การหาความจำเป็นการจัดฝึกอบรม
การฝึกอบรมเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งในการพัฒนาโครงการโดยอาศัยการดำเนินงานอย่างเป็นระบบขั้นตอน
มีการวางแผนที่ดี
และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่อง
โดยไม่มีการหยุดยั้ง
ซึ่งการกระทำทั้งหมดก็เพื่อความมุ่งหมายในการเพิ่มพูนความรู้
เนื่องจากความก้าวหน้าอย่างรวกเร็วของวิทยากรในปัจจุบัน
ก่อให้เกิดความจำเป็นที่ทุกคนจะต้องขวนขวายหาความรู้ให้ทันเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและเพิ่มพูนทักษะ
ความชำนาญเพื่อการบรรเทาการสูญเสียอันเกิดจากการทำงาน โดยขาดความชำนาญและประสบการณ์ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนเจตคติ และพฤติกรรม
เพื่อให้เกิดความคิดใหม่ ๆ เปลี่ยนแปลงเจตคติเก่า ๆ
ความเชื่อดั่งเดิมที่ล้าสมัย
และเสื่อมถอยเพื่อให้บังเกิดเจตคติใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ตามคามประสงค์ขององค์กร
เพราะเจตคติเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความก้าวหน้าขององค์กรตลอดจนการพัฒนาวิสันทัศน์
และพฤติกรรมให้มีการกระทำที่เหมาะสมถูกแบบแนยิ่งขึ้น
การฝึกอบรมจึงเป็นกระบวนการที่จะช่วยเพิ่มพูนความสามารถ ประสิทธิภาพของบุคลากรในองค์การ
ซึ่งนอกจากองค์การจะช่วยพัฒนาให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมแล้ว
ผู้เข้ารับการอบรมแล้วก็ควรได้มีการฝึกฝนพัฒนาตนเอง เช่น
ศึกษาหาความรู้จากเอกสาร
ติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับนโยบาย
และโครงการของงานที่มีอยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงและที่เกี่ยวข้อง
เป็นต้น
การหาความจำเป็นการจัดฝึกอบรม
การหาความจำเป็นการจัดฝึกอบรมเป็นขั้นตอนแรกของการจัดฝึกอบรมประกอบไปด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน
ได้มีนักวิชาการและนักฝึกอบรมหลายท่านได้กล่าวถึงขั้นตอนต่าง
ๆ ของการหาความจำเป็นไว้ เช่น
แวทสัน ( watson , 1988 )
ได้เสนอขั้นตอนในการศึกษาความจำเป็นในการอบรมบุคลากรไว้รวม 6 ขั้นตอนคือ
1.
ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่องานในตำแหน่งที่บุคลากรปฏิบัติ
ข้อมูลที่ศึกษาประกอบด้วย
ที่บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ยู่ เช่น
ขนาดขององค์กร
นโยบายแผนพัฒนาขยายขนาดขององค์การ
หรือเทคโนโลยีที่องค์การจะนำมาใช้
คุณลักษณะของบุคลากรในองค์การโดยส่วนรวม
เช่นคุณภาพในการปกิบัติงาน ความรู้
ความสามารถ ค่านิยม และพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อองค์การ
ทัศนะของฝ่ายบริหารที่มองเห็นความสำคัญของคุณประโยชน์ของการฝึกอบรมในทางบวก
ความต้องการของบุคลากรในองค์การ
ศึกษาความต้องการการจัดฝึกอบรม
เกี่ยวกับงาน ตาม ตำแหน่ง หน้าที่
ของบุคลากร
ข้อมูลที่ศึกษาประกอบด้วย
ระดับของตำแหน่งหน้าที่
ซึ่งจะบ่งชี้ถึงระดับความรู้
ทักษะหรือเจตคติที่จำเป็นในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน
บทบาทตามตำแหน่งหน้าที่
คาดหมายการเปลี่ยนแปลงที่มีสาเหตุจากงานในตำแหน่งนั้น ๆ
เป็นการพิจารณาว่าบุคลากรต้องการอะไร
ด้านใด มากน้อยเพียงใด
พิจารณาความรู้ทักษะ
หรือเจตคติที่จำเป็นต้องฝึกอบรม
ตัดสินใจว่าต้องมีการจัดฝึกอบรม
พิจารณาความแตกต่างของ
คุณสมบัติในตำแหน่งที่องค์กรคาดหวัง
กับคุณสมบัติของบุคลากรที่มีอยู่ และวัดระดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องฝึกอบรม
การศึกษากระบวนการหาความต้องการด้านความจำเป็นในการฝึกอบรมของนักวิชาการและนักฝึกอบรมจำนวนมาก
ตามขั้นตอนใหญ่รวม 6
ขั้นตอนดังนี้
1.
