"เฮ้ ศุภลักษณ์ เรา ระวี เพื่อนสมัยประถม นะ"
ผมนึกเล็กน้อย แล้วตอบว่า "เป็นงัยบ้าง สบายดีหรือครับ"
"จำได้ไหม เราพบนาย ตอนที่กำลังรักษาอาการปวดหลัง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จนต้องพักงานนาน 6 เดือนเพื่อรักษากายภาพบำบัดหลายครั้ง แต่ก็ยังทำงานไม่ได้ เลยไปพบหมอเฉพาะทาง ได้รับการผ่าตัดเขี่ยเส้นประสาทที่เสียออก พักฟื้นอีก 2 เดือน ตอนนี้เริ่มทำงานได้แล้ว" ระวีเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น
"ดีใจด้วยครับ นายจะได้ทำงานและเลี้ยงลูกเมียได้เต็มที่นะ" ผมดีใจกับเพื่อนด้วย
ผมเสริมต่ออีกว่า "ดีนะที่นายตัดสินใจ ไปหาหมอท่านอื่นด้วย เพราะเราเคยบอกนายใช่ไหมว่า บางครั้งหมอหรือผู้บำบัดในบ้านเรายังทำงานแบบ เลี้ยงไข้ ไม่พยายามค้นหาความเป็นจริงว่า การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายควรเป็นอย่างไร แต่กลับพยายามใช้วิธีการรักษาของตนเองไปเรื่อยๆ โดยไม่ให้โอกาสผู้ป่วยได้คิดและประเมินความก้าวหน้าของการรักษาด้วยตัวผู้ป่วยเอง ดังนั้นผู้ป่วยที่รู้จักค้นหาความรู้และวิธีการรักษาที่ดีที่สุดเท่านั้นที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข"
จากบทสนทนาทางโทรศัพท์นี้ ทำให้ผม ในฐานะอาจารย์กิจกรรมบำบัด หนึ่งในวิชาชีพทางการแพทย์ ที่ต้องการรักษาสิทธิของผู้ป่วย ขอเผยแพร่บันทึกนี้ไปยังผู้อ่านทุกท่าน ให้ตระหนักถึง "ความรู้ในการประเมินสุขภาพของตนเอง" เพื่อไม่ให้เสียเวลากับการรักษาใดๆ ที่ขาดความชัดเจนของผลการรักษาในกรณีต่างๆ
ยอมรับว่า บุคลากรทางการแพทย์ไทยที่ทำงานร่วมกันแบบทีมวิชาชีพนั้นหายากจริงๆ ครับ
ขอบคุณคุณ naree suwan ครับ
เป็นความคิดเห็นที่ถูกต้อง เมื่อมีอาการกระดูกพรุนและกระดูกบาง คุณหมอจะไม่ใช้วิธีการผ่าตัด แต่ควรแนะนำให้ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรงพอที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ได้ และให้ความรู้ในเรื่องการจัดท่าทาง การสงวนพลังงานในกิวัตรประจำวัน การดูแลหลังในสภาวะที่มีกระดูกพรุนและกระดูกบาง และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเน้นให้ผู้ป่วยดูแลสุขภาพตนเองอย่างมีความสุข จะเห็นว่าบางรายต้องมีการตรวจประเมินจากทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับวิธีการรักษาที่ดีที่สุด และอยากจะบอกว่า "ไม่มีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยทุกราย"
หากมีข้อสงสัย รบกวนติดต่อทางอีเมล์หรือที่คณะฯ ได้ครับ