บางคนยังติดยึดกับความเป็นไปได้ คิดมาก จนไม่รู้ว่าจะเริ่มทำอะไร หรืออะไรสำคัญมากน้อย หรือมาก่อนหลัง

  ผมได้เขียนเรื่องนี้เป็นตอนแรก ประมาณต้นเดือนสิงหาคม

ที่นำเสนอในเชิงการทำงานวิจัยและพัฒนา   

วันนี้ ผมได้ความคิด แว๊บขึ้นมาในเชิงของการจัดการความรู้ ที่ขาดกรอบและทิศทาง

ที่ทำให้ต้องใช้พลังสมอง พลังความคิด และเวลาค่อนข้างมาก  เหมือนกับการพยายามจะจัดห้องทำงานใหม่ โดยไม่ทิ้งขยะที่สั่งสมมาเป็นสิบปี  

เพราะเรายัง

  <ul style="margin-top: 0cm">

  • ติดยึดอยู่กับความเป็นไปได้มากจนเกินไป
  • ไม่คิดถึง แม้แต่ความน่าจะเป็น
  • หรือ พยายามจะอยู่กับความเป็นจริง
  • </ul><p>  เมื่อเรายังคิดเรื่องความเป็นไปได้ ว่าเราจะใช้เอกสารฉบับต่างๆ เพื่ออะไรบ้าง   </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>เราไม่มีทางที่จะตัดความคิด และความสัมพันธ์ใดๆ ออกได้เลย  </p><p>และสรุปว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>เก็บทั้งหมด </p><p>นำมาทั้งหมด </p><p>ปล่อยไว้ทั้งหมด </p><p>จนเกิดปัญหาในการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>เช่น ขณะนี้ผมกำลังทำงานรับฟังความเห็นจากประชาชน เรื่อง พรบ น้ำแห่งชาติ ที่ผมจะต้องจัดประชุมคนอย่างน้อย ๑๐๐๐ คน และออกแบบสอบถามอย่างน้อย ๒๐๐๐ ชุด  </p><p>ก็ได้พบว่าการจัดประชุมจริงๆนั้น จาก ๑๐๐๐ คน จะมีคนแสดงความคิดเห็นแบบจริงจัง ไม่เกิน ๓๐ คน และตอบแบบสอบถามอย่างจริงจัง ไม่เกิน ๑๐๐ คน </p><p>ที่เหลือ ก็แบบสบาย สบาย  </p><p>ทำให้ผมคิดว่า </p><p>ความเป็นไปได้ ความน่าจะเป็น และความเป็นจริง นั้น</p><p>ช่างมีความแตกต่างกันจริงๆ  </p><p>และน่าจะเป็นสาเหตุทำให้ระบบคิดในการทำงานของนักวิชาการ เป็นความคิดต่างระดับกัน สื่อกันไม่ค่อยได้ </p><p>และทำงานแยกกลุ่มกันทั้งๆที่ทำในเรื่องเดียวกัน</p><p></p><p>   บางคนยังติดยึดกับความเป็นไปได้ คิดมาก จนไม่รู้ว่าจะเริ่มทำอะไร หรืออะไรสำคัญมากน้อย หรือมาก่อนหลัง บางทีคิดมากจนไม่กล้าทำอะไร </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>โดยเฉพาะนักทฤษฎี และนักวิชาการที่ไม่เคยลงพื้นที่    </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> บางคนยังติดยึดกับความน่าจะเป็น มีหลายทางเลือกในการทำงาน จนตัดสินใจไม่ได้ว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องใด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>  โดยเฉพาะคนที่เคยทำงานในพื้นที่ แต่ไม่เคยปฏิบัติด้วยตัวเอง</p><p></p><p>  และ บางคนก็ทำงานอยู่กับความเป็นจริง รู้ว่าอะไรต้องทำตอนไหน อะไรด่วนไม่ด่วน และต้องเตรียมตัวในการทำงานอย่างไร  </p><p>โดยเฉพาะคนที่เคยเคยปฏิบัติงานจริงๆในพื้นที่ หรือ ผู้ที่ประกอบอาชีพที่ต้องอยู่กับสถานการณ์ที่เป็นจริง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>  ดังนั้น การจัดการความรู้ก็เช่นเดียวกัน  </p><p>คนที่เป็นนักอ่าน นักท่อง นักบรรยายด้าน KM มักจะติดอยู่กับ ความเป็นไปได้  </p><p>ในขณะที่ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>นักวิชาการที่ทำงานด้าน KM ในชุมชน จะคุยกันเรื่อง ความน่าจะเป็น   </p><p>และชาวบ้านที่ประกอบอาชีพในชนบท หรือระบบการทำงานทั่วไป จะคุยกันเรื่อง ความเป็นจริง   </p><p></p><p>ที่ทั้งสามระดับนี้ มักจะสื่อกันไม่ค่อยติด  </p><p></p><p>ดังนั้น หลักการทำงานแบบ KM ธรรมชาติ จึงน่าจะเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญ  </p><p>ที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจกันได้มากที่สุด </p><p>แม้จะคิดต่างระดับกัน  </p><p>KM ธรรมชาติ ทำอย่างไร  </p><p>ประเด็นนี้เกือบจะเป็น ปัจจัตตัง ที่คนทำจะรู้เอง  </p><p>แต่ก็พอแนะกันได้ว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><ul>

  • ให้ใช้ชีวิตแบบเป็นธรรมชาติ
  • คิดถึงกฎธรรมชาติ
  • หรือใช้หลักธรรมะในการคิด  
  • </ul><p>ก็น่าจะทำให้เกิดความเข้าใจในการทำงานที่ดีต่อกัน </p><p>และสามารถพัฒนาให้การทำงานแบบมีจุดรวม และมีส่วนร่วม   </p><p>เพื่อทุกคน ชุมชน สังคมและประเทศชาติครับ  </p><p>แต่ แนวทางพัฒนาที่สำคัญก็คือ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>การใช้ KM ธรรมชาตินำทาง แนะให้ใช้ผลเชิงประจักษ์เป็นตัวชี้นำและวัดผลในการทำงาน </p><p>ก็จะเปิดช่องให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น มีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>ก็อาจเป็นช่องทางให้นักวิชาการได้เปิดใจ </p><p></p><p>สามารถพัฒนาความพร้อม เข้ามาทำงาน KM ร่วมกันจนเกิดพลังร่วม ที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน  </p>