ขั้นการวิเคราะห์สภาพการณ์
การพิจารณาปัจจัยที่บ่งชี้ว่าเกิดปัญหาในหน่วยงานหรือองค์การ
2.
ขั้นการวางแผน
เพื่อหาความต้องการจำเป็นในการฝึกอบรม
โดยเริ่มจากการวางแผนศึกษานโยบาย
เป้าหมาย
และแผนงานของหน่วยงานย่อย
แล้วกำหนดวัตถุประสงค์ของการหาความต้องการจำเป็นในการฝึกอบรม
กำหนดระยะเวลา
แผนปฏิบัติงานกำหนดบุคลากรที่รับผิดชอบในการหาความต้องการจำเป็นในการฝึกอบรม
กำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อศึกษาวิจัยข้อมูล
เริ่มตั้งแต่การสร้างเครื่องมือเพื่อหาความต้องการจำเป็นในการฝึกอบรม
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล
วิธีวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ไปจนถึงวิธีสรุปผลข้อมูล
3.
ขั้นการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับหน่วยงานหรือองค์การ
โดยเริ่มจากการศึกษานโยบาย เป้าหมาย
จุดประสงค์
และแผนงานด้านบุคลากร
ขนาดจำนวนบุคลากร
ตลอดจนความต้องการของบุคลากร
ศึกษาปัจจัยสนับสนุนการฝึกอบรมรวมไปถึงค่านิยม
ทัศนะของฝ่ายบริหารที่มีต่อการฝึกอบรมด้วย
ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับงานที่บุคลากรปฏิบัติเป็นประจำ ได้แก่
สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของงานที่ต้องปฏิบัติ ลักษณะ
โดยทั่วไปของงานที่ต้องปฏิบัติ
ความรู้โดยทั่วไปที่บุคลากรใช้ในการปฏิบัติงาน ทักษะ และเจตคติ
4.
ขั้นกำหนดเกณฑ์มาตรฐาน
เปรียบเทียบความสามารถของบุคลากรในการปฏิบัติงานกับเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
โดยการเปรียบเทียบความสามารถของบุคลากรในการปฏิบัติงานกับเกณฑ์
ศึกษาความสามารถของบุคลากรที่จำเป็นต้องมีในการปฏิบัติงาน
และความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมาย ผู้ที่มีปัญหาในการปฏิบัติงาน
5.
สร้างหลักสูตรการฝึกอบรม
โดยการกำหนดหัวข้อที่จำเป็นต้องฝึกอบรมให้ครอบคลุมความหมายของการฝึกอบรม
เช่น
กำหนดหัวข้อด้านการพัฒนาความรู้ความสามารถ
ทักษะความชำนาญและเจตคติที่จำเป็นต้องฝึกอบรม
6.
ขั้นพิจารณาปัญหาและสรุป
เป็นการตัดสินใจพิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการพิจารณาแนวทางต่างๆ
ที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหาและตัดสินใจว่าต้องการไขปัญหาด้วยการฝึกอบรมหรือใช้วิธีอื่นๆ
โดยพิจารณาว่า
หากการฝึกอบรมสามารถแก้ไขปัญหาได้
และมีความคุ้มค่า
จะจัดฝึกอบรมหรือไม่
แล้วทำรายงานสรุปผลการหาความจำเป็นในการฝึก อบรม
การตั้งข้อสังเกตเพื่อสรุปหาความต้องการที่จำเป็นในการฝึกอบรม
ได้ดังนี้
1.
การเสนอสิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหา ปัญหาในที่นี้จะหมายถึง อันสืบเนื่องมาจากการขาดความรู้ ทักษะ
หรือเจตคติ
2.
การยอมให้มีการฝึกอบรม
เป็นการพิจารณาว่าถ้าจัดฝึกอบรมให้แก่บุคลากรแล้ว
บุคลากรจะสามารถนำความรู้
ทักษะ
หรือเจตคติไปใช้ในการปฏิบัติได้จริงหรือไม่
จัดแล้วจะคุ้มกับค่าใช้จ่ายและเวลาที่เสียไปหรือไม่
และหากพิจารณาแล้วเห็นว่าต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การฝึกอบรมจะแก้ปัญหาอย่างไร
3.
การเก็บรวบรวมข้อมูล
เป็นการกำหนดว่าบุคลากรต้องการความรู้
ทักษะหรือเจตคติเรื่องอะไร
และระดับใด
4.
การยืนยันถึงความต้องการจำเป็นในการฝึกอบรม
เป็นการสรุปว่าการฝึกอบรม
จะช่วยแก้ปัญหาและจะต้องจัดฝึกอบรมเรื่องใด มีขั้นตอนการจัดอย่างไรบ้าง และต้องใช้ทรัพย์กรที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง
แต่อย่างไรก็ตาม
การฝึกอบรมก็เป็นเพียงแนวทางหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรในหลายๆ
แนวทางที่มีอยู่เท่านั้น
การฝึกอบรมเป็นเพียงการวิเคราะห์แนวทางการแก้ปัญหาแนวทางหนึ่งในหลายๆ
เทคนิควิธีเท่านั้น
เพราะความบกพร่องในองค์กรอาจสืบเนื่องมาจากหลายสาเหตุ
มิใช่เกิดจากบุคลากรขาดคุณภาพเพียงสาเหตุเดียว
ทั้งนี้เพราะมีเรื่องบางเรื่องหรือปัญหาบางปัญหาเท่านั้น อาจจะไม่สามารถแก้ไขได้โดยการจัดฝึกอบรม
และบางเรื่องจะต้องควบคู่ไปกับวิธีอื่นๆ ดังภาพที่ 1
| วิเคราะห์ปัญหาในองค์การ |
| ความต้องการการฝึกอบรม |
| แก้ไขโดย การฝึกอบรม |
แก้ไขโดย วิธีอื่นๆ |
แก้ไขโดยวิธีฝึกอบรม ร่วมกับวิธีอื่นๆ |
| ความจำเป็นต้อง จัดการฝึกอบรม |
ไม่จำเป็นต้อง จัดการฝึกอบรม |
ความจำเป็นต้อง จัดการฝึกอบรม |
ภาพที่ 1
แสดงการวิเคราะห์ความจำเป็นการฝึกอบรม
การฝึกอบรมต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก
เพราะต้องใช้ทั้งกำลังคน
ระยะเวลาสถานที่ที่เหมาะสมต่อจิตวิทยาการเรียนรู้ เครื่องอำนวยความสะดวก เครื่องมือ
และอุปกรณ์ต่างๆ ดังนั้น
เมื่อใดที่สมควรจะนำการฝึกอบรมเข้ามาใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
อาจพิจารณาได้จากเหตุปัจจัย ดังนี้
เมื่อไม่มีทางอื่นใดที่ดีกว่าในอันที่จะแก้ปัญหาในการผลิตสินค้าและบริการหรือในการปฏิบัติงานประจำ
เมื่อการฝึกอบรมเป็นการฝึกฝนปฏิบัติงาน (Performance Training)
3.
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงานในทางและทางลบ
เมื่อมีเวลาจำกัดและจำเป็นต้องจัดฝึกอบรมให้ทันที
เมื่อผู้รับการฝึกอบรมจะได้รับประโยชน์ ทั้งความทันสมัยและเพิ่มวิทยฐานะ (Up-date and Up-grade)
6.
