กรรมกิเลส ๔ ประการ ตามที่ได้เล่าไว้แล้วในตอนก่อนๆ นั่นเอง...

ฐานะ ๔ ในที่นี้ ได้แก่ อคติ ๔ นั่นเอง.... อคติ สำนวนไทยนิยมแปลว่า ความลำเอียง กล่าวคือ ความไม่เป็นกลาง การเข้าข้างใดข้างหนึ่ง การเลือกที่รักมักที่ชัง หรือความไม่ยุติธรมนั่นเอง...  ซึ่งจำแนกออกได้ดังนี้

  • ฉันทาคติ   ความลำเอียงเพราะพอใจ
  • โทสาคติ    ความลำเอียงเพราะโกรธ
  • โมหาคติ    ความลำเอียงเพราะหลง
  •  ภยาคติ     ความลำเอียงเพราะกลัว

คำว่า กรรมอันลามก ก็คือ การกระทำอันเป็นบาป (บาปกรรม) การกระทำที่ก่อให้เกิดความเศร้าหมอง (กรรมกิเลส) หรือการกระทำชั่วนั่นเอง... ซึ่งคำเหล่านี้ โดยทั่วไปก็มักจะใช้แทนกันได้  เพื่อความไพเราะทางด้านภาษาเท่านั่น มิได้มีความหมายแตกต่างกันชัดเจนนัก.....

..............

ตามเนื้อหาที่เล่ามา อาจสรุปได้ว่า อริยสาวกย่อมไม่กระทำชั่วเพราะอคติ ๔ ประการเหล่านี้... ส่วนปุถุชนคือคนทั่วไปที่กระทำชั่วก็เพราะอคติ ๔ เหล่านี้....

ตามนัยที่เล่ามา อาจแยกความเป็นคนดีและคนชั่วได้ กล่าวคือ อริยสาวก ได้แก่ คนดี ย่อมละกรรมกิเลส ๔ และย่อมไม่กระทำชั่วเพราะอคติ ๔ ประการเหล่านี้...

ส่วน ปุถุชน ได้แก่ คนชั่ว ย่อมทำกรรมชั่วเพราะอคติ ๔ เหล่านี้... หรืออีกนัยหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า เพราะอคติ ๔ ประการเหล่านี้ ทำให้คนกระทำความชั่ว.....

ประเด็นเหล่านี้ ผู้เขียนจะนำมาขยายความในตอนต่อไป....