การบูรณาการในธรรมชาติเกิดมานานแล้ว เมื่อไหร่ถึงเวลาบูรณาการนโยบาย

สวัสดีครับทุกท่าน

       สบายดีกันดีทุกท่านนะครับ วันนี้เห็น อ.ขจิต ยกตัวอย่าง เรื่องการบูรณาการขึ้นมาในบทความนี้ มีความรู้ในสาขาอย่างเดียว...คงไม่พอ(integrate (v.)) ตามไปอ่านได้นะครับ เป็นตัวอย่างภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการบูรณาการ

      ผมว่าในหนึ่งร้อยคน คงมีเกินครึ่งที่รู้จักคำว่า บูรณาการ หรืออย่างน้อยคงได้ยิน หากสุ่มคนขึ้นมาอย่างการกระจาย...แต่จะมีการเข้าใจถึงแก่นของคำว่า การบูรณาการขนาดไหนนั้น ก็อยู่ที่ตัวท่านเองนั่นหล่ะครับ เพราะผมก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมดครับ

      บางทีคำนี้ อาจจะเป็นยาขมของนักวิชาการ หรือนักวิจัยหลายๆ คนครับ ตลอดทั้งคนทำงานในชุมชน ที่ผมบอกว่ายาขมก็คือ ด้วยการที่ว่าธรรมชาตินั้นบูรณาการตัวเองให้เข้ากัน เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องมานาน แต่คนนั้นเพิ่งมาคิดเรื่องนโยบายแล้วมองภาพรวมไม่ออก เห็นคนอื่นๆ จะบูรณาการ ต่างประเทศบูรณาการ เราก็จะบูฯ กับเค้าบ้าง เอา..เอาไงก็เอา บูฯ ก็บูฯ

      คุณเคยสังเกตไหม อย่างยกตัวอย่างง่ายๆ การขับขี่รถมอร์เตอร์ไซต์ก็ต้องบูรณาการการทำงาน ร่วมกันของทุกๆ ชิ้นส่วนเพื่อจะให้รถขับไปได้โดยไม่กระตุก ไปถึงเป้าหมายได้ และผลเสียที่ผลิตออกมาต่อสิ่งแวดล้อมก็ต้องไปด้วยกันได้ เกื้อกูลกันได้ ไม่ส่งผลเสียที่ทำให้เกิดมลพิษที่มากจนเกินไป

      ธรรมชาติได้แสดงตัวอย่างการบูรณาการให้เราเห็นกันง่ายๆ ตัวอย่างเช่น น้ำในสระ ในทะเล น้ำบนยอดภูเขาหิมาลัย น้ำที่ขั้วโลก น้ำในก้อนเมฆ หยดน้ำค้างในใบไม้ ก็ล้วนเป็นน้ำเดียวกัน บูรณาการให้เชื่อมถึงกันได้ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนสภาพตามแวดล้อมและสถานที่ปัจจัยแค่นั้น

      ธรรมชาติให้คำตอบไว้หมดแล้ว...บูรณาการการใส่ปุ๋ยให้กับต้นไม้แบบธรรมชาติ ด้วยตัวเองมาแสนนาน แม้แต่การเกิดฟ้าผ่า ก็เป็นการเพิ่มปุ๋ยให้พื้นดินเลยครับ นี่คือธรรมชาติ เค้ารู้ว่าเค้าทำอะไร ปัญหาเกิดเค้าจะปรับตัวอย่างไร การบูรณาการหลายๆ อย่างเข้าร่วมกันนั้น คือคำตอบในธรรมชาติ ที่มีมานานแสนนาน

     จนกว่าอริสโตเติลมาตั้ง วิชาปรัชญา ซึ่งเป็นวิชาที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกันมากมายในวิชาสาขาเดียวกัน นับว่าเป็นการบูรณาการที่สมบูรณ์ จนการเปลี่ยนแปลงและการค้นพบความรู้จากธรรมชาติ มากขึ้น วิวัฒนาการ พัฒนาการมากขึ้น วิชาต่างๆ ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความจำเพาะเจาะจงในวิชานั้นๆ เติบโตและมุ่งศึกษาไปในทางนั้น จนมาถึงบัดนี้ มันแทบจะหาความสัมพันธ์กันไม่ได้ ว่าแต่ละวิชาสัมพันธ์กันอย่างไร เพราะเรามองไม่ออกเองต่างหาก อย่างเช่น วิชาคณิตศาสตร์ กับจิตวิทยา ปรัชญา สังคมศึกษา ก็เคยเป็นสิ่งเดียวกัน จนมาทุกวันนี้ มองกันเป็นคนละเรื่อง หาความสัมพันธ์กันไม่เจอทั้งๆที่เกี่ยวโยงกันแน่นแฟ้น... จนนักวิชาการ นักวิจัย ก็มึนปวดหัวตึบ ว่าปัญหาที่เจอๆ กันอยู่นั้น แก้ไขตัวคนเดียว ไม่ได้แล้วซิ ปัญหารถติดใน กทม. ก็เกี่ยวโยงกับหลายๆ ปัญหา

 

The image “http://202.12.97.98/images/about_p1.gif” cannot be displayed, because it contains errors.
ภาพจาก http://202.12.97.98/about_thai.asp