เมื่อผู้รับการฝึกอบรมอยู่ในสภาพที่พร้อมจะรับการฝึกอบรมและเห็นประโยชน์ที่จะรับการฝึกอบรมเต็มตามที่กำหนดไว้
เมื่อผู้รับการฝึกอบรมสามารถและทำได้จริง ในอันที่จะโยกย้าย (Transfer) พฤติกรรมใหม่ๆ
ที่ได้จากการฝึกอบรมไปใช้ในการปฏิบัติงาน
เมื่อโครงการฝึกอบรมจัดทำขึ้นมาอย่างรอบคอบ วัตถุประสงค์มีความเที่ยงตรง (Valid)
ตรงกับความต้องการในการฝึกอบรมอย่างแท้จริงและมีความแจ่มแจ้งชันเจน
วิทยากรให้การอบรมมีความสามารถ
และเครื่องมือ เครื่องใช้ อย่างเหมาะสม
ในขณะที่องค์การต่างๆ
เริ่มตื่นตัวกับการฝึกอบรม
โดยเห็นว่าจะเป็นวิธีการที่จะนำองค์การไปสู่จุดมุ่งหมายที่ต้องการได้นั้น
บ่อยครั้งที่แต่ละโครงการที่กำหดนและจัดการฝึกอบรมขึ้นไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า
โครงการเหล่านั้นประสบความสำเร็จเพียงใด
คุ้มค่ากับการลงทุนด้านทรัพยากรบุคคลและเงินลงทุนในแต่ละโครงการ
รวมทั้งผลกระทบที่อาจสร้างความเสียหายในด้านอื่นตามมาหรือไม่ เช่น
การสูญเสียเวลาของบุคลากรเพื่อเข้ารับการฝึกอบรม
ซึ่งความไม่ประสบความสำเร็จหรือการไม่ได้รับผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ในแต่ละโครงการนั้น
อาจประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ
หลายประการ
ทั้งในด้านผู้บริหารการฝึกอบรม
ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
โครงการและหลักสูตรซึ่งบางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับความจำเป็นในการฝึกอบรม
ความรู้และประสบการณ์ของผู้ให้การฝึกอบรมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการให้การอบรม
และบรรยากาศสภาพแวดล้อม
รวมทั้งในบางกรณีอาจเกิดจากความไม่สนับสนุนของผู้บริหาร เป็นต้น
ข้อมูลบุคลากรกับการฝึกอบรม
อัตราความเจริญด้านเศรษฐกิจที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วของประเทศไทยใน
ปี ที่ผ่านมา ทำให้องค์กรต่างๆ เกิดปัญหาในการสรรหาบุคลากรเข้าทำงาน ทั้งนี้เพราะสถาบันการศึกษาไม่สามารถผลิตบุคลากรให้ทันกับความต้องการของตลาดแรงงานได้องค์กรจึงจำเป็นที่จะต้องฝึกอบรมบุคลากรที่มีอยู่เอง เพื่อให้มีบุคลากรที่สนองความต้องการได้ ปัญหาที่ฝึกอบรม สถานที่ฝึกอบรมแล้ว ยังจะมีปัญหาในเรื่องของการคัดเลือกบุคลากรเข้ารับการอบรม และเพราะเป้าหมายการฝึกอบรมเนื้อหาที่ฝึกอบรม สถานที่ฝึกอบรมแล้ว ยังจะมีปัญหาในเรื่องของการคัดเลือกบุคลากรเข้ารับการอบรม และเพราะเป้าหมายการฝึกอบรม ถ้ามองในแง่บุคคลแล้วคือ โอกาสที่จะก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ แต่ถ้ามองในแง่ขององค์กร คือ การที่จะดำรงสถานะอยู่ได้ท่ามกลางการแข่งขันหรือเพื่อที่จะเจริญก้าวหน้าในธุรกิจที่จะขยายใหม่
ROMISZOWSKI (1981)การคัดเลือกบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรม
จึงต้องกระทำอย่างรอบคอบ
ในที่นี้จะพูดถึงข้อมูลที่ควรจะจัดเก็บและลักษณะการจัดเก็บ
