จะเห็นได้ว่าการปฏิรูปการศึกษาของไทยได้เทียบเคียงการปฏิรูปการศึกษาของนิวซีแลนด์มาเกือบทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ การมีคณะกรรมการสถานศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นต้น
แต่การนำมาปฏิบัติของเรายังมีปัญหาเกือบทุกเรื่อง ซึ่งสาเหตุสำคัญอาจมาจากบริบทของประเทศนิวซีแลนด์แตกต่างจากของเรา ทั้งในเรื่องจำนวนนักเรียนที่มีนักเรียนวัยเรียนน้อยกว่าของเรา สภาพความพร้อมของครอบครัว ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ และการเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลการศึกษาเขาก็ดีกว่าของเรา โดยเฉพาะด้านนโยบาย เป้าหมาย และการขับเคลื่อนในการจัดการศึกษาของนิวซีแลนด์ก็มีความชัดเจน เป็นเอกภาพและดำเนินการต่อเนื่องมายาวนาน
ที่สำคัญคือผู้บริหารและครูของนิวซีแลนด์มีความรับผิดชอบสูง เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ทีเป็นวัฒนธรรมคุณภาพ ใช้ทรัพยากร อาคารสถานที่อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด แสวงหานวัตกรรมในการจัดการศึกษาอยู่ตลอดเวลา นักเรียนมีวินัยในตนเองไม่สร้างปัญหาให้โรงเรียนหนักใจ
ดังนั้นการจะเทียบเคียงสิ่งที่ดีงามของเขามาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาของเราจึงต้องคำนึงถึงบริบทอย่างมาก ซึ่งที่จริงในสภาพกฎหมายและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการของเราก็เอื้อให้สถานศึกษาสามารถประยุกต์และขับเคลื่อนได้แล้ว จุดสำคัญที่เป็นความหวังในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเราจะอยู่ที่สถานศึกษา หากเราสามารถสรรหา คัดเลือกผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ก็สามารถสร้างโรงเรียนให้เป็นต้นแบบเกิดขึ้น แล้วเผยแพร่ Best Practices ไปยังโรงเรียนอื่นๆ
เรื่องที่ท้าทายผู้บริหารโรงเรียนในการเทียบเคียงการจัดการศึกษาของนิวซีแลนด์มาประยุกต์ใช้มีหลายเรื่อง เช่น การบริหารที่เป็นระบบและปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นวัฒนธรรมขององค์กร และเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ การส่งเสริมให้กรรมการสถานศึกษา และครอบครัว ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการดูแลสนับสนุนช่วยเหลือโรงเรียน การลดจำนวนนักเรียนต่อห้องให้น้อยลง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้ศิลปะ ตนดรี เพลง ละคร กีฬา เป็นแกนบูรณาการไปสู่สาระการเรียนรู้ต่างๆ การสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนที่สนุกสนาน ไม่เครียด การดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีข้อมูลเป็นรายบุคคล การสอนแบบคละชั้น การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกเรียนตามพหุปัญญา การปรับการเรียนการสอนในช่วงชั้น 1-2 ที่เน้นการอ่านออกเขียนได้ และคิดเลขเป็น(Literacy and Numeracy) การเพิ่มความรับผิดชอบของผู้บริหารและครู โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ผู้บริหารต้องทำหน้าที่สอนด้วย การพัฒนาครูจะพยายามไม่ดึงครูออกจากชั้นเรียน พยายามทำให้ครูทำหน้าที่หลักเฉพาะด้าน
