ยามที่เรามีเงินมีทอง ผู้คนต่างก็แสดงความรักความเคารพเรา เรียกพี่บ้าง เรียกพ่อบ้าง ลุงบ้าง ป้าบ้าง แต่ยามที่เราจนคนที่เคยเรียกเราว่าพี่ เรียกว่าพ่อ ว่าลุงว่าป้าก็หายไปหมด

     

            สุภาษิตภาษาอีสานสอนว่า "มีเงินเขาเอิ้นน้อง มีทองเขาเอิ้นพี่ ทุกข์เพิ่นบ่ว่าดี มีเพิ่นจั่งเอิ้นพี่น้อง ลุงป้าจั่งว่าหลาน" หมายถึงยามที่เรามีเงินมีทอง ผู้คนต่างก็แสดงความรักความเคารพเรา เรียกพี่บ้าง เรียกพ่อบ้าง ลุงบ้าง ป้าบ้าง แต่ยามที่เราจนคนที่เคยเรียกเราว่าพี่ เรียกว่าพ่อ ว่าลุงว่าป้าก็หายไปหมด...บางครั้งภรรยาก็พลอยไปกะเขาด้วยทิ้งกันยามจน ระยะทางพิสูจน์ม้า การเวลาพิสูจน์คน ภรรยาถ้ายามจนยังยอมร่วมทุกข์คือภรรยาที่ดีใครมีก็ควรถนอมไว้...แต่ส่วนมากเวลาสามีจนหรือป่วยนานมันทิ้งไปเฉย...ถ้าคนเรามีสมองไว้คิด มีสติไว้ฉุดรั้ง สังคมทุกวันนี้คงไม่เป็นแบบนี้....
         ความจนเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการแต่มันก็คลานมาสู่เรา บางครั้งก็ถาโถมเข้ามาใส่เมื่อไม่มีเงินพอใช้สิ่งที่คนหลายคนเลือกคือการกู้หนี้หรือยืมเงินมาใช้ เมื่อเป็นหนี้ถ้าสามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้ก็ดีไป แต่ถ้าใช้ไม่ทัน ดอกเบี้ยก็เริ่มมากขึ้น บางคนหาทางหนีด้วยการฆ่าตัวตาย บางคนเลือกทางประท้วงให้รัฐบาลช่วย ตนเองสร้างอยากให้คนอื่นแก้  "ยามหอมไม่ให้เห็น ยามเหม็นจึงให้พบ"
          ทางพระพุทธศาสนากล่าวถึงความทุกข์ที่เกิดจากการเป็นหนี้และผลพวงที่ทุกข์เกิดเพราะเราไม่มีทรัพย์ไว้ใน พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๒ อิณสูตร อังคุตตรนิกาย ฉกนิบาต ข้อที่ ๔๕ กล่าวสรุปความได้ว่า "ความยากจนเป็นทุกข์ของชาวบ้าน ผู้ยากจนเข็ญใจย่อมกู้หนี้การกู้หนี้ก็เป็นทุกข์ของชาวบ้าน การใช้ดอกเบี้ย ไม่มีเงินให้ดอกเบี้ยแล้วเขาทวงหนี้ก็เป็นทุกข์  การถูกแจ้งความฟ้องว่าไม่จ่ายหนี้ก็เป็นทุกข์ ติดคุกเพราะไม่มีเงินใช้หนี้ก็เป็นทุกข์"   ขบวนการเป็นหนี้มักเริ่มต้นและจบแบบนี้แต่บางคนก็สามารถตัดปัญหาไม่ให้ถูกฟ้องเป็นคดีความ ถือว่าเป็นความสามารถของบุคคล
            ทำอย่างไรเราจะไม่จน ไม่เป็นหนี้ เรื่องนี้คิดเองครับ เราคงต้องขยันทำมาหากิน ใช้เงินอย่างประหยัด ให้แต่ละเดือนเหลือบ้างเผื่อเวลาแก่จะได้มีใช้บ้าง ไม่งั้นก็จะทุกข์เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสไว้ เราเป็นชาวพุทธ วิธีดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงสรุปไว้ในพระไตรปิฏกเล่มที่ ๑๑-๑๒ ดังนี้ :-
                ๑. ด้านการผลิตเป็นสิ่งจำเป็นเพราะเราต้องอาศัยปัจจัย ๔ คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การผลิตให้ยึดหลักขยันหา รักษาเงิน(ออม) ไม่เพลินจ่าย ได้เพื่อนดี 