ข้อมูลอะไรที่ควรจะมีในระบบ
ถ้าหากว่าเรามองลงไปที่โครงสร้างขององค์กร
โครงสร้างในองค์กรหนึ่งๆ
นั้นจะประกอบด้วยฝ่ายต่างๆ อยู่หลายฝ่าย
บุคลากรที่ทำงานในแต่ละฝ่ายต่างก็มีความชำนาญเฉพาะอย่างของตัวเอง
งานในแต่ละหน้าที่จะต้องทำโดยบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะอย่างเท่านั้น
ถ้าเราสังเกตจะพบว่าพนักงานคนหนึ่งจะทำงานกับองค์กรเป็นเวลานาน
และอาจจะมีการฝึกอบรมหลายครั้ง
การฝึกอบรมแต่ละครั้ง
คุณสมบัติผู้เข้ารับการอบรมก็จะแตกต่างกัน ถ้าองค์กรไม่มีระบบข้อมูลที่ดีแล้ว
การคัดเลือกบุคคลที่เข้ารับการอบรมอาจจะได้คนที่ไม่เหมาะสม
ระบบข้อมูลที่ดีคืออย่างไร
ระบบข้อมูลที่ดีคือ
ระบบข้อมูลที่เอื้อแก่พนักงานเป็นส่วนมาก ข้อมูลที่ทันสมัยและสะดวกแก่การใช้งาน ซึ่งระบบข้อมูลดังกล่าวควรจะประกอบด้วย
ข้อมูลทั่วไป
ข้อมูลด้านการศึกษาและฝึกอบรม
ข้อมูลประวัติการทำงาน
ข้อมูลความสามารถทางการใช้ภาษาต่างประเทศ
ข้อมูลศักยภาพของการปฏิบัติงาน
1. ข้อมูลทั่วไป
เป็นข้อมูลเกี่ยวกับประวัติทั่วไปของพนักงานแต่ละคน จะประกอบด้วยรายละเอียดต่างๆ ได้แก่ ชื่อ
วัน เดือน ปีเกิด วันที่เข้าทำงาน เพศ
สถานภาพสมรส
ข้อจำกัดในด้านร่างกาย
เงินเดือนปัจจุบัน เป็นต้น
2.
ข้อมูลด้านการศึกษาและการฝึกอบรม
ข้อมูลทางด้านการศึกษาจะแสดงให้เห็นถึงความสนใจและความมีทักษะในความสามารถของบุคลากรในสาขาที่ได้ฝึกฝนเพิ่มเติม
นอกจากการศึกษาในระบบโรงเรียน
ข้อมูลทั้งสองอย่างนี้จะใช้เป็นเกณฑ์พื้นฐานในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับการอบรม
ข้อมูลทั้งสองอย่างควรจะมีรายละเอียดดังนี้
ข้อมูลด้านการศึกษา ได้แก่ วุฒิทางการศึกษา สาขาที่ศึกษา วิชาเอก
วิชาโท ปีที่สำเร็จการศึกษา ความชำนาญพิเศษ เป็นต้น
ข้อมูลด้านการฝึกอบรม ได้แก่ สาขาที่อบรม
เรื่องที่อบรม วัน เดือน ปีที่อบรม
ระยะเวลาที่อบรม เป็นต้น
เนื่องจากการฝึกอบรมของบุคลากรคนหนึ่งๆ
อาจมีหลายครั้ง ดังนั้น
การเก็บรวบรวมข้อมูลด้านการฝึกอบรมควรจะได้มีการกำหนดเกณฑ์บางอย่างขึ้น
เพราะมิฉะนั้นข้อมูลจะมีมาก
ซึ่งเกณฑ์อาจเกี่ยวกับระยะเวลาที่อบรม
เนื้อหาที่อบรม หรืออื่นๆ
3.
ข้อมูลประวัติการทำงาน
ข้อมูลด้านประวัติการทำงาน
ควรสะท้อนให้เห็นถึงประเภทของงานที่เคยทำและประสบการณ์ของพนักงานแต่ละคน
ข้อมูลควรจะประกอบด้วย ประวัติทั้งก่อนเข้าทำงานกับองค์กร (สำหรับคนที่เคยทำงานแล้ว)
และประวัติปัจจุบัน
รายละเอียดของข้อมูลควรประกอบด้วย
ประวัติการทำงานก่อนเข้าทำงานองค์กร
ได้แก่ ประเภทองค์การตำแหน่งที่เคยทำ
ลักษณะงานที่ทำ จำนวนปีที่ทำ
โปรแกรมการฝึกอบรมที่เคยเข้าอบรมปีที่เข้าฝึกอบรม เป็นต้น
ข้อมูลการทำงานในองค์กรปัจจุบัน
ได้แก่
ตำแหน่งงานที่เคยทำมาแล้วหน้าที่และความรับผิดชอบในงานที่เคยทำ
ว น เดือน ปีที่ดำรงตำแหน่ง ตำแหน่งปัจจุบันหน้าที่และความรับผิดชอบ
เป็นต้น
4.
