ไม่มีรูป

พระมหาสุพจน์ สิทฺธิญาโณ

จะตอบเป็นนัยต่างๆ ดังนี้

ประการแรก ถ้าจะพิจารณาตาม วัฎฎะ ๓ กล่าวคือ กิเลส กรรม วิปาก ....ก็อาจตอบได้ว่า กิเลส สิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองจะเป็นสาเหตุชี้นำให้เรากระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้แก่ กรรม ส่วนผลแห่งการกระทำที่เกิดขึ้นเรียกว่า วิปาก .... เมื่อถือตามนัยนี้ กิเลส จึงเป็นสาเหตุ ส่วนกรรม เป็นผล...

ประการต่อมา พระบาลีบอกว่า

  • จตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม

 

เมื่อถือเอาตามนี้ การกระทำก็คือเจตนา และเป็นเจตนาที่ประกอบด้วยอกุศลเจตสิกอื่นๆ เพราะกิเลสนั้นเป็นชื่อเรียกโดยรวมของอกุศลเจตสิก.... เมื่อถือเอาตามนัยนี้ กรรมกิเลส ก็คือ เจตนาที่ประกอบด้วยอกุศลเจตสิกอื่นๆ (เจตนาก็จัดเป็นเจตสิก แต่ก็เป็นสรรพสาธารณเจตสิก กล่วคือ เกิดขึ้นทั่วไปกับจิตทุกดวง)...

ประการสุดท้าย ( ๓ นัย คงจะพอ) อคติ นั่น ก็จัดเป็นฝ่ายอกุศลเจตสิก.. ดังนั้น กรรมกิเลส ตามที่ว่า จึงประสงค์เอาเฉพาะเจตนาที่เกิดร่วมกับอกุศลเจตสิกจำพวกอคติเท่านั้น (อกุศลเจตสิกอื่นก็อาจเกิดขึ้นด้วย แต่ไม่ได้จัดเป็น อธิบดี ในกรณีนี้)

..... 

ตามที่ยกมาก็อาจสรุปได้ว่า กิเลสเป็นสาเหตุ กรรมเป็นผล นี้กรณีหนึ่ง...

อีกกรณีหนึ่ง กรรมกิเลส มิได้เป็นเหตุเป็นผล แต่เป็นการระบุถึง เจตนาที่เกิดร่วมกับเจตสิกฝ่ายอกุศลอื่นๆ...

เฉพาะกรณีหลังนี้ เมื่อกำจัดวงอกุศลเจตสิกให้แคบลงว่าได้แก่ อคติ เท่านั้น... กรรมกิเลส ก็คือ เจตนาเจตสิกที่เกิดร่วมกันอคติเจตสิกทั้ง ๔ นั่นเอง

อันที่จริงก็ไม่อยากจะยกอภิธรรมขึ้นมาตอบ แต่พระเดชพระคุณจะเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นเมื่ออ้างถึงอภิธรรม...

ประเด็นนี้ยังอธิบายตามแนววิถีโลกได้อีกด้วย ซึ่งจะนำมาเล่าในตอนต่อๆ ไป

อามันตา