การเรียนการสอนเท่านั้น เป็นต้น
บทบาทของส่วนกลางน่าจะปรับบทบาทโดยดำเนินการเพื่อส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาอย่างแท้จริงดังนี้
1.เร่งทบทวน/ปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ ให้เกิดความคล่องตัวต่อผู้ปฏิบัติในทุกเรี่อง
2.กำหนดกรอบนโยบาย/ดำเนินการในเรื่องที่เป็นปัญหาความต้องการจำเป็น เพื่อเป็นตัวช่วยให้แก่สถานศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษา แต่ไม่ใช่คิดงานให้โรงเรียนทำมากมายเหมือนปัจจุบัน(คุณพ่อคุณแม่รู้ดี) เรื่องสำคัญที่ต้องหาทางช่วยเช่น
- ลดภาระงานอื่นๆที่ไม่ใช่งานสอนของครู (เช่นงานธุรการ) ให้ครูได้อยู่ในห้องเรียนให้มากที่สุด รวมทั้งลดจำนวนนักเรียนต่อห้องให้น้อยลงด้วย จัดบุคลากรเจ้าหน้าที่ประจำโรงเรียนให้ปฏิบัติงานสนับสนุนการสอนและงานธุรการให้มากขึ้น
-จัดให้มีหน่วยงานผลิตสื่อ/นวัตกรรม/เครื่องมือประเมินผลสนับสนุนช่วยเหลือครู เพื่อครูจะได้มีเวลาว่างเตรียมการสอนมากขึ้น
-สนับสนุนทรัพยากรที่เป็นงบประมาณลักษณะเงินอุดหนุนให้หน่วยปฏิบัติ ที่มีฐานข้อมูลตามความต้องการจำเป็น อย่างพอเพียงและเป็นธรรม ให้เขาสามารถบริหารให้เกิดความคล่องตัว
- การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องเป็นไปตามความต้องการจำเป็นจริงๆ (มีข้อมูล)และต้องไม่พยายามดึงครูออกจากโรงเรียนไปอบรม(เช่นเรื่องเลื่อนวิทยฐานะที่ผ่านมา ซึ่งเสียหายมาก)
-พัฒนาระบบนิเทศติดตามประเมินผลให้มีประสิทธิภาพ โดยต้องจัดกระบวนทัพใหม่ ถ้าจำเป็นต้องปรับโครงสร้างองค์การนิเทศใหม่ให้เหมาะสมที่คำนึงถึงคุณภาพการศึกษาก็ต้องดำเนินการ และพัฒนาศึกษานิเทศก์ให้เป็นที่ยอมรับมากกว่านี้
-ปรับระบบประเมินเลื่อนวิทยฐานะโดยมุ่งเน้นผลที่เกิดกับผู้เรียนเป็นสำคัญ ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง ไม่ใช่ดูจากการเขียนผลงานทางวิชาการ หรือดูหลักฐานที่ทำขึ้นมาภายหลังที่ไม่ใช่ชีวิตจริง
-คัดเลือกคนที่มาเป็นผู้บริหารที่ฝีมือเยี่ยมจริงๆ(เร่งด่วน) เพราะผู้บริหารจะเป็นหัวใจสำคัญในการกระจายอำนาจ รวมทั่งเร่งผลิตครูมืออาชีพ เช่นคุรุทายาท ฯลฯ ให้มากขึ้น เพราะครูต้องเก่งจึงจะพัฒนาผู้เรียนได้ดี
-บอกให้ชัดถึงบทบาทกรรมการสถานศึกษาว่าจะให้เขาทำอะไร เป็นโค๊ช หรือเป็นไลน์แมน หรือเป็นอะไร ในท่ามกลางบริบทที่หลากหลายของสถานศึกษาปัจจุบัน
-การประเมินผลการปฏิบัติงาน ขอให้ประเมินที่ผลสัมฤทธิ์ โดยดูจากมูลค่าเพิ่ม ไม่ต้องไปยุ่งกับเขาในเรื่องกระบวนการทำงาน ฯลฯ