ข้อมูลความสามารถทางการใช้ภาษาต่างประเทศ
การฝึกอบรมบางครั้งเป็นการอบรมที่ต้องการใช้ภาษาต่างประเทศ
ซึ่งจัดโดยหน่วยงานอื่น
แต่ผู้บริหารองค์กรเห็นว่ามีประโยชน์
การส่งบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านภาษาจะได้ประโยชน์ต่อองค์การข้อมูลทางด้านภาษาควรจะประกอบด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้
ชื่อภาษา
ทักษะในการพูด การฟัง การอ่าน
และการเขียน
5.
ข้อมูลศักยภาพของการปฏิบัติงาน
เนื่องจากพนักงานแต่ละคนอยู่ในความควบคุมของหัวหน้างาน
หัวหน้างานจะเป็นบุคคลที่จะประเมินได้ว่า
การปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาคนใดเป็นอย่างไร ตามแนวความคิดของ ไบเลส (Biles,
1980)
การจัดทำระบบข้อมูลบุคลากรที่เกี่ยวข้องการการฝึกอบรม
หัวหน้าควรจะประเมินผู้ใต้บังคับบัญชาโดยจำแนกตามข้อกำหนดดังนี้
ความไม่พอใจในผลงาน (Unsatisfactory : U) หมายถึง
การปฏิบัติงานยังไม่ได้มาตรฐานที่กำหนดของตำแหน่งปัจจุบัน
ความสามารถในการเรียนรู้งาน
(Maroenal : M) หมายถึง
การพัฒนาเป็นไปอย่างเชื่องช้ากว่าบุคคลในกลุ่มเดียวกัน จำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนา
ประสิทธิภาพในการทำงาน (Effective : EF) หมายถึง การปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐาน
ผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานเป็นเลิศ
(Excellent : EX) หมายถึง
การปฏิบัติงานอยู่ในเกณฑ์สูงกว่ามาตรฐาน
และสูงกว่าบุคคลในกลุ่มเดียวกัน
ข้อสังเกตในการจัดเก็บข้อมูล
รายการข้อมูลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
จะพบว่ามีรายละเอียดมากพอสมควร
และถ้าองค์การมีพนักงานมาก
ข้อมูลก็จะมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
การประมวลผลข้อมูลถ้าทำด้วยแรงงานคนจะมีปัญหามาก และต้องใช้เวลานาน
จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้อย่างเป็นระบโดยใช้คอมพิวเตอร์
ซึ่งปัจจุบันนอกจากไมโครคอมพิวเตอร์จะมีราคาถูกแล้ว
ยังมีซอฟท์แวร์ที่สะดวกแก่การใช้งานประมวลผลข้อมูลและการพิมพ์รายงานซึ่งมีราคาไม่แพงมาก
ข้อมูลบุคลากรตามรายละเอียดดังกล่าว
จะมีประโยชน์ต่อการฝึกอบรมมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของข้อมูล
ความทันสมัยของข้อมูล ความสะดวกและรวดเร็วในการเรียกใช้ข้อมูล
ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กรแล้ว
ข้อมูลบุคลากรจะมีประโยชน์มากต่อการฝึกอบรม
ประเภทของความจำเป็นในการฝึกอบรม
ความจำเป็นหรือความต้องการ
มีผู้จำแนกไว้แตกต่างกันหลายแบบแล้วแต่ผู้จำแนกจะยึดหลักเกณฑ์อะไร
ความจำเป็นในการฝึกอบรมที่ต้องพิจารณาอาจจำแนกได้ 4 รูปแบบ ดังนี้
รูปแบบที่
1 พิจารณาถึงวิธีการค้นหา
ได้แก่
1.