<p> </p><h4>      เลยเกิดการรวมสาขาวิชาย่อยๆ ที่คิดว่ามันไม่เข้ากัน หรือมองไม่ออกกันให้กลับไปสู่การบูรณาการของท่านอริสโตเิติลกันใหม่ รวมเรียกกันว่า การบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็น Interdisciplinary, Multidisciplinary การบูรณาการเชิงสหสาขา หรือ การบูรณาการเชิงพหุสาขา ก็ตาม เลยมีการจับ วิชาต่างๆ คนในหลายๆ สาขา มาคุยกัน โอ้แม่เจ้า…ไม่ใช่จะคุยกันง่ายๆ  เชิญนักชีววิทยา (ผู้ที่ไม่ค่อยจะชอบคำนวณ) มานั่งคุยกับนักคณิตศาสตร์ (ผู้ที่ไม่ค่อยชอบท่องจำ) คุณคิดว่าเค้าสองสาขานี้จะคุยกันได้หรือครับ กว่าจะเปิดใจคุยกันได้นั้น กระัอักเลือดเลยหล่ะครับ เพราะต่างคนต่างมองกันคนละทาง มองยอดภูเขากันคนละลูก…. กว่าจะให้สองสาขานี้คุยกันได้ แทบใช้เวลากันนานแสนนาน ในขณะที่ต่างประเทศกว่าจะคุยกันได้รู้เรื่อง และทำวิจัยร่วมกันได้  ก็ใช่ว่าทุกที่จะคุยกันได้และทำวิจัยกันได้ทั้งหมด</h4><h4>       ย้อนมามองเมืองไทยเรา การทะเลาะกันในสาขาต่างๆ กัน มองกันคนละแนว จนขัดขาทำงานร่วมกันไม่ได้ บูรณาการร่วมกันไม่ได้ ก็นี่หล่ะปัญหาในการพัฒนาประเทศ ทั้งๆที่รู้ว่า การบูรณาการ บูฯกันไปมา เป็นสิ่งที่ดี แต่ทำงานด้วยกันไม่ได้ ประสานความคิดร่วมกันไม่ได้ แล้วจะเกิดการบูรณาการกันได้อย่างไร ละครั้บ…เจ้านาย….</h4><h4>       อย่างการวิจัยก็เช่นกันครับ…มีการบอกให้ทำวิจัยกันเชิงบูรณาการ ทำงานวิจัยร่วมกันหลายๆ สาขาเพื่อหาคำตอบแก้ปัญหาร่วมกันนั่นก็หมายความว่าคนทำวิจัยต้องหลายๆ คน อย่างน้อยก็มากกว่าหนึ่งคนแน่นอนครับ มองภาพแล้วสวยหรูนะครับ ผมเคยเห็นโปสเตอร์งานวิจัยของบางสถาบัน เขียนชื่อไว้สิบคน ว้าาาวว…นี่หล่ะบูรณาการจริง เพราะจะมีจากหลายๆ สถาบันต่างๆที่เกี่ยวข้องมาทำวิจัยร่วมกัน….</h4><h4>       แต่ผมก็ทราบว่ามาในเมืองไทยเรา ก็มีการสนับสนุนให้ทำวิจัยบูรณาการเช่นกันครับ เพราะเราก็ต้องการจะบูรณาการด้วยกันซึ่งก็ดีมากๆ ครับ แต่พอได้ยินมาอีกว่า นักวิชาการเองก็อยากจะต้องขอผลงานทางวิชาการด้วย แต่ว่ากันว่า จะต้องทำงานวิจัยอย่างน้อย 50% ของงานวิจัยนั้นๆ จึงจะนำไปขอผลงานหลักๆ นั่นก็หมายถึงว่า ต้องทำกันสองคนหรือคนเดียว หากทำสามคน จะหารแบ่งผลงานกันก็เจอปัญหากันอีก น้ำหนักน้อย ในการพิจารณา…. ผมเห็นตรงเหมือนจะมีความขัดแย้งกัน ไม่แน่ใจว่าระดับนโยบายหรือกฏกันแน่ครับ… ผมเลยมึนว่าตกลงจะบูรณาการหรือว่าจะจับคู่กันทำวิจัย หรือทำคนเดียวตัวเดียว ผู้เดียวกันแน่ เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งทางวิชาการพร้อมๆ กับการทำวิจัย….และส่งผลต่อส่วนรวมด้วย….. ว่าไปแล้วชาวบ้าน เกษตรกร ต้องการอะไรจากพวกเรานักวิชาการกันแน่ เค้าต้องการจะชื่นชมเราที่ได้เป็นนักวิชาการมีตำแหน่ง หรือเค้าต้องการผลงานของการวิจัยกันแน่… </h4><h4>      เมื่อไหร่ที่จะให้หลายๆ อย่างมันสอดคล้องกันแบบบูรณาการเชิงนโยบายกัน ให้ทำอะไรก็ราบรื่น ต่อเนื่องอย่างที่ธรรมชาติเป็นได้ไหมหนอครับ……..</h4><h3>

การบูรณาการในธรรมชาติเกิดมานานแล้ว เมื่อไหร่ถึงเวลาบูรณาการนโยบาย

 </h3><h4>      บทความนี้ เขียนขึ้นมาไม่มีเจตนาจะว่าใคร…เพียงความขัดแย้งในหัวผมแต่เพียงผู้เดียวที่มองแล้วว่า….ทางออกควรจะเป็นอย่างไร…อะไรคือบูรณาการที่แท้จริง…บูฯ กันมา บูฯ กันไป ท้ายสุดจะเป็นอย่างไร…..</h4><h4>กราบขออภัยหากการบ่นนี้ไปกระทบความรู้สึกในทางลบของท่านนะครับ</h4><h4>ขอแสดงความนับถือครับ</h4><h4>เม้ง </h4><h4>      
  </h4>