ในส่วนของเขตพื้นที่การศึกษา ก็ต้องปรับวัฒนธรรมการทำงานเสียใหม่ เช่น พัฒนาบุคลากรในสำนักงานให้เป็นนักจัดการที่มีประสิทธิภาพ เป็นหน่วยบริการช่วยเหลือสนับสนุนโรงเรียนอย่างแท้จริง(เซเว่นอีเลพเว่น) สนับสนุนให้เกิดเครือข่ายวิชาชีพที่เข้มแข็ง จัดระบบกำกับติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพที่ไม่สร้างภาระและปัญหาให้แก่โรงเรียน พยายามยืดหยุ่นพร้อมรับปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ทำงานแต่ละสาขาวิชาอย่างต่อเนื่อง ฯลฯ
ข้อเสนอแนะจากการศึกษาดูงานการศึกษาประเทศนิวซีแลนด์
จุดสำคัญที่เป็นความหวังในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเราจะอยู่ที่สถานศึกษา หากเราสามารถสรรหา คัดเลือกผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ก็สามารถสร้างโรงเรียนให้เป็นต้นแบบเกิดขึ้น แล้วเผยแพร่ Best Practices ไปยังโรงเรียนอื่นๆ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
พายุ · 27 ก.ย. 2550
ตันติราพันธ์ · 27 ก.ย. 2550
ครูอ้อย แซ่เฮ · 27 ก.ย. 2550
นาย สุพจน์ น้อยจินดา · 27 ก.ย. 2550
ตามอ่านมา8ตอนคุ้มค่าครับ
เห็นด้วยกับข้อเสนอแนะที่ท่านอาจารย์สรุป
ถ้าพอมีเวลาว่างอาจารย์ช่วยขยายความเรื่องข้อเสนอแนะต่างที่สรุปไว้หน่อยนะครับ
เช่นปัญหาซ้ำซากและทวีความรุฯแรงมากขึ้นทุกที
คือนักเรียนต่อห้องปาเข้าไป55-60 คน มันมีผลกระทบต่อคุณภาพของการศึกษา คุณภาพชีวิต พัวพันกันไปหมด ถ้ามีแนวคิดอะไรเสนอแนะช่วยกรุณาด้วยครับ
ผู้บริหารโรงเรียนที่ไปด้วยกันส่วนใหญ่ก็มีนักเรียน 2,000-3,000 คนทั้งนั้น ท่านเลขาธิการฯ(คุณหญิงกษมา)ท่านหันไปถามว่าที่โรงเรียนคุณลดจำนวนเด็กต่อห้องลงได้ไหม? ส่วนใหญ่ก็จะตอบว่าได้ สามารถบริหารจัดการภายในได้เอง ไม่ต้องรอ สพฐ.สั่ง เพราะเป็นยุคกระจายอำนาจแล้ว ก็คงติดตามต่อไปว่าจะมีโรงเรียนใหญ่ๆเป็นต้นแบบลดจำนวนนักเรียนต่อห้องลงได้บ้าง รวมไปถึงการจัดหลักสูตรสถานศึกษาที่หลักสูตรกลางกำหนด 8 กลุ่มสาระ แต่ระดับประถมเราก็เน้นเรื่อง “การอ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็น”ก็ได้ แล้วค่อยมีกิจกรรมเชื่อมโยงไปสู่ 8 กลุ่มสาระ เป็นต้น
เรื่องจำนวนนักเรียนนี่ ควรกำหนดมาตรฐานจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนหรือไม่ครับ และปัญหาติดขัดอะไรครับในเชิงบริหาร
ผมคิดว่าถ้าให้ส่วนกลางกำหนดแบบฟันธงคงไม่ได้ เพราะบริบทของเรามีปัจจัยที่ยังควบคุมไม่ได้อีกเยอะ เช่น ความต้องการของผู้ปกครอง ค่านิยมของสังคม ของท้องถิ่นนั้นๆ รวมทั้งการเมืองด้วยฯลฯ กระทรวงฯได้เคยพยายามขอให้ลดลงเหลือไม่เกินห้องละ 40-45 คน บางโรงเรียนก็ยังทำไม่ได้ จึงได้แต่พยายามรณรงค์ด้วยวิธีการต่างๆ และทำแบบค่อยเป็นค่อยไป
แบบค่อยเป็นค่อยไปนี่พอทราบไหมครับว่ามีมาตรการ
อะไรบ้าง ผู้น้อยอย่างผมจะได้ทำความเข้าใจ
เคยพูดไว้ว่าโรงเรียนที่มีนักเรียนจำนวนมากในโรงเรียนระดับจังหวัดฯให้งดรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ไหม จะได้กระจายให้โรงเรียนในเขตอำเภอและตำบลรับนักเรียนจะได้กระจายเต็มพื้นที่ ผู้บริหารโรงเรียนไม่สนใจแต่ขอปริมาณมากๆ แสดงถึงอะไร