ความจำเป็นในการฝึกอบรมที่เด่นชัด
ถือเป็นปัญหาข้อขัดข้องและก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงาน
จำเป็นจะต้องมีการฝึกอบรมบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นความจำเป็นที่ชัดแจ้ง ไม่ต้องค้นหา สำรวจ วิจัย
หรือวิเคราะห์แต่อย่างใด
2.
ความจำเป็นในการฝึกอบรมที่ต้องค้นหา
เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมจะต้องสามารถบอกได้ว่า
การฝึกอบรมประเภทใดจึงจะสามารถแก้ปัญหาขององค์การ หรือช่วยให้หน่วยงานหรือองค์การนั้นๆ ดำเนินการไปสู่จุดหมายได้ เช่น ปัญหางานค้าง ผลงานไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน
บุคลากรขาดงานบ่อย
อัตราการออกจากงานสูง เป็นต้น
รูปแบบที่
2
พิจารณาถึงตัวบุคคลผู้ปฏิบัติงานในองค์การ
แบ่งออกได้ดังนี้
ความจำเป็นในการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่เฉพาะที่ตนกำลังดำรงตำแหน่งนั้นอยู่
หรือของตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น
ซึ่งตนจะได้รับตำแหน่งนั้นแน่นอนในอนาคต
ความจำเป็นใจการเพิ่มพูนความรู้และความสามารถเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของตนโดยทั่วไป
ความจำเป็นที่จะเพิ่มความรู้และความเข้าใจโดยทั่วไปโดยไม่จำกัดว่าอยู่ในวิชาการแขนงใด
หรือของหน้าที่ใด
เพื่อให้ทันสมัยทันโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ความจำเป็นที่จะพัฒนาบุคลิกลักษณะและท่าทีเป็นส่วนบุคคล
รูปแบบที่
3
พิจารณาถึงระยะเวลาในการจัดฝึกอบรม
เพราะตามสภาพความเป็นจริง
ไม่ใช่เฉพาะว่าจะต้องมีปัญหาเกิดขึ้นในองค์การเสียก่อนจึงจะเกิดความเป็นจริงนั้นในบางครั้งยังไม่เกิดปัญหาขึ้นในองค์การ
เราก็อาจจะจัดฝึกอบรมได้
ทั้งนี้เราอาจจะแบ่งออกได้เป็น 3
ลักษณะ ดังต่อไปนี้
คือ
1.
ความจำเป็นในการฝึกอบรมที่ปรากฎชัดแจ้งในปัจจุบัน
จะปรากฎออกมาในลักษณะที่เป็นปัญหาขัดข้อง
และก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานอย่างชัดเจน
จะต้องทำการฝึกอบรมบุคคลเกี่ยวข้องเสียก่อนจึงจะแก้ปัญหานั้นๆ
ได้ เช่น
พนักงานคุมเครื่องจักรไม่มีความรู้ความสามารถที่จะคุมเครื่องได้
หัวหน้างานขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารงานเบื้องต้น
ความจำเป็นในการฝึกอบรมลักษณะนี้อาจจะมองเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นการบกพร่องที่ตัวคนขาดความรู้ความสามารถเป็นประการสำคัญ
ความจำเป็นในการฝึกอบรมที่จะปรากฏในอนาคต
เป็นปัญหาที่มีเครื่องชี้หรือส่อว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต
ดังนั้นเพื่อจะแก้ไขไม่ให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นในอนาคต จึงทำการฝึกอบรมเสียในปัจจุบัน หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ
เป็นการเอาความจำเป็นในการฝึกอบรมในอนาคตมาจัดการฝึกอบรมเสียในปัจจุบันนั่นเอง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนได้แก่
พนักงานที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากพนักงานธรรมดาขึ้นไปเป็นพนักงานระดับบริหารในอีก
3 เดือนข้างหน้า