                 ๑.๑  ความขยันในการทำงานต้องไม่มีข้ออ้างว่าหนาว ร้อน ค่ำ เช้า หิว กระหาย ต้องทำงานตามหน้าที่ หนักเอาเบาสู้ หนักช่วยกันหาบ หยาบช่วยกันดึงเพราะว่าชีวิตดีอย่างเดียวไม่พอ
          ๒.  ด้านการออมทรัพย์ เมื่อหามาได้ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์และออมไว้บ้าง  การใช้ทรัพย์ที่ไม่เกิดประโยชน์ทางศาสนาชี้ว่าได้แก่การใช้ซื้อน้ำเมา เที่ยว เล่นพนัน คบคนชั่ว ขี้เกียจทำงานแต่ไม่ขี้เกียจกิน  ไม่บ้าเครื่องสำอางเกินไป บางคนแต่งตัวจ่ายเดือนละสองสามพัน...(รัฐปาลสูตร พระไตรปิฏกเล่มที่ ๑๓) พุทธเจ้าตรัสว่า "โลกคือมนุษย์นี้พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสตัณหา แม้ความแก่ชราลากไปสู่ความตายก็ไม่คิดถึง"...คนรวยแล้วก็ไม่รู้จักให้ทานมีแต่กอบโกยสั่งสม รัฐบาลก็อยากมีบริษัทเป็นของตน..ตายไปทรัพย์ก็ไม่สามารถตามไปได้... ...(พระไตรปิฏกเล่มที่ ๑๑สิงคาลกสูตร ฉบับสยามรัฐข้อที่ ๑๙๗ ฉบับมหาจุฬาลงกรณณราชวิทยาลัยข้อที่ ๒๖๕ )
                ...เมื่อบุคคลสั่มสมโภคทรัพย์หรือออมโภคสมบัติอยู่ เหมือนแมลงผึ้งสร้างรัง โภคสมบัติย่อมถึงความสั่งสมดุจจอมปลวกอันตัวปลวกก่อขึ้น ฉะนั้น คฤหัสถ์ในตระกูลผู้สามารถ ครั้นสะสมโภคสมบัติได้อย่างนี้แล้ว พึงแบ่งโภคสมบัติออกเป็นสี่ส่วน เขาย่อมสมานมิตรไว้ได้ พึงใช้สอย โภคสมบัติด้วยส่วนหนึ่ง พึงประกอบการงานด้วยสองส่วน  พึงเก็บส่วนที่สี่ไว้ด้วย หมายว่าจักมีไว้ในยามอันตราย ดังนี้ ฯ   
         สรุปความในพระสูตรนี้พระพุทธเจ้าสอนการใช้ทรัพย์หรือเมื่อเราทำงานมีเงินแล้วควรจัดสรรทรัพย์ที่เราหามาได้โดยสุจริตแล้วให้แบ่งการใช้ทรัพย์ออกเป็น 4 ส่วนคือ  
      1. ส่วนที่ 1 ใช้จ่ายเลี้ยงตนเองเลี้ยงครอบครัว ดูแลคนที่เกี่ยวข้องและทำประโยชน์ คือทำบุญกุศล  ค่าใช้จ่ายส่วนนี้คือ 25 % ของรายได้ทั้งเดือน
      2.ส่วนที่ 2  - 3 ใช้ลงทุนประกอบการงาน  ลงทุนประกอบอาชีพ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้คือรายได้ครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดคือ 50 % ของรายได้
      3.ส่วนที่ ๔ เก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็นคือเก็บไว้เป็นหลักประกันชีวิตและกิจการคราวจำเป็น  25 % ของรายได้ 
             การใช้ทรัพย์เป็นสิ่งที่ทุกคนควรนำมาคิดตรักหนักให้รอบคอบเพราะเป็นสิ่งสำคัญ เงินหายากนะเวลาใช้ก็ต้องใช้ให้มีรายเหลือบ้างดิ การใช้เงินเหล่านี้เป็นหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา อย่าให้สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึกหรือเป็นเพียงสิ่งผ่านตาหรือเป็นม่านบังตา โดยเราไม่เข้าใจอย่างแท้จริงถ่องแท้.