จะเกิดความจำเป็นในการฝึกอบรมสำหรับอนาคตขึ้นเขาเหล่านั้นจะต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานการควบคุมบังคับบัญชาคนอย่างแน่นอน
ดังนั้น
เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในอนาคต
จึงต้องฝึกอบรมเกี่ยวกับการบริหารงานเสียในปัจจุบัน
ความจำเป็นในการฝึกอบรมที่มุ่งปรับระดับความสามารถของบุคคลและขององค์การในปัจจุบันและในอนาคต
ปัญหาของหน่วยงานที่จะถือว่าเป็นความจำเป็นในการฝึกอบรมโดยตรง
จะไม่ปรากฏหากไม่มีการฝึกอบรม กิจกรรมต่างๆ
ขององค์การก็จะดำเนินไปโดยบรรลุตาม
เป้าหมายที่ตั้งไว้ทุกประการ
พนักงานทุกคนก็บังเกิดความพึงพอใจในงานของตน แต่เป็นความ
มุ่งมาตรปราถนาของหน่วยงานที่จะยกระดับวัตถุประสงค์ของหน่วยงานและความพึงพอใจของพนักงานสูงขึ้น
และการที่จะกระทำได้สำเร็จนั้นจะต้งออาศัยการฝึกอบรมแสดงว่าเกิดความต้องการในการฝึกอบรมขึ้นแล้ว
ตัวอย่างของโครงการฝึกอบรมที่เห็นได้ชัด คือ
การจัดให้มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อที่น่าสนใจให้พนักงานฟังโครงการฝึกฝนเพื่อยกระดับความรู้ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ของพนักงาน
โครงการอบรมภาษาอังกฤษสำหรับพนักงาน เป็นต้น
รูปแบบที่ 4 พิจารณาถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
ปัญหา (Problems)
หมายถึงสิ่งต่างๆ
ที่เกิดขึ้นจริงในองค์การที่ไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ขององค์การ
หรือที่ยังไม่ได้กระทำซึ่งกลายเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จขององค์การ
ซึ่งปัญหาต่างๆ ดังกล่าวเกิดได้ในทุกระดับของผู้ปฏิบัติงานในองค์การ
ตั้งแต่ต่ำสุดจนถึงสูงสุด ปัญหาเหล่านั้นได้แก่
เมื่อองค์การต้องการที่จะเพิ่มผลผลิตให้มากกว่าเดิม
เมื่อต้องการจะปรับปรุงคุณภาพของการปฏิบัติงานและยกระดับกำลังขวัญ
(Morale)
ของผู้ปฏิบัติงานให้สูงกว่าเดิม
เมื่อต้องการจะพัฒนาทักษะใหม่ๆ ความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติใหม่ๆ
ในการทำงาน
เมื่อต้องการจะให้ผู้ปฏิบัติงานใช้เครื่องมือ เครื่องจักรกล
กระบวนการและวิธีการทำงานใหม่ๆ ได้อย่างถูกต้อง
หรือเมื่อมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้น
เมื่อต้องการที่จะลดความสิ้นเปลือง อุบัติเหตุ การออกจากงาน
การมาทำงานช้า
การขาดงาน และสิ่งอื่นๆ
ในลักษณะเดียวกันซึ่งล้วนแต่ทำให้ค่าใช้จ่ายขององค์การ (Costs) สูง
เมื่อต้องการที่จะทำความเข้าใจนโยบายหรือกฎระเบียบจ้อบังคับใหม่ๆ
หรือที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
เมื่อต้องการที่จะขจัดความเก่าล้าสมัยทั้งในเรื่องทักษะในการทำงานเทคโนโลยีต่างๆ
วิธีการทำงาน สิ่งที่ผลิตออกมาหรือสินค้าต่างๆ การตลาด
การบริหารเงินทุน ฯลฯ
เมื่อต้องการให้ผู้ปฏิบัติงานทุกตำแหน่งทำงานได้ระดับผลงานที่ใช้เวลาทำงานร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มขึ้นถึงเกณฑ์มาตรฐานของผลงานในหน้าที่ของตน
เมื่อต้องการพัฒนาการบรรจุแต่งตั้งบุคคล
การจัดเตรียมบุคคลเพื่อให้ก้าวหน้าต่อไป
การปรับปรุงการเพิ่มขยายกำลังคน
และส่งเสริมการใช้ภาวะผู้นำให้สืบเนื่องต่อไป
สาเหตุของ